พระราม 3 เป็นทำเลที่มีภาพจำของการอยู่อาศัยริมแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่นี้มีองค์ประกอบมากกว่าบ้านและคอนโดมิเนียม เมื่อโรงเรียนนานาชาติ ศูนย์การค้า และจุดหมายด้านไลฟ์สไตล์เข้ามาอยู่ในย่านเดียวกัน
โดยเฉพาะ King’s College International School Bangkok ที่กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยดึงดูดครอบครัวให้มองหาที่อยู่อาศัยใกล้โรงเรียน เพราะสำหรับผู้ปกครอง การมีบ้านอยู่ในระยะที่ลูกเดินทางไปเรียนได้สะดวก หมายถึงการลดเวลาเดินทางและมีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น
นี่เป็นจุดเริ่มต้นของ KingsQuare Residence โครงการลักชัวรีเรสซิเดนซ์บนพระราม 3 มูลค่า 6,500 ล้านบาท ที่พัฒนาร่วมกับ Tokyu Development โดยไม่ได้มองแค่การสร้างคอนโดมิเนียมใกล้โรงเรียน แต่ตั้งโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้ครอบครัวที่ย้ายเข้ามาอยู่ สามารถใช้ชีวิตที่นี่ได้เหมือนบ้านหลังหลัก

🟥พระราม 3 มีอะไร นอกจากทำเลริมแม่น้ำ
พจมาน วรกิจโภคาทร หุ้นส่วนและหัวหน้าส่วนงานบริหารงานขายโครงการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า หนึ่งในความน่าสนใจของพระราม 3 คือการมีทั้งโรงเรียนนานาชาติและแหล่งไลฟ์สไตล์อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ขณะเดียวกันยังสามารถเชื่อมต่อไปยังย่านธุรกิจอย่างสาทรได้
ในย่านนี้มีทั้ง King’s College International School Bangkok, Shrewsbury International School Bangkok Riverside โรงแรม Four Seasons at Chao Phraya River และ Asiatique The Riverfront รวมถึงเส้นทางเชื่อมต่อถนนสายหลักและทางด่วนที่ช่วยให้เดินทางเข้าเมืองได้สะดวกขึ้น
พระราม 3 มีโอกาสพัฒนาเป็นส่วนต่อขยายของย่านสาทร หรือ Extension of Sathorn โดยมีจุดเด่นระหว่างการเดินทางไปทำงานกับการใช้ชีวิตในย่านที่อยู่อาศัยริมแม่น้ำ ปัจจุบันราคาที่ดินย่านพระราม 3 อยู่ที่ราว 300,000 บาทต่อตารางวาและเติบโตขึ้นทุกปี
ดีมานด์ของโรงเรียนนานาชาติในไทยไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว โดย King’s College International School Bangkok มีนักเรียนเติบโตก้าวกระโดดจาก 300-400 คนในวันแรก ขึ้นมาทะลุกว่า 1,500 คนในปัจจุบัน
แต่ปัญหาของครอบครัวยุคใหม่คือเวลาและคุณภาพชีวิต เมื่อเด็กนักเรียนต้องใช้เวลาอยู่ในโรงเรียนตั้งแต่อายุ 4 ขวบยาวไปจนถึงเรียนจบ ม.6 (ประมาณ 13-14 ปี) ความสุขของพ่อแม่จึงไม่ใช่แค่การหาคอนโดฯ ให้ลูกพักผ่อน แต่คือการหาบ้านที่ตื่นเช้ามาสามารถเดินไปส่งลูกเข้าโรงเรียนได้ภายในไม่กี่นาที แล้วกลับมาใช้ชีวิต ทำงาน หรือพักผ่อนได้อย่างคุ้มค่า
สำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ นี่จึงเป็นความต้องการที่ไม่ได้มาจากคนที่มองหาคอนโดมิเนียมเพียงเพื่ออยู่อาศัยหรือพักผ่อนในวันหยุด แต่เป็นครอบครัวที่ต้องการให้บ้าน โรงเรียน และชีวิตประจำวันอยู่ใกล้กันมากขึ้น

🟥ไม่ได้อยากให้เป็นแค่บ้านหลังที่สอง
จักรกฤษณ์ สันติรัตนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท คิง สแควร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (KSD) กล่าวว่า เล่าว่า แนวคิดของโครงการเริ่มจากความต้องการของผู้ปกครองที่อยากมีบ้านอยู่ใกล้โรงเรียนของลูก หลัง King’s College International School Bangkok เปิดดำเนินการในปี 2020
มองเห็นความต้องการของครอบครัวที่อยากตื่นเช้ามาแล้วสามารถเดินไปส่งลูกได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาอยู่บนถนนกับปัญหารถติด จึงนำความต้องการนี้มาเป็นโจทย์ตั้งต้นในการพัฒนาโครงการ
แต่สิ่งที่ทีมพัฒนาคิดต่อคือ เมื่อครอบครัวย้ายเข้ามาอยู่แล้ว จะทำอย่างไรให้รู้สึกว่านี่คือบ้านของตัวเองจริง ๆ ไม่ใช่เพียงคอนโดมิเนียมที่เข้ามาพักในวันเรียน แล้วกลับไปอยู่บ้านหลังใหญ่ในช่วงสุดสัปดาห์
โจทย์นี้ถูกส่งต่อให้ A49 ผู้ออกแบบโครงการ โดยเน้นให้ห้องชุดมีพื้นที่กว้างขวางและจัดฟังก์ชันให้เหมาะกับการใช้ชีวิตของครอบครัว มากกว่าการออกแบบเพื่อให้ดูสวยงามเพียงอย่างเดียว
แนวคิดจึงออกมาเป็นการเปลี่ยนจาก Second Home ให้เป็น First Home หรือบ้านหลังหลักที่สมาชิกในครอบครัวสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้ ตั้งแต่พ่อแม่และลูก ไปจนถึงครอบครัวที่มีผู้สูงอายุอยู่ด้วย
KingsQuare Residence มีห้องชุดทั้งหมด 222 ยูนิต และปัจจุบันห้องชุดมีความพร้อมประมาณ 99% โดยมีกำหนดเริ่มตรวจรับตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป

🟥คุณภาพที่ไม่ได้มีแค่สิ่งที่มองเห็น
อีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญที่ทำให้โครงการนี้มีมิติการอยู่อาศัยที่ลึกซึ้ง คือการดึง Tokyu Development ยักษ์ใหญ่อสังหาริมทรัพย์ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 100 ปีจากประเทศญี่ปุ่น มาร่วมทุนพัฒนา พร้อมนำแนวคิด Japanese Quality Mindset มาใช้กับการออกแบบและการก่อสร้าง
คะสุโอะ วะชิซุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โตคิว ดีเวลลอปเมนท์ (ประเทศไทย) จำกัด อธิบายว่า การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องมองจากมุมของผู้อยู่อาศัย ทั้งความสะดวกในการใช้งานจริง การดูแลรักษาอาคารในอนาคต และรายละเอียดที่อาจมองไม่เห็นหลังสร้างเสร็จแล้ว
โครงการจึงเลือก A49 เป็นผู้ออกแบบ และบริษัท ไทย โอบายาชิ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้รับเหมาหลัก พร้อมมี Stonehenge เข้ามาดูแลการบริหารจัดการคุณภาพจากภายนอก เพื่อช่วยตรวจสอบงานตั้งแต่โครงสร้างไปจนถึงระบบต่าง ๆ ภายในอาคาร
อีกส่วนที่โครงการให้ความสำคัญคือการดูแลหลังเข้าอยู่อาศัย โดยมี Dusit Hospitality Services เข้ามาบริหารจัดการอาคารและบริการลูกบ้าน พร้อม Concierge Service ตลอด 24 ชั่วโมง
นอกจากพื้นที่ในโครงการแล้ว พฤกษายังพัฒนา Kingsquare Community Mall ไว้ข้างกัน โดยมีบริการที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร ร้านทำผม ร้านทำเล็บ และโรงเรียนสอนดนตรีสำหรับเด็ก
องค์ประกอบเหล่านี้เป็นความพยายามทำให้การอยู่พระราม 3 สะดวกกว่าการมีที่พักใกล้โรงเรียนเพียงอย่างเดียว เพราะครอบครัวยังต้องใช้ชีวิต ทำกิจกรรม และจัดการเรื่องต่าง ๆ ในแต่ละวันด้วย
ท้ายที่สุด โอกาสของ KingsQuare Residence จึงไม่ได้อยู่แค่การจับตลาดคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี แต่ยังอยู่ที่การตอบโจทย์ของทำเลพระราม 3 ซึ่งกำลังมีองค์ประกอบรองรับชีวิตครอบครัวมากขึ้น
สำหรับคนที่เลือกบ้านจากโรงเรียนของลูก การเดินทาง และสภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัย ทำเลอาจเป็นเหตุผลแรกที่ทำให้ตัดสินใจเข้ามาดูโครงการ แต่การจะอยู่ต่อในระยะยาว ยังขึ้นอยู่กับว่าบ้านหลังนั้นรองรับชีวิตของทั้งครอบครัวได้ดีแค่ไหน
