ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา Google และ Meta (บริษัทแม่ของ Facebook) ครองความเป็นใหญ่ในโลกอินเทอร์เน็ต ด้วยการเปลี่ยนยอดการเข้าชมของผู้ใช้นับพันล้านคนให้กลายเป็นรายได้โฆษณาหลายล้านล้านดอลลาร์ 

แต่เอไอได้เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงและส่งผลกระทบในทางที่แตกต่างกันต่อบริษัทยักษ์ใหญ่เทค 2 แห่งนี้

ในไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมา เมต้า ขายโฆษณาได้ 63,100 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.13 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นมาถึง 26% สิ่งนี้ช่วยยืนยันคำพูดของ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอเมต้า ที่ว่า 

การทุ่มลงทุนกับเอไอ จะช่วยให้ยิงโฆษณาได้แม่นยำขึ้น ส่งผลให้แบรนด์ต่างๆ สามารถเข้าถึงลูกค้าบน เฟซบุ๊ก และ อินสตาแกรม สองแพลตฟอร์มของบริษัท ได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม 

นอกจากนี้ การที่ผู้ใช้ใช้เวลากับอินสตาแกรมนานขึ้น ก็ยังเปิดโอกาสให้เมต้าทำเงินจากโฆษณาได้มากขึ้นอีกด้วย 

ด้านกูเกิลแม้ทำเงินจากการขายโฆษณา 63,400 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.14 ล้านล้านบาท) แต่ก็เพิ่มขึ้นเพียง 12% เท่านั้น ขณะเดียวกันยังลดลงต่อเนื่องจาก 2 ไตรมาสที่ผ่านมาอีกด้วย 

ปัญหาของกูเกิลที่กำลังส่งผลถึงรายได้รวมของอัลฟาเบตที่เป็นบริษัทแม่ด้วยนี้ มาจากที่ผู้คนหันไปใช้แชตบอตเอไอ เป็นทางเลือกแทนการใช้เสิร์ชเอนจินค้นหาข้อมูลแบบเดิมๆ จึงไปฉุดให้กูเกิลขายโฆษณาได้ลดลง 

ซึ่งยิ่งมีเอไอจากหลายค่าย ทางเลือกก็ยิ่งมีมากขึ้น โดยนี่ทำให้การใช้เอไอค้นหาข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z จนไปฉุดให้การใช้กูเกิลลดลง แม้กูเกิลยังเป็นเว็บอันดับ 1 ในการค้นหาข้อมูลอยู่ก็ตาม 

เนต เอลเลียต นักวิเคราะห์จากอีมาร์เก็ตเตอร์บริษัทเก็บรวบรวมข้อมูลในตลาดเทคโนโลยี กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า หากผู้ใช้รู้สึกว่า เอไอช่วยหาคำตอบได้ดีกว่ากูเกิล 

พฤติกรรมการค้นหาข้อมูลของคนทั่วโลกอาจเปลี่ยนไปเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อธุรกิจโฆษณาอันเป็นหัวใจหลักของกูเกิล 

โดยแม้กูเกิลระบุว่าปริมาณการค้นหายังคงทำสถิติสูงสุดใหม่ แต่เงินที่เข้ามากลับลดลง และการเปิดตัวฟีเจอร์เอไอ โอเวอร์วิวส์ หรือเอไอโหมดที่เน้นการสรุปเนื้อหามากกว่าการให้ลิงก์ เพื่อไม่ให้ตกเทรนด์เอไอ 

ยิ่งเป็นการชี้ว่า กูเกิล กำลังสับสน ด้วยการแย่งรายได้ของธุรกิจหลักตัวเอง ซึ่งเมื่อนำไปรวมกับปัญหาเรื่องสภาพคล่องทางการเงินและแรงต้านในการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว ยิ่งไปทำให้นักลงทุนไม่เชื่อมั่น 

จนเมื่อ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา หุ้นกูเกิลลดลงมากถึง 12.64% คิดเป็นมูลค่าตามราคาตลาดที่หายไปมหาศาล ซึ่งมากกว่า เมต้า ที่วันเดียวกันลดลงไปเพียง 1.53% เท่านั้น  

อย่างไรก็ตามทั้ง 2 บริษัทต่างก็พยายามหาทางสร้างรายได้เพื่อชดเชยเงินก้อนใหญ่ที่ลงทุนไปกับเอไอ โดยเมต้า เร่งพัฒนาตัวช่วยเอไอสำหรับการลงโฆษณา ซึ่งช่วยเพิ่มยอดการซื้อได้ 5% และมีผู้ที่ใช้นวัตกรรมนี้แล้วเกือบ 10 ล้านราย 

ขณะที่ ปีกธุรกิจคลาวด์ของกูเกิลก็กวาดรายได้ไปถึง 31,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1 ล้านล้านบาท) ในไตรมาสเดียว จากความต้องการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานและชิปเอไอ 

ทั้งนี้มีการวิเคราะห์กันว่า ราคาหุ้นของ กูเกิล คงยากที่จะฟื้นตัวจนกว่าภาพรวมธุรกิจเสิร์ชเอนจินจะมีความชัดเจนกว่านี้ 

ซึ่งกูเกิลเองก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ปีกธุรกิจโฆษณาในยุคเอไอ จะสามารถทำเงินได้อย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่องเหมือนที่เคยทำสำเร็จมาแล้วในอดีต / cnbc