มิตซูบิชิ ปรับพอร์ตโฟลิโอ ลดสัดส่วนรถกระบะ หันมาโฟกัสกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคลด้วยเทคโนโลยีไฮบริด มุ่งเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ หวังกระตุ้นยอดขายช่วงครึ่งปีหลัง
ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ตลาดรถยนต์ต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก ส่งผลให้กำลังซื้อชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด
แบรนด์เก่าแก่อย่างมิตซูบิชิที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 65 ปี จึงต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป รวมถึงการเข้ามาแข่งขันอย่างดุเดือดของค่ายรถยนต์จากจีน

| มิตซูบิชิ ปรับเกมครึ่งปีหลัง ลดพึ่งพากระบะ
หันเร่งเครื่องเอสยูวีไฮบริด ขยายฐานรถยนต์นั่ง |
|||
| ยอดจดทะเบียนสะสมรถยนต์แบรนด์ ‘Mitsubishi’ (มิตซูบิชิ) / ปี พ.ศ. | จำนวน | ||
| 2564 | 48,935 คัน | ||
| 2565 | 53,128 คัน | ||
| 2566 | 37,549 คัน | ||
| 2567 | 28,433 คัน | ||
| 2568 | 26,803 คัน | ||
| 2569 (มกราคม – กรกฎาคม) | 16,331 คัน | ||
| 5 อันดับแรก
รุ่นรถยนต์ที่มียอดจดทะเบียนสะสมสูงสุด |
|||
| รุ่นรถ | จำนวน | ||
| Triton | 80,115 คัน | ||
| Xpander | 38,649 คัน | ||
| Pajero Sport | 26,029 คัน | ||
| Attrage | 22,247 คัน | ||
| Mirage | 18,683 คัน | ||
| Mitsubishi มียอดจดทะเบียนสะสมรถยนต์ ตั้งแต่ปี 2564 ถึงเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 211,179 คัน แบ่งเป็น กลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคล 62% และ กลุ่มรถกระบะ 38% | |||
| ที่มา: สถิติรถจดทะเบียนใหม่ (ป้ายแดง) แบรนด์ Mitsubishi ตั้งแต่ปี 2564 – ถึงเดือนกรกฎาคม 2569 / สิงหาคม 2569 | |||
งานมหกรรมยานยนต์ บิ๊กมอเตอร์เซลล์ 2026 ‘คุณยอดชาย ซื่อวัฒนากุล’ ผู้อํานวยการใหญ่ สํานักสื่อสารการตลาด บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จํากัด
กล่าวว่า แม้ตลาดรถยนต์ครึ่งปีแรกจะมีความท้าทาย แต่บริษัทคาดหวังว่าสถานการณ์ในช่วงครึ่งปีหลังจะปรับตัวดีขึ้น โดยเป้าหมายหลักในตอนนี้ไม่ใช่แค่การขายรถ แต่คือการยกระดับประสบการณ์ขับขี่เพื่อสร้างความเพลิดเพลินให้กับลูกค้าในทุกเส้นทาง
เจาะตลาดคนรุ่นใหม่ด้วยขุมพลังไฮบริด
ความท้าทายหลักของมิตซูบิชิในช่วงที่ผ่านมาคือ ฐานลูกค้าเดิมเริ่มมีอายุมากขึ้น ขณะที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ยังไม่ค่อยรู้จักแบรนด์เท่าที่ควร
บริษัทจึงแก้เกมด้วยการเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์ ‘น้องมิตซูรุ’ เพื่อสร้างความใกล้ชิดและสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าที่เด็กลง
กลยุทธ์นี้เริ่มเห็นผลชัดเจนจากยอดขายรถยนต์คอมแพกต์เอสยูวีฟูลไฮบริดรุ่นล่าสุดอย่าง ‘เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี’ ที่ดึงดูดลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มที่ไม่เคยใช้มิตซูบิชิมาก่อนให้ตัดสินใจย้ายค่ายมาซื้อได้สําเร็จ
ปัจจุบัน ‘เอ็กซ์ฟอร์ส’ กวาดยอดขายไปแล้วกว่า 13,500 คันทั่วประเทศ โดยรถรุ่นนี้มาพร้อมระบบควบคุมสมดุลขณะเข้าโค้ง โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ และเครื่องเสียงพรีเมียม
ส่วนทิศทางของรถยนต์ไฟฟ้านั้น บริษัทยังคงเน้นทำตลาดด้วยรถยนต์ระบบไฮบริดไปก่อน เนื่องจากมองว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบไฟฟ้าในไทยยังไม่ครอบคลุมพื้นที่ชนบท แต่หากในอนาคตประเทศมีความพร้อม มิตซูบิชิก็มีเทคโนโลยีทั้ง ปลั๊กอินไฮบริด และ ไฟฟ้า 100% ที่พร้อมนำเข้ามาทำตลาดอย่างแน่นอน
พยุงซัพพลายเออร์ไทย วอนรัฐปรับโครงสร้างภาษี
เช่นเดียวกับค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นรายอื่น ๆ มิตซูบิชิยังคงยืนหยัดนโยบายการใช้ชิ้นส่วนในประเทศเป็นหลัก เพื่อพยุงเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนท้องถิ่นและกลุ่มเอสเอ็มอี
โดยการตั้งฐานการผลิตในไทยช่วยสร้างงานและหมุนเวียนเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งด้วยเงินลงทุนมหาศาลตลอด 65 ปี บริษัทยืนยันว่าจะไม่ถอนตัวจากตลาดไทย ทว่ามิตซูบิชิได้ฝากข้อเสนอแนะถึงภาครัฐ ให้พิจารณาปรับปรุงโครงสร้างอัตราภาษีสรรพสามิตให้มีความเป็นธรรม เพื่อให้ผู้ผลิตที่ตั้งโรงงานในประเทศสามารถแข่งขันกับรถยนต์นำเข้าที่ได้สิทธิประโยชน์ภาษีได้อย่างเท่าเทียม
ตลาดกระบะซบเซา หันดันพอร์ตเอสยูวีเป็นทัพหลัก
สำหรับตลาดรถกระบะ ซึ่งบริษัทมี ‘ไทรทัน’ เป็นรุ่นสำคัญในตลาด ปัจจุบันอยู่ในสภาวะประคองตัว เนื่องจากกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอี และภาคการขนส่งมีปัญหาด้านกำลังซื้อและการขอสินเชื่อ
อย่างไรก็ตาม มิตซูบิชิมองว่ากลุ่มพาณิชย์ยังคงจำเป็นต้องพึ่งพารถกระบะสันดาป เนื่องจากข้อจำกัดด้านเวลาในการชาร์จไฟและระยะทางการบรรทุกหนักที่รถยนต์ไฟฟ้ายังไม่สามารถตอบโจทย์ได้
สัดส่วนยอดขายหลักของมิตซูบิชิในปัจจุบันจึงเปลี่ยนมาพึ่งพากลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคล นำโดย ‘เอ็กซ์ฟอร์ส’ และ ‘เอ็กซ์แพนเดอร์’ ขุมพลังไฮบริดที่มาช่วยพยุงยอดขายรวมไว้ได้
พร้อมกันนี้ บริษัทยังเตรียมสร้างความตื่นเต้นด้วยการเปิดตัวโมเดลเรือธงอย่าง ‘ออล-นิว ปาเจโร’ เจนเนอเรชันที่ 5 เพื่อเจาะกลุ่มพรีเมียมเอสยูวีในช่วงงานมอเตอร์เอ็กซ์โปปลายปีนี้
บริการหลังการขาย และแคมเปญขยายรับประกัน
ในด้านความเชื่อมั่น มิตซูบิชิใช้แนวคิดการบริการซึ่งดูแลเอาใจใส่ตามมาตรฐานญี่ปุ่น ผ่านศูนย์บริการกว่า 180 แห่งทั่วประเทศ
บริษัทยังออกโปรแกรมขยายเวลารับประกันตัวรถและระบบไฮบริดรูปแบบใหม่เป็นสูงสุด 7 ปี และรับประกันแบตเตอรี่นาน 10 ปี โดยมีเงื่อนไขเพียงให้ลูกค้านำรถเข้าเช็คระยะที่ศูนย์บริการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่ารถได้รับการดูแลและใช้อะไหล่ที่ถูกต้องตามมาตรฐาน
