การเปิดตัว ไอคอนภูเก็ต โครงการใหม่มูลค่า 10,000 ล้านบาท ทำให้ภาพจำของMarketeer ที่มีต่อ “คุณแป๋ม–ชฎาทิพ จูตระกูล” ชัดเจนขึ้นอีกครั้ง
ภาพของผู้หญิงคนหนึ่งบนเวทีที่สามารถสะกดผู้ฟังด้วยเรื่องราวของโครงการที่เธอกำลังสร้าง ถ่ายทอดทั้งความฝัน แนวคิด และความเปลี่ยนแปลงที่อยากเห็นโครงการนั้นสร้างให้กับเมือง ด้วยความมุ่งมั่นที่สัมผัสได้จากน้ำเสียงและท่าทาง โดยแทบไม่ต้องพึ่งสคริปต์
จากสยามพารากอน ไอคอนสยาม สู่ไอคอนภูเก็ต สิ่งที่เธอนำเสนอไม่ได้มีเพียงขนาดของศูนย์การค้าหรือเม็ดเงินลงทุน แต่ยังรวมถึงแนวคิดในการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นจุดหมายปลายทางที่สามารถแข่งขันกับเมืองสำคัญในต่างประเทศ
ตลอดเส้นทางการทำงาน ชฎาทิพมีส่วนผลักดันโครงการสำคัญหลายแห่ง ได้รับการยอมรับและรางวัลจากเวทีระดับนานาชาติมากมาย รวมทั้งMAPIC Awards 2025 และการได้รับเชิญให้แสดงวิสัยทัศน์บนเวที UN Global Compact Leaders Summit 2026
แต่สิ่งที่น่าสนใจนอกเหนือจากขนาดของโครงการและรางวัลที่ได้รับ คือวิธีคิดและวิธีทำงานที่อยู่เบื้องหลัง
ด้านหนึ่งคือความกล้าคิด กล้าลงทุน กล้าทำสิ่งใหม่ ลงลึกในรายละเอียด และมองคู่แข่งไกลกว่า ตลาดในประเทศ
อีกด้านคือการให้ความสำคัญกับ “คน” ตั้งแต่ลูกค้า คู่ค้า พนักงาน ชุมชน ไปจนถึงผู้ประกอบการรายเล็กที่เข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการ
แนวคิดเหล่านี้สะท้อนผ่านโครงการสำคัญหลายแห่ง ก่อนที่ผลงานของเธอจะได้รับการยอมรับบนสองเวทีระดับโลกคือ

รางวัลเกียรติยศ “PIONEERS OF PLACES” จาก MAPIC Awards 2025 ในฐานะผู้นำวิสัยทัศน์ที่สร้างบรรทัดฐานใหม่ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกที่ทรงพลังที่สุดในรอบ 30 ปี
โดยเป็นคนไทยและชาวเอเชียเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับเกียรติอันสูงสุดด้วยรางวัลนี้ พร้อมกับผู้นำวงการอสังหาริมทรัพย์ระดับตำนานชาวยุโรปอีก 4 ท่าน
ล่าสุดเธอยังได้รับเชิญเป็นตัวแทนประเทศไทยแสดงวิสัยทัศน์บนเวที UN Global Compact Leaders Summit 2026 ในการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่บนความยั่งยืนร่วมกัน (NEXTOPIA Co-Creating Community for a Better World) ได้สำเร็จ นับว่าเป็นคนไทยหนึ่งเดียวที่ได้รับเกียรติจากสองเวทีระดับโลกนี้

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของชฎาทิพไม่ได้มีแต่ช่วงเวลาของการขยายธุรกิจและความสำเร็จ หากยังต้องเผชิญวิกฤตหลายครั้ง ตั้งแต่ปัญหาเศรษฐกิจไปจนถึงเหตุการณ์ที่กระทบการดำเนินงานของศูนย์การค้า
ประสบการณ์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เห็นแนวทางการบริหารของเธอ ทั้งการตัดสินใจในสถานการณ์กดดัน การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ และความพยายามไม่ยึดติดกับรูปแบบธุรกิจเดิม
หากจะเลือกประโยคหนึ่งที่สะท้อนวิธีคิดทางธุรกิจของชฎาทิพ อาจเป็นคำพูดที่ว่า
“เราจะต้องเป็นผู้กำหนดเทรนด์ตลาดเอง ต้องเป็นผู้สร้างตลาดใหม่ ๆ ไม่ใช่ไปวิ่งตามตลาด”
คำพูดนี้สะท้อนวิธีคิดของชฎาทิพตั้งแต่การพัฒนาโครงการสยามพารากอนที่ต้องการให้เป็น Showcase ของเอเชีย และแข่งขันกับจุดหมายปลายทางอย่างสิงคโปร์ ฮ่องกง หรือโตเกียว
สนามแข่งขันที่เธอมองจึงไม่ใช่เพียง “ห้างกับห้าง” แต่เป็น “Destination กับ Destination”
ถึงอย่างนั้น ชฎาทิพไม่ได้มองว่าประสบการณ์ในอดีตจะสามารถใช้เป็นคำตอบสำหรับอนาคตได้ทั้งหมด
เธอเคยบอกกับ Marketeer ว่า
“ทำงานมา 30 กว่าปี ประสบการณ์ที่ใช้ได้ในวันนี้มีเพียง 10%”
เพราะเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เธอจึงเชื่อว่าธุรกิจต้อง “คิดใหม่ ทำใหม่ทุกวัน”
นั่นอาจอธิบายได้ว่า ทำไมสยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ สยามพารากอน หรือแม้แต่ ไอคอนสยามไม่ได้ถูกปล่อยให้อยู่ในรูปเดิมหลังเปิด แต่ถูกปรับ เปลี่ยน และตีความใหม่อยู่ตลอดเวลา
เพราะสำหรับธุรกิจศูนย์การค้า การสร้างโครงการให้ประสบความสำเร็จในวันเปิดตัวเป็นเพียงจุดเริ่มต้น
โจทย์ที่ยากไม่แพ้กันคือ จะทำอย่างไรให้โครงการนั้นยังมีความหมายกับผู้คนเมื่อเวลาผ่านไปอีก 10 หรือ 20 ปี
ธุรกิจใหญ่แค่ไหน สุดท้ายก็กลับมาที่ “คน”
อีกอีกแนวคิดหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในการทำงานของชฎาทิพคือการให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับผู้คน
เมื่อผู้ประกอบการและคู่ค้าประสบปัญหา เธอมองว่าบริษัทจำเป็นต้องรับฟังและช่วยกันหาทางออก เพราะหากผู้เช่าอยู่ไม่ได้ เจ้าของพื้นที่ก็ยากจะอยู่ได้เช่นกัน
วิธีคิดนี้ยังสะท้อนผ่านการเปลี่ยนมุมมองต่อลูกค้าที่เดินเข้ามาในศูนย์การค้า จากการมองเป็น “ลูกค้า” มาเป็น “เพื่อน”
เพราะหากมองเป็นลูกค้า คำถามอาจอยู่ที่ว่าจะขายสินค้าอะไรให้เขา แต่หากมองเป็นเพื่อน คำถามจะเปลี่ยนเป็นเขาต้องการอะไร และจะทำอย่างไรให้เขาอยากกลับมาอีก
ในวันที่คู่แข่งของศูนย์การค้าไม่ได้มีเพียงศูนย์การค้าด้วยกัน แต่รวมถึงทุกสิ่งที่แย่งเวลาของผู้บริโภค การสร้างประสบการณ์และความสัมพันธ์ระยะยาวจึงมีความสำคัญไม่แพ้การขายสินค้า
ไอคอนสยาม อาจเป็นหนึ่งในโครงการที่สะท้อนวิธีคิดทั้งสองด้านของชฎาทิพได้ชัดที่สุด
ด้านหนึ่งคือความฝันที่จะสร้างแลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ขณะที่อีกด้านคือการเปิดพื้นที่ให้ผู้คนหลากหลายกลุ่มเข้ามามีส่วนร่วม
จาก Co-creation สู่ NEXTOPIA เมื่อความยั่งยืนกลายเป็นโมเดลธุรกิจ
ชฎาทิพเคยอธิบายว่า
“ทุกครั้งที่ดิฉันเรียกไอคอนสยามว่า ‘เมือง’ ไม่ได้หมายถึงขนาดความใหญ่โตของโครงการเท่านั้น”
เพราะในมุมมองของเธอ “เมือง” ไม่ได้มีแค่อาคารหรือพื้นที่ค้าขาย แต่ต้องมีผู้คนหลากหลายกลุ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ทั้งชุมชนริมแม่น้ำ ผู้ประกอบการรายเล็ก ศิลปิน ช่างฝีมือ และพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ
แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้ในการพัฒนาไอคอนสยาม ผ่านการทำงานแบบ Co-creation หรือการร่วมกันสร้างสรรค์ และ Creating Shared Value หรือการสร้างคุณค่าร่วมกัน เพื่อให้โครงการเติบโตไปพร้อมกับผู้คนและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
ต่อมาแนวทางดังกล่าวได้ขยายไปสู่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมผ่าน NEXTOPIA ที่สยามพารากอน ซึ่งเปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน 2568
NEXTOPIA ถูกพัฒนาให้เป็นพื้นที่ทดลองโมเดลธุรกิจที่เชื่อมการบริโภค นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน โดยมีผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนที่สามารถวัดได้
ข้อมูลจากสยามพิวรรธน์ระบุว่า นับตั้งแต่เปิดดำเนินการ NEXTOPIA สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 327,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ลดการใช้พลังงาน 20% และลดการใช้น้ำ 35%
ขณะเดียวกันยังนำขยะกว่า 208,000 กิโลกรัมกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล อัปไซเคิล และสร้างมูลค่าใหม่ ภายใต้แนวทาง Zero Waste to Landfill รวมถึงใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% ตั้งแต่ปี 2569
โมเดลธุรกิจนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ที่ชฎาทิพนำเสนอในเวทีระดับโลก โดยชี้ให้เห็นว่า การดำเนินธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงภาระต้นทุน แต่สามารถสร้างคุณค่าร่วมให้กับองค์กร พันธมิตร และสังคมได้
นี่จึงเป็นอีกก้าวของชฎาทิพ จากการสร้างโครงการที่ได้รับการยอมรับระดับโลก มาสู่การนำเสนอแนวทางธุรกิจที่พยายามทำให้การเติบโตและความยั่งยืนเดินไปด้วยกัน
จากกรุงเทพฯ ถึงภูเก็ต อีกบทหนึ่งที่ท้าทาย
กว่า 20 ปีหลังสยามพารากอน และ 8 ปีหลัง ไอคอนสยาม ชฎาทิพกลับมาอยู่บนเวทีเปิดตัว Mega Project อีกครั้ง
คราวนี้แม้สถานที่และบริบททางธุรกิจจะแตกต่างจากเดิม แต่แนวคิดหลายอย่างยังคงเป็นสิ่งที่เธอยึดถือมาตลอด
ด้านหนึ่งคือการวาง ไอคอนภูเก็ต ให้เป็น Hybrid Retail-Attraction & Entertainment Destination พร้อม World-Class Attractions 12 แห่ง และตั้งเป้าแข่งขันในระดับโลก
อีกด้านคือการนำอัตลักษณ์และศักยภาพของ 14 จังหวัดภาคใต้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ เปิดพื้นที่ให้ SME วิสาหกิจชุมชน และสินค้าท้องถิ่นมีโอกาสเข้าถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ
![]()
ชฎาทิพประกาศไว้ชัดว่า
“สยามพิวรรธน์ไม่ได้สร้างโครงการใหม่ ๆ ตลอดเวลา แต่ทุกครั้งที่เราลงทุน โครงการของเราต้องเป็น Mega Project ที่มุ่งแข่งขันกับโครงการยิ่งใหญ่ในประเทศอื่น ๆ ได้”
จากอดีตที่ต้องเดินทางไปศึกษาแนวคิดและแรงบันดาลใจจากต่างประเทศ วันนี้สยามพิวรรธน์ก้าวมาสู่การเป็นผู้สร้างแนวคิดและนวัตกรรมที่ต่างประเทศให้ความสนใจ
เมื่อก่อนต้องเดินทางไปดูว่าโลกทำอะไร มาถึงวันที่เธอเชื่อว่า โลกกำลังหันกลับมาดูว่าไทยทำอะไร
จากสยามพารากอนถึง ไอคอนสยาม จากการได้รับรางวัล Pioneers of Places บนเวที MAPIC สู่การนำเสนอแนวคิด NEXTOPIA บนเวที UN Global Compact
เส้นทางเหล่านี้สะท้อนพัฒนาการของชฎาทิพที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสร้างศูนย์การค้าให้ยิ่งใหญ่ขึ้น แต่ขยายไปสู่การสร้างพื้นที่ที่เชื่อมธุรกิจ ผู้คน และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน
ปี 2572 เมื่อ ไอคอนภูเก็ต เปิดประตู จะเป็นอีกบททดสอบสำคัญของวิธีคิดที่เธอยึดถือมาตลอดอีกครั้ง
