นิติสงคราม “มหากิจศิริ”ฟ้องเนสท์เล่ มีทั้งถอนฟ้อง ยกฟ้อง และรอคำตัดสิน เนสท์เล่ฟ้องตอบโต้
วันนี้ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ได้เผยแพร่เอกสาร สรุปสถานการณ์คดีฟ้องร้องระหว่าง ตระกูลมหากิจศิริ กับเนสท์เล่ โดยสรุป คดีที่ทาง ตระกูลมหากิจศิริเป็นผู้ฟ้องจำนวน 5 คดี
🟥 เฉลิมชัย มหากิจศิริ กับ เนสท์เล่ (ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขดำที่ พ.1989/2566) (ถอนฟ้อง)
เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ ได้ยื่นฟ้อง 4 นิติบุคคลในเครือเนสท์เล่ ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ กรณีกล่าวหาว่า บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายสูงเกินจริง ต่อมาในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2566 หรือเพียงกว่า 5 สัปดาห์ นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ ได้ถอนฟ้องก่อนที่นิติบุคคลดังกล่าวจะยื่นคำให้การ
🟥 เฉลิมชัย มหากิจศิริ กับ เนสท์เล่ (ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขดำที่ พ.124/2568) (ถอนฟ้อง)
เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 นายเฉลิมชัยได้ยื่นฟ้องคดีแพ่งต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยฟ้องเนสท์เล่และบริษัทในเครือ กรรมการผู้จัดการของ QCP ตลอดจนผู้บริหารของ Nestlé S.A. และบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เรียกค่าเสียหายจำนวน 1 แสนล้านบาท พร้อมยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวให้ศาลพิจารณาเป็นกรณีฉุกเฉิน ในวันเดียวกัน ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอให้ไต่สวนเป็นกรณีฉุกเฉิน ต่อมาในวันถัดไป (24 มกราคม 2568) นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ ได้ยื่นคำแถลงขอถอนฟ้องคดีนี้
🟥 ครอบครัวมหากิจศิริ กับ เนสท์เล่ (ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คดีหมายเลขดำที่ ทป.143/2568) (ศาลยกฟ้อง)
เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2568 นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ พร้อมด้วยนายประยุทธ มหากิจศิริ และนางสุวิมล มหากิจศิริ พยายามยื่นข้อเรียกร้องทางกฎหมายอีกคดีหนึ่งต่อ Nestlé S.A. บริษัทในเครือเนสท์เล่ในประเทศไทย และกรรมการผู้จัดการของ QCP ซึ่งแต่งตั้งโดยเนสท์เล่ ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โดยเรียกค่าเสียหายจากการกล่าวหาว่ามีการฝ่าฝืนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวอันเนื่องมาจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ ศาลมีคำสั่งยกฟ้องคดีดังกล่าวในวันเดียวกัน
🟥เฉลิมชัย มหากิจศิริ กับ เนสท์เล่ (ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
คดีหมายเลขดำที่ ทป.98/2568) (อยู่ระหว่างการสืบพยาน)
เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2568 นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ ได้ยื่นฟ้องคดีแพ่งคดีใหม่ต่อศาลแพ่งมีนบุรี โดยฟ้องกรรมการบริษัทกลุ่ม ข. ของ QCP, บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด และกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด โดยอ้างว่า
(1) มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตลาดและการจัดจำหน่ายสูงเกินจริง
และ (2) บังคับให้ QCP ชำระเงินแก่เนสท์เล่และบริษัทในเครือสำหรับบริการที่ไม่ได้รับอนุญาต เรียกค่าเสียหายจำนวน 21,975,785,998.90 บาท (ประมาณ 550 ล้านฟรังก์สวิส) พร้อมเงินวันละ 8 ล้านบาทจนกว่าการกระทำที่ถูกกล่าวหาว่าไม่ชอบจะยุติลง คดีนี้มีลักษณะผิดปกติ เนื่องจากมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวฉุกเฉินฝ่ายเดียวเกี่ยวกับการกำกับดูแล QCP คดีได้ถูกโอนไปยังศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาข้อเรียกร้องดังกล่าว และในเดือนกรกฎาคม 2568 ศาลได้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่เกี่ยวกับการกำกับดูแล QCP เนื่องจากนายเฉลิมชัยได้นำคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไปใช้ในการประชุมกรรมการบริษัทในลักษณะที่เป็นประโยชน์กับคณะกรรมการฝ่ายมหากิจศิริแต่เพียงฝ่ายเดียว และมิได้คำนึงถึงผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับบริษัทQCP (เช่นพิจารณาจ่ายค่าใช้จ่ายที่คุณประยุทธ์ต้องรับผิดชอบ) คำสั่งนี้ส่งผลให้การบริหารกิจการกลับมาอยู่ในการบริหารจัดการโดยผู้ถือหุ้นทั้งสองฝ่ายอีกครั้ง คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา และกำหนดสืบพยานในช่วงเดือนสิงหาคม–พฤศจิกายน 2569
🟥ครอบครัวมหากิจศิริ กับ เนสท์เล่ (ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
คดีหมายเลขดำที่ ทป.92/2568) (อยู่ระหว่างการพิจารณา)
เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 นายประยุทธ มหากิจศิริ พร้อมด้วยนางสุวิมล มหากิจศิริ และนายเฉลิมชัย มหากิจศิริ ได้ยื่นข้อเรียกร้องทางกฎหมายอีกคดีหนึ่งต่อ Nestlé S.A. บริษัทในเครือเนสท์เล่ในประเทศไทย และกรรมการผู้จัดการของ QCP ซึ่งแต่งตั้งโดยเนสท์เล่ เรียกค่าเสียหายรวม 100,000 ล้านบาท (ประมาณ 2.5 พันล้านฟรังก์สวิส) ต่อศาลแพ่งมีนบุรี โดยอ้างว่ามีการกระทำละเมิดและการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต (ตัวอย่างข้อกล่าวหา ได้แก่
(1) เนสท์เล่และบริษัทในเครือบังคับให้ครอบครัวมหากิจศิริขายหุ้นใน QCP ในราคาต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และ
(2) เนสท์เล่ผิดหน้าที่ตามข้อ 10.3 ของสัญญาร่วมทุน (JVA) โดยไม่ช่วยเหลือให้ QCP มีความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ) คดีนี้ยังเกี่ยวข้องกับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวฉุกเฉินที่ผิดปกติ ที่มีการออกให้โดยฝ่ายเดียวโดยไม่แจ้งให้อีกฝ่ายทราบ ซึ่งคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวห้าม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ผลิต จำหน่าย และนำเข้าเนสกาแฟในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว เพียง 8 วันหลังจากได้รับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เนสท์เล่ได้รับคำสั่งยืนยันจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่าเป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้เครื่องหมายการค้า “Nescafé” และ “เนสกาแฟ” ในประเทศไทย ทำให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจเนสกาแฟตามปกติได้
คดีนี้ได้ถูกโอนไปยังศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาข้อเรียกร้องดังกล่าว และเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ศาลได้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองห้ามจำหน่ายชั่วคราว การสืบพยานเสร็จสิ้นในเดือนกรกฎาคม 2569 และศาลกำหนดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 21 ธันวาคม 2569
ในตอนท้าย เนสท์เล์ กล่าวว่า เนสท์เล่พร้อมสู้คดีถึงที่สุด มั่นใจในความถูกต้องและธรรมาภิบาลองค์กร
เนสท์เล่มั่นใจว่าได้ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องและสัญญาร่วมทุนอย่างถูกต้องครบถ้วน คณะอนุญาโตตุลาการและศาลสูงสิงคโปร์ได้ตัดสินให้เนสท์เล่ชนะในทุกข้อที่ครอบครัวมหากิจศิริโต้แย้ง
แม้ว่าครอบครัวมหากิจศิริมีการฟ้องร้องหลายคดี แต่มีการถอนฟ้องเองหรือศาลไม่รับฟ้องในหลายคดี
โดยล่าสุดครอบครัวมหากิจศิริได้มีการแจ้งข้อกล่าวหากับตำรวจ
เนสท์เล่พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานด้านกระบวนการยุติธรรมและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
การดำเนินการทั้งทางกฎหมายและนอกกระบวนการกฎหมายที่ริเริ่มโดยครอบครัวมหากิจศิริได้สร้างความไม่แน่นอน ส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ และบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ของประเทศไทย
ดังจะเห็นได้จากหลายคดีที่ครอบครัวดังกล่าวยื่นฟ้องและได้รับการวินิจฉัยว่าไม่มีมูล
“เราขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลให้ข้อพิพาทระหว่างผู้ถือหุ้นได้รับการจัดการอย่างเป็นธรรม และมีกระบวนการที่ชัดเจน”
เนสท์เล่ยังคงมุ่งมั่นในการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงให้แก่ผู้บริโภค และมีส่วนสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทย
เนสท์เล่จะเดินหน้าพัฒนาโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยต่อไป ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภค เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟไทย และชุมชนท้องถิ่น
เนสท์เล่ระบุว่า มีการฟ้องร้องในศาลไทยอย่างน้อย 6 คดี ที่ฝ่ายมหากิจศิริเป็นผู้ริเริ่มในการฟ้องร้อง
ขั้นตอนต่อไปของกระบวนการของตำรวจก็จะเป็นไปตามกระบวนการตามปกติ หากมีการขอความร่วมมือมาที่เนสท์เล่ เราก็พร้อมให้ความร่วมมือรกับหน่วยงานด้านกระบวนการยุติธรรมและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องต่อไป
คดีที่เนสท์เล่เรียกร้องค่าเสียหายเกือบ 600 ล้านบาทจากคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเมื่อเมษายนปีที่แล้ว ยังมีโอกาสของการยื่นอุทธรณ์ได้
