การเปิดโรงงานผลิตเครื่องดื่มที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มกำลังการผลิตของ “โอสถสภา” แต่เป็นอีกก้าวสำคัญของธุรกิจที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 135 ปี
จากจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ โอสถสภาค่อย ๆ ขยายเข้าสู่ตลาดเครื่องดื่ม จนกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของตลาดเครื่องดื่มชูกำลังและ Functional Drink โดยมีแบรนด์อย่าง M-150, ลิโพ และซีวิท อยู่ในพอร์ตโฟลิโอ
โรงงานอยุธยาจึงถูกวางบทบาทให้มากกว่าโรงงานผลิตสินค้า แต่เป็นศูนย์กลางการผลิตและกระจายสินค้าขนาดใหญ่ของบริษัท ครอบคลุมตั้งแต่การผสมเครื่องดื่ม บรรจุสินค้า ติดฉลาก ไปจนถึงคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า
จากโรงงานผลิต สู่ศูนย์กลางธุรกิจ
โรงงานอยุธยาของโอสถสภาตั้งอยู่บนพื้นที่ 140 ไร่ โดยบริษัทลงทุนในโรงงานแห่งนี้สะสมแล้วราว 6,000 ล้านบาท นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง
แต่โรงงานแห่งนี้ไม่ได้มีหน้าที่เพียงผลิตเครื่องดื่มให้ได้จำนวนมากขึ้นเท่านั้น เพราะในช่วงที่ผ่านมา โอสถสภาเดินหน้าปรับโครงสร้างการผลิตครั้งใหญ่ ด้วยการรวมฐานการผลิตเข้ามาอยู่ในศูนย์กลางเดียว และนำระบบ Automation เข้ามาช่วยในกระบวนการผลิตและจัดเก็บสินค้า
เป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ คือการทำให้โรงงานทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ควบคุมต้นทุน และรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
มุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทวางกลยุทธ์การดำเนินงานไว้ 6 ด้าน ได้แก่ Product, Route to Market, Manufacturing & Automation, Supply Chain Resilient, Sustainability และ Technology & Digital โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการสร้างการเติบโต ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจ

Automation ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ
ปัจจุบันโรงงานอยุธยามี 11 ไลน์ผลิต และใช้ระบบ Automation ในหลายขั้นตอน รวมถึง Automated Warehouse ที่เชื่อมต่อกับกระบวนการผลิตและศูนย์กระจายสินค้า ช่วยลดการใช้แรงงานในบางกระบวนการ และทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้าเป็นระบบมากขึ้น
ก่อนหน้านี้โรงงานมีพนักงานประมาณ 700 คน แต่การนำระบบคลังสินค้าอัตโนมัติเข้ามาใช้ช่วยลดจำนวนพนักงานในกระบวนการจัดส่งได้ประมาณ 200–300 คน
หลังจากรวมฐานการผลิตและปิดโรงงานหัวหมาก บริษัทสามารถประหยัดต้นทุนได้ประมาณ 300 ล้านบาท พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตประมาณ 15% แม้กำลังการผลิตบางส่วนจะหายไปจากการปรับโครงสร้างดังกล่าว
กำลังผลิต 2,200 ล้านขวดต่อปี
โรงงานอยุธยามีกำลังการผลิตประมาณ 2,200 ล้านขวดต่อปี ขณะที่โรงแก้วมีกำลังผลิตประมาณ 2,200–2,300 ล้านขวดต่อปี และโรงรีไซเคิลแก้วที่สระบุรีสามารถรองรับการผลิตได้ประมาณ 2,000 ล้านขวดต่อปี
การรวมฐานการผลิตยังช่วยให้บริษัทบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น โดยใช้แนวคิด Economies of Scale และเชื่อมโยงกระบวนการผลิต ตั้งแต่โรงแก้ว โรงรีไซเคิล ไปจนถึงโรงงานบรรจุเครื่องดื่มและศูนย์กระจายสินค้า

ลงทุน 1,000 ล้าน รับตลาดหลายระดับราคา
ปัจจุบันรายได้ของโอสถสภายังมาจากตลาดในประเทศเป็นหลัก รวม 80% และต่างประเทศ 20% โดย ธุรกิจ Beverage คิดเป็นประมาณ 80% ของรายได้รวม
บริษัทตั้งเป้าลดต้นทุนอย่างน้อยในระดับ Single Digit ต่อปี ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ พร้อมวางงบลงทุนปีนี้ประมาณ 1,000 ล้านบาท สำหรับโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ความยั่งยืน และการสร้างการเติบโตของรายได้ โดยทุกโครงการต้องมีผลตอบแทนหรือประโยชน์ทางธุรกิจที่ชัดเจน
โดยโอสถสภายังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าหลายระดับราคา ตั้งแต่ 10 บาท ไปจนถึง 49 บาท เพื่อรองรับกำลังซื้อและความต้องการที่แตกต่างกันของผู้บริโภค ขณะเดียวกันยังเดินหน้าสินค้าพรีเมียม ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตได้ดีกว่าตลาดเครื่องดื่มชูกำลังโดยรวม
คาดรายได้โต Mid-Single Digit
มุกดา กล่าวว่า หากไม่มีสถานการณ์สงครามรุนแรงในช่วง 4 เดือนข้างหน้า บริษัทคาดว่ารายได้ทั้งปีจะเติบโตได้ในระดับ Mid-Single Digit โดยครึ่งปีแรกต้นทุนและอัตรากำไรปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ตลาดไทยยังรักษาโมเมนตัมได้ และธุรกิจในเมียนมาเริ่มมีสถานการณ์ที่ดีขึ้น
แม้ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังโดยรวมจะเติบโตจำกัดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่สินค้ากลุ่ม Premium Price ยังมีแนวโน้มเติบโต บริษัทจึงต้องการใช้ Premiumization เป็นหนึ่งในเครื่องมือขับเคลื่อนทั้งพอร์ตโฟลิโอ

Sustainability ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม
นอกจากการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ โอสถสภายังวาง Sustainability เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ โดยตั้งเป้าภายในปี 2030 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 50% จากฐานปี 2022 เพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนเป็น 17% และทำให้บรรจุภัณฑ์สามารถรีไซเคิลหรือนำกลับมาใช้ซ้ำได้ 100%
บริษัทยังตั้งเป้าเก็บกลับและรีไซเคิลแก้วรวม 625,000 ตัน ลดน้ำตาลในเครื่องดื่มชูกำลังเหลือ 5 กรัม และผลักดันให้ของเสียจากโรงงานเป็น Zero Waste to Landfill
สำหรับโอสถสภา การลงทุนในโรงงานจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพิ่มจำนวนสินค้าที่ผลิตได้ แต่เป็นการวางระบบการผลิตใหม่ให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้ด้วยต้นทุนที่เหมาะสม พร้อมรับมือกับการแข่งขันและความเปลี่ยนแปลงของตลาดในระยะยาว
