“อย่าซื้อเลย ดูก็รู้แล้วว่าเธอไม่ค่อยแต่งตัว ซื้อไปเดี๋ยวก็หมกทิ้งไว้ในตู้จนลืมว่าเคยซื้อมา ถ้าอย่างนั้นก็เปลืองเงินเปล่า คิดดี ๆ” ประโยคที่ลุงขายผ้าพันคอนัมแดมุนเตือนสติลูกค้าที่กำลังเลือกสินค้าร้านของตน
จากที่ปกติพ่อค้าแม่ค้าจะพูดว่า “ลองดูก่อนได้จ้ะ” หรือ “ตัวนี้เหมาะกับหนูมาก ๆ เลยนะ” เพื่อกระตุ้นให้คนซื้อของตน แต่กับพ่อค้าคนนี้ หรือที่ชาวเน็ตตั้งฉายาให้ว่า “ลุงผ้าพันคอนัมแดมุน” เลือกพูดตรงข้าม
เขาจะบอกลูกค้าว่าอย่าซื้อเลย เพราะกลับไปก็ไม่ได้ใช้ มีแม้กระทั่งพูดว่า ผ้าพันคอที่กองขายอยู่นี้ มีเพียง 10% เท่านั้นแหละที่มันสวยจริง ๆ นอกนั้นก็ออกจะขี้เหร่เลยด้วยซ้ำ เพราะงั้นเลือกดี ๆ อันไหนขี้เหร่ก็ผลักไปกองไว้ให้คนอื่นซื้อ เราก็เลือกเอาแต่อันสวย ๆ ไว้
คำพูดติดตลกแต่ก็จริงใจนี้ช่วยเพิ่มอารมณ์ขันให้ลูกค้า พอมีคนถ่ายคลิปไปลงโซเชียลทำให้ถูกแชร์ต่อไปอย่างกว้างขวาง จนเกิดเป็นข่าวดังของเกาหลี

แต่ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ คนแห่มาต่อคิวซื้อสินค้าจนแน่นตลาด ร้านอื่นได้รับความเดือดร้อนจากความฮอต เพราะคนในโซเชียลแห่กันมาถ่ายคอนเทนต์มากเกินไป จนบดบังหน้าร้านของแผงข้าง ๆ จึงต้องประกาศปิดร้านชั่วคราวเพื่อรอให้กระแสซาลง
ที่มาข่าวที่ตอนนี้ทุกสำนักข่าวเกาหลีต้องเอ่ยถึง
ร้านนี้คือร้านขายผ้าพันคอ ที่ตลาดนัมแดมุน กรุงโซล จำหน่ายผ้า 6 ผืน ราคา 10,000 วอน (ราว 230-250 บาท) ราคาก็เท่า ๆ กับร้านอื่นในตลาด
สิ่งที่แตกต่างจากร้านอื่นมีเพียงคำพูดที่คนเป็นพ่อค้าไม่น่าจะพูด เขามักจะพูดแซวลูกค้าตรง ๆ ว่าตอนนี้ใช้เงินเปลืองไปแล้วนะ ซื้อไปเดี๋ยวก็ไม่ได้ใช้ คลิปที่เขาพูดเช่นนี้ทำยอดวิวบน Instagram Reels พุ่งไปถึง 1.3-4.12 ล้านครั้ง และบัญชีร้านมีผู้ติดตามเกิน 32,000 คนภายในหนึ่งสัปดาห์
แต่หลังจากเป็นข่าวดัง วันที่ 28 ต.ค. บัญชีร้านก็ออกมาโพสต์ขอให้คนงดไปที่ร้านชั่วคราว เพราะคนล้นจนทักทายใครไม่ทัน และกระทบร้านข้างเคียง จนมาถึงวันที่ 31 ต.ค. ร้านก็ต้องปิดตั้งแต่ตอนบ่ายโมง และประกาศหยุดจนถึงวันอาทิตย์ที่ 1 พ.ย. โดยให้เหตุผลว่าขอจัดระเบียบเพื่อความปลอดภัยก่อน
จนวันจันทร์ที่ 2 พ.ย. ลูกค้าราว 60 คนมารอหน้าร้านตั้งแต่เช้าตรู่แต่ร้านไม่เปิด พ่อค้าร้านข้างเคียงบอกว่าเจ้าของร้านขอปิดพักเพราะเจ็บคอ และถึงช่วงเย็นของวันก็ยังไม่กลับมาเปิดร้านอีก
ช่วงที่ร้านได้รับความนิยมมาก คนแห่ไปอุดหนุน แต่ลุงพ่อค้าก็ยังพูดกับฝูงชนว่า อยากหาเงินเหมือนกัน แต่แบบนี้ไม่ถูกต้อง ถ้าจะซื้อเพราะเป็นกระแส ขอให้ถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึกแทนการซื้อดีกว่า

บางคนมาที่ร้านเพียงเพื่อลองมาซื้อแล้วฟังเขาด่า
ลูกค้าที่มาบางคนให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเกาหลีว่า ผ้าที่ร้านไม่ได้ถูกกว่าร้านอื่น แต่มาเพื่ออยากได้ยินคุณลุงด่าตอนเลือกสินค้าก็เท่านั้น บางคนถึงขั้นลางานมา บางคนมาไกลจากต่างจังหวัด
หลายคนอาจจะอ่านข่าวนี้แล้วคิดว่า แล้วพ่อค้ามีสิทธิ์อะไรมาพูดกับเราเช่นนั้น เงินก็เงินเรา จะซื้อไปแล้วไม่ได้ใช้ก็เรื่องของเราอยู่ดี หากมองให้ลึกเราจะเห็นว่า การซื้อสินค้าไปแล้วไม่ใช้ นอกจากจะเปลืองเงินแล้ว ยังส่งผลต่อโลกร้อน พร้อมทั้งสร้างขยะแฟชั่นมหาศาลตามมา ควรซื้อเพราะจำเป็นต้องใช้ดีกว่า ซึ่งตรงกับสิ่งที่พ่อค้าเตือน
ซึ่งสิ่งนี้ก็กลายเป็นความจริงใจที่คนส่วนใหญ่มักจะเจอแต่พ่อค้าตื๊อให้ซื้อจนเหนื่อย พอเจอคนที่ยอมพูดให้เราไม่ซื้อ ก็เหมือนได้สัญญาณว่าเขาไม่ได้ซ่อนวาระอะไร คำแซวที่ฟังดูแรงกลายเป็นหลักฐานว่าพ่อค้าจริงใจ
มนุษย์เราอยากเอาชนะ
หากจะมองในมุมจิตวิทยา นี่คือหลัก psychological reactance ที่อธิบายอาการไม่สบายใจเมื่อคนรู้สึกว่าอิสระในการเลือกถูกคุกคาม เลยไปกระตุ้นให้คนอยากซื้อ อยากเอาชนะ
เคยมีงานวิจัยเล็ก ๆ ปี 2018 ที่ทดลองกับผู้เข้าร่วม 52 คน พบว่าราวครึ่งหนึ่งสนใจข้อความแนวห้ามซื้อ ทั้งที่ประมาณ 77% รู้สึกไม่สบายใจกับข้อความนั้น
ตัวอย่างระดับโลกคือโฆษณา Don’t Buy This Jacket ของ Patagonia ช่วง Black Friday ปี 2011 ซึ่งมีรายงานว่ายอดขายเพิ่มขึ้นหลังลงโฆษณาห้ามคนมาซื้อ
ซึนเดเระ
คำพูดของลุงพ่อค้าไม่ใช่คำด่ากว้าง ๆ แต่เจาะจงพูดกับคนตรงหน้าเหมือนเพื่อนสนิทที่แกล้งกัน ชาวเน็ตเกาหลีเรียกสไตล์นี้ว่า “ซึนเดเระ” ภายนอกกวน แต่ข้างในใส่ใจ และมีรายงานว่าบางประโยคที่ลุงใช้คือบอกให้ลูกค้าไม่ต้องหดหู่หรือรู้สึกน้อยใจด้วย คนจึงรู้สึกว่าหลาย ๆ คำพูดของคุณลุงไม่ได้รุนแรงขนาดนั้น
การได้ไปเยือนร้านสักหนก็ถือว่าคุ้มหากจะได้คอนเทนต์ในแนวว่า “ฉันเคยโดนลุงคนนั้นแซวว่าอย่างนี้แหละ” ซึ่งเอาไปเล่าต่อยอดเป็นคอนเทนต์ได้
ไม่กอบโกยขอขายอย่างสบายใจ
หลังจากร้านมีชื่อเสียง ลุงยังคงเส้นคงวาตามคำพูดของตน พยายามแม้กระทั่งเปิดบัญชีขึ้นมาเพื่อขอร้องให้คนอย่าไปร้านของเขากันเยอะ พอห้ามไม่ฟังคุณลุงก็ปิดร้านไปเสียดื้อ ๆ ทั้งที่ลูกค้ายังล้นอยู่หน้าร้าน ยิ่งตอกย้ำว่าเป็นพ่อค้าที่จริงใจโดยไม่คำนึงถึงความโลภ การช่วงชิงเวลาทองแม้แต่น้อย
เรื่องนี้เป็นกรณีการขายที่น่าสนใจดีเหมือนกัน เพราะลุงดังจากการพยายามเตือนไม่ให้ลูกค้าซื้อ เพราะเขารู้ดีว่าผ้าพันคอ 6 ผืน 10,000 วอน ไม่ใช่สินค้าหรูหราที่ทุกคนอยากได้มันจริง ๆ แต่ลูกค้ากลับชอบใจในความจริงใจนั้น
อ้างอิง : focustime, view.asiae, koreadaily, yonhapnewstv, ajunews, youthassembly, hankyung
