หากย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน คนดูอาจเลือกดูข่าวเพราะ “ช่อง” แต่ปัจจุบัน คนจำนวนไม่น้อยเลือกดูข่าวเพราะ “คนอ่านข่าว”

ตัวเลขผลประกอบการล่าสุดของบริษัท ชัดถ้อยชัดคำ ของสรยุทธ สุทัศนะจินดา และบริษัท ดีคืนดีวัน ของหนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย สะท้อนภาพดังกล่าวได้อย่างชัดเจน

แม้เม็ดเงินโฆษณาในอุตสาหกรรมทีวีจะไม่ได้เติบโตเหมือนในอดีต ทีวีดิจิทัลหลายช่องยังขาดทุน

ในปี 2568 ธุรกิจทีวีดิจิทัลในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด 8 ช่อง ก็มีเพียง one31 และช่อง 33 เท่านั้นที่มีกำไร

ในขณะเดียวกัน ธุรกิจที่ผูกอยู่กับแบรนด์ของสรยุทธและกรรชัยกลับยังสร้างรายได้และกำไรในระดับหลายสิบล้านบาทต่อปี

ปี 2568 บริษัท ชัดถ้อยชัดคำ มีรายได้ 112.5 ล้านบาท กำไรสุทธิ 85 ล้านบาท ขณะที่บริษัท ดีคืนดีวัน มีรายได้ 148.6 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 59.4 ล้านบาท

นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของผลประกอบการบริษัทสองแห่ง แต่เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการตลาดยุคใหม่ ที่แบรนด์บุคคล (Personal Brand) เริ่มมีอิทธิพลไม่แพ้ หรือในบางมุมอาจมีพลังมากกว่าแบรนด์องค์กร และยังสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เมื่อผู้ชมไม่ได้ติดตาม “ช่อง” เหมือนในอดีต แต่เลือกติดตาม “คน” ที่พวกเขาเชื่อถือ

เมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้น ผู้คนส่วนหนึ่งไม่ได้ถามว่าช่องไหนรายงานข่าวก่อน แต่ถามว่า “สรยุทธพูดเรื่องนี้หรือยัง” หรือ “หนุ่ม กรรชัย จะเชิญใครมาออกโหนกระแส”

สรยุทธ :  นักเล่าเรื่องที่คุ้นเคย

จุดแข็งของสรยุทธไม่ได้อยู่ที่การเป็นผู้ประกาศข่าวเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเป็น “นักเล่าเรื่อง”

ตลอดเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา เขาสามารถสร้างพฤติกรรมการรับชมข่าวยามเช้าของคนไทยจำนวนมากได้สำเร็จ จนเรื่องเล่าเช้านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันของผู้ชมหลายคน

แม้รายได้และกำไรของบริษัท ชัดถ้อยชัดคำ ในปี 2568 จะลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน แต่กำไรสุทธิกว่า 85 ล้านบาท จากรายได้ 112.5 ล้านบาท ก็ยังสะท้อนว่าความนิยมและความไว้วางใจที่ผู้ชมมีต่อแบรนด์สรยุทธยังคงแข็งแรง

หนุ่ม กรรชัย : ผู้เข้าใจอัลกอริทึมของสังคม

ส่วนหนุ่ม กรรชัย ก็เป็นผู้ที่เข้าใจพฤติกรรมการเสพข่าวของผู้บริโภคในยุคโซเชียลมีเดียได้อย่างลึกซึ้ง

ความสำเร็จของโหนกระแสไม่ได้เกิดจากการเป็นรายการข่าวเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการออกแบบคอนเทนต์ที่เชื่อมโยงกับบทสนทนาของสังคม

ทุกวันนี้ผู้คนไม่ได้เสพข่าวแบบรับสารเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่ชอบการถกเถียง การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมกับประเด็นต่าง ๆ

ทำให้โหนกระแสไม่ได้แข่งขันกับรายการข่าวช่องอื่นเท่านั้น แต่กำลังแข่งขันกับ TikTok, Facebook และ YouTube บนหน้าจอเดียวกัน

การที่รายได้ของบริษัท ดีคืนดีวัน เติบโต 15% และกำไรเติบโตกว่า 24% ในปีที่ผ่านมา จึงสะท้อนว่าคอนเทนต์ที่เชื่อมต่อกับกระแสสังคมและดึงให้ผู้ชมมีส่วนร่วม ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

เป็นการตอกย้ำอีกครั้งว่า อุตสาหกรรมสื่อกำลังเปลี่ยนไป จากยุคที่ผู้ชมเลือกดูช่อง สู่ยุคที่ผู้ชมเลือกติดตามคนและคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ความสนใจของตัวเอง

เมื่อทางเลือกมีมากขึ้น สิ่งสำคัญคือความสามารถของสื่อในการรักษาความสนใจและความไว้วางใจของผู้ชมเอาไว้ได้ในระยะยาว

FYI

บริษัท ดีคืนดีวัน จำกัด  ” ก่อตั้งเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2553 โดย   กรรชัย   และ เมย์ ปทิดา กำเนิดพลอย  เป็นผู้ก่อตั้งและกรรมการบริษัท ดำเนินธุรกิจรับจ้างผลิตรายการวิทยุ โทรทัศน์ และละคร โดยมีผลงานเด่นคือรายการ “โหนกระแส” ที่เริ่มออกอากาศครั้งแรกในปี 2560

————————

ปี 2535 สรยุทธเริ่มเป็นผู้สื่อข่าวสายการเมืองของหนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ก่อนก้าวเข้าสู่วงการโทรทัศน์ในฐานะผู้ประกาศข่าว

ปี 2546 ร่วมก่อตั้งบริษัท ไร่ส้ม จำกัด เพื่อผลิตรายการข่าว ของตนเอง โดยมีรายการสำคัญอย่าง เรื่องเล่าเช้านี้ เป็นเรือธง

ปี 2559-2564 เผชิญคดีโฆษณาเกินเวลาในรายการคุยคุ้ยข่าว ทำให้ต้องยุติบทบาทบนหน้าจอชั่วคราว และภายหลังบริษัทไร่ส้มยุติบทบาทลง

ปี 2564 กลับมาจัดรายการข่าวอีกครั้ง พร้อมดำเนินธุรกิจผ่านบริษัท ชัดถ้อยชัดคำ จำกัด ซึ่งกลายเป็นฐานธุรกิจใหม่