เซินเจิ้นเมื่อสิบกว่าปีก่อน ภาพในหัวคุณอาจเป็นด่านผ่านจากฮ่องกง กับตลาดที่เต็มไปด้วยสินค้าเกรด B แต่วันนี้เซินเจิ้นเมืองเดียวกันนี้ กำลังกลายเป็นบ้านของ Huawei, Tencent, BYD และ DJI

ย้อนไปก่อนทศวรรษ 1980 เซินเจิ้นเป็นหมู่บ้านเกษตรและประมงที่มีผู้คนไม่ถึงสามหมื่น ตั้งอยู่ติดฮ่องกง  ขณะนั้นปักกิ่งไม่อยากให้ที่นี่โตนัก เพราะกลัวความใกล้ชิดกับอาณานิคมทุนนิยมจะกลายเป็นความเสี่ยงด้านความมั่นคง 

ทุกอย่างพลิกผันเมื่อเติ้งเสี่ยวผิงเปิดประเทศและประกาศให้เซินเจิ้นเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone) แห่งแรกของจีนในปี 1980 พร้อมสิทธิ์ยกเว้นภาษี การอุดหนุนที่ดิน และเสรีภาพในการทำธุรกิจเอกชนมากขึ้น

นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นถูกจังหวะพอดี เพราะในเวลานั้นโรงงานจำนวนมากในฮ่องกงกำลังเผชิญปัญหาค่าแรงที่สูงขึ้นต่อเนื่อง การย้ายฐานการผลิตข้ามพรมแดนมายังเซินเจิ้นช่วยลดต้นทุนได้ทันที ขณะที่ยังอยู่ใกล้ฮ่องกงมากพอที่จะบริหารจัดการและส่งออกสินค้าได้สะดวก

เซินเจิ้นจึงค่อย ๆ เปลี่ยนบทบาทจากหมู่บ้านชายแดนกลายเป็นโรงงานหลังบ้านของฮ่องกง ภายในเวลาไม่นาน เมื่อท่าเรือเสอโข่วเปิดดำเนินการในปี 1989 เมืองก็ยิ่งเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจโลกมากขึ้น ตู้คอนเทนเนอร์จำนวนมหาศาลเริ่มไหลออกจากท่าเรือแห่งนี้ และเซินเจิ้นก็กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของยุคโลกาภิวัตน์ที่จีนกำลังเร่งเติบโต

หัวเฉียงเป่ย จากตลาดของก๊อปสู่ต้นน้ำของฮาร์ดแวร์โลก

หากอยากเข้าใจว่าทำไมเซินเจิ้นถึงกลายเป็นเมืองเทคโนโลยี ต้องรู้จักหัวเฉียงเป่ยก่อน

ย่านนี้ตั้งอยู่ในเขตฟู่เทียน และเป็นแหล่งค้าส่งอิเล็กทรอนิกส์ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จุดเริ่มต้นของพื้นที่ย้อนกลับไปถึงปี 1979 เมื่อโรงงานอุตสาหกรรมด้านการทหารย้ายเข้ามาตั้งฐานในพื้นที่ ก่อนที่ศูนย์อิเล็กทรอนิกส์ SEG จะเปิดในปี 1988 และดึงดูดผู้ค้าชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ผู้ประกอบเครื่อง และนักธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์จากทั่วภูมิภาคเข้ามารวมตัวกัน

ในช่วงแรก หัวเฉียงเป่ยเป็นพื้นที่ของนักประกอบคอมพิวเตอร์และตลาดมือสอง แต่เมื่อโรงงานจากฮ่องกงทยอยย้ายฐานการผลิตเข้ามา วัฒนธรรมที่เรียกว่า “ซานจ้าย” (Shanzhai) ก็เติบโตขึ้นตามมาด้วย

คำว่า “ซานจ้าย” เป็นคำภาษากวางตุ้งที่แปลว่า “ของก๊อป” หรือ “ของเลียนแบบ” และหากเดินเข้าไปในห้างอิเล็กทรอนิกส์ของหัวเฉียงเป่ยช่วงทศวรรษ 2010 ผู้คนสามารถพบโทรศัพท์มือถือชื่อแปลก ๆ อย่าง Nokir หรือ iPone วางขายอยู่เต็มไปหมด

ก๊อปให้เร็ว แล้วเรียนรู้ให้เร็วกว่า

ถ้าเรื่องจบแค่เมืองนักก็อปเซินเจิ้นคงไม่มาไกลขนาดนี้ สิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างหลังคือระบบนิเวศที่เปลี่ยนการเลียนแบบเป็นการเรียนรู้

จุดเปลี่ยนสำคัญของเซินเจิ้นคือการใช้ทักษะการเลียนแบบเป็นเวทีฝึกฝนทักษะทางอุตสาหกรรม ผู้ผลิตจำนวนมากเริ่มจากการถอดแบบสินค้าต้นฉบับ แต่ระหว่างทางพวกเขาก็เรียนรู้การออกแบบ การจัดหาชิ้นส่วน และการแก้ปัญหาทางวิศวกรรมไปพร้อมกัน สินค้าหลายชิ้นจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การก๊อป แต่ถูกปรับแต่งให้ตอบโจทย์ผู้ใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ

ตัวอย่างที่มักถูกยกขึ้นมาคือโทรศัพท์ซานจ้ายหลายรุ่นที่รองรับซิมการ์ดสองซิมตั้งแต่ช่วงปลายยุค 2000 ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่ iPhone จะรองรับฟังก์ชันดังกล่าวหลายปี

ความได้เปรียบของเซินเจิ้นอยู่ที่ผู้ผลิตสามารถหาอะไหล่ แผงวงจร ชิป หรือเคสได้แทบทุกชนิดภายในวันเดียว

ระบบนิเวศเช่นนี้ทำให้การพัฒนาฮาร์ดแวร์เกิดขึ้นรวดเร็ว ไอเดียที่เกิดขึ้นตอนเช้าอาจกลายเป็นต้นแบบสินค้าภายในไม่กี่วัน ต่างจากหลายประเทศที่ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนเพื่อจัดหาชิ้นส่วน

ช่วงปี 2007-2009 โรงงานโทรศัพท์ซานจ้ายในพื้นที่ผลิตมือถือรวมกันได้ราว 150 ล้านเครื่องต่อปี และส่งออกไปต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ สิ่งเหล่านี้แม้จะมีด้านมืดเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา แต่ก็ช่วยสร้างทักษะ การแข่งขัน และวัฒนธรรมทำก่อนแก้ทีหลังให้ฝังรากในเมือง และวัฒนธรรมนี้เองที่วางรากฐานให้เซินเจิ้นก้าวสู่ยุคนวัตกรรมในเวลาต่อมา

อัปเกรดตัวเอง

นับแต่ปี 1979 เซินเจิ้นไล่ยกระดับตัวเองมาเป็นขั้นบันได ช่วงแรก (1979-1992) ใช้แรงงานเป็นหลักและรับงานผลิตจากฮ่องกง 

ช่วงที่สอง (1992-2002) เริ่มดึงเงินทุนและเทคโนโลยี ขยับเข้าสู่อุปกรณ์สื่อสาร 

ช่วงที่สาม (2003-2012) เป็นจุดวิกฤต เมื่อจีนทั้งประเทศใช้ระบบตลาดสังคมนิยม เซินเจิ้นเสียข้อได้เปรียบเรื่องเขตพิเศษ ขณะที่ที่ดิน พลังงาน และน้ำเริ่มขาดแคลนตามจำนวนประชากร เมืองจึงหันไปส่งเสริมอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อย่างชีวภาพ อินเทอร์เน็ต และพลังงานใหม่ 

ส่วนช่วงที่สี่ (2013-2018) คือการใช้นวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อน อีกจุดที่ขาดไม่ได้คือ ‘คน’  รัฐบาลได้ดึงมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีนมาตั้งวิทยาเขตและตั้งมหาวิทยาลัยของตัวเอง เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากร

ยักษ์ใหญ่ที่เติบโตจากดินแห่งนี้

เมื่อเซินเจิ้นมีทั้งทุน คนเก่ง และซัพพลายเชนที่พร้อมแล้ว ทุกอย่างจึงเริ่มออกดอกผลมาในรูปของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ Ma Huateng หรือ Pony Ma ผู้ย้ายมาเติบโตในเซินเจิ้นตั้งแต่วัยเด็ก ก่อนเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเซินเจิ้นในปี 1993 และร่วมก่อตั้ง Tencent ในปี 1998 แม้บริษัทจะขาดทุนต่อเนื่องอยู่หลายปี แต่สุดท้ายก็เติบโตจนกลายเป็นเจ้าของ WeChat และหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก

เส้นทางที่คล้ายกันก็มีอีกมาก เช่น Wang Chuanfu ผู้ก่อตั้ง BYD ที่ย้ายมาตั้งบริษัทในเซินเจิ้นเมื่อปี 1995 จากธุรกิจผลิตแบตเตอรี่ ก่อนขยายสู่รถยนต์ไฟฟ้าและกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของ Tesla ในปัจจุบัน ขณะที่ DJI ก็เติบโตจากสตาร์ตอัปท้องถิ่นจนขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดโดรนพลเรือนระดับโลก

นอกจากนี้ยังมี Huawei และ ZTE ที่เลือกปักหลักสำนักงานใหญ่และศูนย์วิจัยในเมืองแห่งนี้เช่นกัน

บริษัทเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านโรงงานผลิตสินค้าแบบที่เซินเจิ้นเคยเป็นในอดีต สู่ยุคเทคโนโลยีและนวัตกรรมของตนเอง 

ในปี 2025 Tencent ลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาราว 85,700 ล้านหยวน ส่วน BYD ใช้งบราว 63,400 ล้านหยวน สะท้อนว่าเศรษฐกิจของเมืองกำลังขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้มากกว่าต้นทุนแรงงานราคาถูก

เมืองเล็กที่มีประชากรไม่ถึง 30,000 คน

หากย้อนกลับไปเมื่อปลายทศวรรษ 1970 เซินเจิ้นยังเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ ที่มีประชากรไม่ถึง 30,000 คน แต่ในปี 2025 เมืองมีประชากรราว 18.25 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นหลายร้อยเท่าภายในเวลาไม่ถึงครึ่งศตวรรษ

ด้านเศรษฐกิจ GDP ของเซินเจิ้นในปี 2025 อยู่ที่ 3.873 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 19 ล้านล้านบาท เติบโต 5.5% จากปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ  

ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมเกิดใหม่เชิงยุทธศาสตร์ เช่น เทคโนโลยีดิจิทัล พลังงานใหม่ และชีวภาพ มีสัดส่วนรวมกันถึง 43% ของ GDP ทั้งเมือง

สัดส่วนการลงทุนวิจัยและพัฒนาของเมืองคิดเป็น 6.67% ของ GDP สูงที่สุดในบรรดาเมืองใหญ่ของจีน และกว่า 93% ของงบวิจัยทั้งหมดมาจากภาคเอกชน ไม่ใช่ภาครัฐหรือมหาวิทยาลัยเหมือนหลายประเทศ

ในปี 2025 เซินเจิ้นได้รับอนุมัติสิทธิบัตรกว่า 214,000 ฉบับ และมีการยื่นจดสิทธิบัตรระหว่างประเทศเกือบ 20,000 ฉบับ ขณะที่เขตหนานซาน ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมาก สามารถสร้าง GDP ได้แตะระดับ 1 ล้านล้านหยวนเพียงเขตเดียว

เมืองสำเร็จ คุณภาพชีวิตตกต่ำ

อย่างไรก็ตาม ความเติบโตอย่างรวดเร็วไม่ได้ส่งผลดีต่อทุกคนเสมอไป แม้เซินเจิ้นจะกลายเป็นเมืองที่มีมหาเศรษฐีจำนวนมาก และถูกยกให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางนวัตกรรมสำคัญของโลก แต่ค่าครองชีพก็พุ่งสูงตามไปด้วย โดยเฉพาะราคาที่อยู่อาศัยที่กลายเป็นปัญหาใหญ่ของคนรุ่นใหม่

ข้อมูลจากหลายสำนักข่าว ระบุว่า ราคาบ้านเฉลี่ยในเมืองสูงกว่า 680,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นมากกว่า 43 เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อปีของประชาชน ทำให้การเป็นเจ้าของบ้านกลายเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับคนจำนวนมาก

ด้วยเหตุนี้ ประชากรจำนวนมากจึงยังอาศัยอยู่ใน “ชงจงชุน” หรือหมู่บ้านในเมือง ซึ่งเต็มไปด้วยอาคารพักอาศัยที่สร้างอย่างหนาแน่นจนได้รับฉายาว่า “ตึกจับมือ” เพราะผู้พักอาศัยแทบจะเอื้อมมือแตะอาคารฝั่งตรงข้ามได้

ในอีกด้านหนึ่ง ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าแม้เซินเจิ้นจะสร้างความมั่งคั่งได้มหาศาล แต่ความท้าทายเรื่องคุณภาพชีวิตและความเหลื่อมล้ำก็ยังคงเป็นโจทย์สำคัญของเมือง

นี่คือเรื่องราวของเมืองที่ค่อย ๆ สั่งสมความสามารถทีละขั้น เริ่มจากการเปิดรับธุรกิจเอกชน สร้างซัพพลายเชนที่เคลื่อนไหวรวดเร็ว เรียนรู้จากการเลียนแบบ แล้วต่อยอดสู่การวิจัยและนวัตกรรมของตัวเอง จนหมู่บ้านประมงเล็ก ๆ ใช้เวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษในการกลายเป็นบ้านของ Tencent, BYD, Huawei และ DJI เข้าใกล้ภาพของ “ซิลิคอนวัลเลย์แห่งจีน”

 

อ้างอิง : theguardian, the world, CNN, asiasociety, UN Habitat, droneandslr, scb, scribd, businessinsider, dailyurbandose, qualityinspection