เสียงเครื่องสักที่เคยดังระรัวในร้านสักแห่งหนึ่งในฮ่องกง กลับเงียบลง แล้วถูกแทนที่ด้วยเสียงกระแทกกันของลูกข่างอย่างดุเดือด
ปกติแล้ว ลูกค้าที่แวะเวียนมายังร้านสักเล็ก ๆ แห่งนี้ที่ซ่อนตัวอยู่ในตรอกซอกซอยของย่านสถานบันเทิงอันพลุกพล่านในฮ่องกง มักจะมามองหารอยสักรูปเสือหรือมังกร
แต่ค่ำคืนหนึ่งเมื่อต้นมิถุนายนที่ผ่านมา ทางร้านกลับต้อนรับผู้คนอีกกลุ่มที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
นั่นคือกลุ่มผู้เล่นเบย์เบลด ของเล่นจากมังงะและอนิเมะยุค 90 ที่ปรับแต่งชิ้นส่วนได้กำลังกลับมาฮิตระเบิดเป็นพลุแตกอีกครั้งทั่วเอเชีย ตั้งแต่ญี่ปุ่น ไทย ไต้หวัน ไปจนถึงฮ่องกง
ทิฟฟ์ แทม วัย 28 ปีเผยให้เห็นเบย์เบลดมากมายที่ทุ่มเงิน 400 ดอลลาร์ (ประมาณ 14,000 บาท) ซื้อและปรับแต่งมา โดยเธอกล่าวว่า ตอนแรกก็ไม่เข้าใจหรอกว่ามันสนุกตรงไหน
แต่พอได้ลองเล่นเองเท่านั้นแหละ ฉันสัมผัสได้ถึงความกดดัน ความตื่นเต้น และการแข่งขันที่ดุเดือดทันที จนติดใจและเล่นมาตลอด
สำหรับเบย์เบลดได้รับแรงบันดาลใจมาจากเบโกมะ ลูกข่างพื้นบ้านของญี่ปุ่น โดยมันเคยเป็นของเล่นฮิตถล่มทลายเมื่อบริษัทของเล่น ทาการ่า ของญี่ปุ่น เปิดตัวในช่วงรอยต่อระหว่างปลายยุค 90 กับต้นยุค 2000 และกลับมาฮิตอีกครั้งช่วงไม่กี่ปีมานี้
โดยวิธีเล่นคือผู้เล่นจะประกอบลูกข่างสีสันสดใสที่มีชื่อเท่ ๆ ตามอาวุธหรือตัวละคร เช่น “เซเบอร์ ซามูไร” หรือ “แอร์โรว์ วิซาร์ด” แล้วชู้ตลงไปในสนามมีพลาสติกใสครอบหลังสิ้นเสียงว่า “3, 2, 1, โก ชู้ต!” ของกรรมการ

ส่วนกติกานั้นก็แสนง่ายดาย นั่นคือใครหมุนได้นานที่สุดเป็นผู้ชนะ
ปัจจุบัน การดวลเบย์เบลดแบบไม่เป็นทางการกำลังฮิตอย่างแบบเกินคาด ตั้งแต่สวนสาธารณะ โรงยิม ไปจนถึงห้างสรรพสินค้า และเมื่อไม่มีสนามแข่งมาตรฐาน แฟน ๆ ก็พร้อมจะคิดค้นสิ่งใหม่
จากคลิปบนโซเชียลมีเดียจะเห็นว่าบางคนถึงกับเอาเบย์เบลดไปหมุนฟาดกันในกระทะวอค หรือกระทะก้นลึกแบบจีนเลยทีเดียว
โดยเมื่อมีคนเล่นเยอะเข้าจึงมีการจัดแข่งชิงเงินรางวัลกันในหลายประเทศ รวมไปถึงการประกาศจัดแข่งขันที่จัดโดยหนึ่งในสมาชิกวงร็อคไทยชื่อดังยุคนี้ ที่จะมีขึ้นสิงหาคมที่จะถึงนี้อีกด้วย
ความต้องการที่พุ่งสูงนี้ทำให้เหล่านักสะสมไปยืนต่อแถวยาวเหยียดหน้าเกี่ยวกับร้านของเล่นในไต้หวันและฮ่องกง บางคนยอมลงทุนบินไปไกลถึงญี่ปุ่นเพื่อตามหารุ่นลิมิเต็ดที่หายาก
โดยฝ่ายที่ปลื้มกับการกลับมาฮิตของเบย์เบลดคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก ทาคาระ ที่ขายลูกข่างเบย์เบลดทั่วโลกไปได้แล้วกว่า 500 ล้านอัน ทำรายได้เข้าบริษัทไปแล้วถึง 4,600 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 153,000 ล้านบาท)

ทาคาระระบุว่า ความต้องการเบย์เบลดพุ่งสูงมากในแถบเอเชียตะวันออกอย่างฮ่องกง จีน และไต้หวัน แล้วยังข้ามมาถึงแถบอาเซียนอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย โดยในฮ่องกงยอดขายทะยานขึ้นถึง 14 เท่า เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
ลูกค้าหลักของเบย์เบลดคือกลุ่มผู้ใหญ่ที่หันมาแชร์ความชอบและงานอดิเรกในวัยเด็กหรือ Kidult ที่ส่วนใหญ่เป็น Gen Y และ Gen Z
ส่งผลให้ของเล่นที่เคยฮิตในวัยเด็กของกลุ่มนี้ อย่างตัวต่อเลโก้ เกมสัตว์เลี้ยงจำลอง ทามาก็อตจิ และการ์ดโปเกมอน ขายดีตามไปด้วย
นี่ทำให้ค่ายของเล่นหันมาจับตลาด Kidult มากขึ้น ซึ่งสาเหตุหลักก็เพราะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ โดยมีข้อมูลว่า Kidult กลายเป็นกลุ่มที่ซื้อของเล่นมากที่สุดในสหรัฐฯ แซงหน้าเด็กวัยประถมที่ยังหาเงินเองไม่ได้และต้องพึ่งพ่อแม่ไปแล้ว
ส่วนในเอเชีย นอกจากเรื่องกำลังซื้อแล้ว ยังมีปัจจัยบวกอีกข้อที่กลุ่ม Kidult ช่วยดันให้ตลาดของเล่นอย่างลูกข่างเบย์เบลดโต
นั่นคือ อัตราการเกิดต่ำที่สุดในโลก ค่ายของเล่นจึงต้องดิ้นรนอย่างหนักท่ามกลางการแข่งขันกับเกมมือถือที่ดึงความสนใจเด็ก ๆ ไป
ทั้งนี้ Kidult เป็นปัจจัยบวกที่ส่งผลดีต่อตลาดของเล่นในหลายประเทศ โดยที่ญี่ปุ่น ดันยอดขายของเล่นโต 36% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทั้งที่ปัญหาอัตราการเกิดต่ำยังเป็นเรื่องที่แก้ไม่ตก
ส่วนที่อังกฤษ เฉพาะครึ่งแรกของปี 2025 ยอดขายของเล่นที่ Kidult เป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ ก็เพิ่มมาเป็น 4,000 ล้านปอนด์ (ประมาณ 178,000 ล้านบาท) ทั้งที่เศรษฐกิจซบเซาและข้าวของแพง / cnn
