ถึงตอนนี้ True Vision จะเหลือโควต้าการถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษอยู่ในมืออีก 1 ฤดูกาลคือฤดูกาล 2018 – 2019
แต่อีก 3 ฤดูกาลในอนาคตคือ 2019 – 2020 ไล่ไปจนถึง 2021- 2022 ที่เป็นข่าวเกือบจะชัดเจนแล้วว่า Facebook ได้เปย์เงิน 200 ล้านดอลลาร์ในการประมูลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ เอาชนะ BeIN Sports และ Fox Sports Asia คว้าลิขสิทธิ์ทองคำนี้ในพื้นที่ ประเทศไทย, เวียดนาม, กัมพูชา และลาว
ผู้บริหาร True Vision ศึกษิฐ ชลศึกษ์ เองก็ออกปากชัดเจน หาก Facebook ได้ลิขสิทธิ์แบบเบ็ดเสร็จคือทั้งในออนไลน์แล้วในทีวี ก็พร้อมเปิดการเจรจากับทาง Facebook เพื่อให้ได้สิทธิ์ในการถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกทั้งในระบบ Pay TV และในช่องทางออนไลน์ของตัวเอง
แล้วคู่แข่งของ True Vision ในศึกครั้งนี้เป็นใครบ้าง ?
หากในกลุ่ม Operator เป็นใครไม่ได้นอกจาก AIS ที่พร้อมด้วยเงินทุนและมีแพลตฟอร์มในการหารายได้อยู่ในมือตัวเองไม่วาจะเป็นกล่อง AIS Play Box ที่กำลังทำตลาดเข้มข้นควบคู่ไปไปกับกับธุรกิจเน็ตบ้าน Fibre Optic
มากไปกว่านั้นหากจำกันได้ AIS เองก็เคยถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษผ่านบริการ AIS BPL Live ด้วยอัตราค่าบริการ 99 บาท/เดือน ในยุคที่ CTH ได้ครอบครองลิขสิทธิ์ พรีเมียร์ลีกอังกฤษ
ต่อด้วยล่าสุดที่ AIS เคยทำให้ True Vision ต้องเสียท่าด้วยการคว้าลิขสิทธิ์ช่อง HBO จากที่เคยอยู่กับ True Vision มานานถึง 23 ปี แต่ ณ ตอนนี้ AIS ได้ครอบครองลิขสิทธิ์ HBO นานถึง 5 ปี
เพราะเวลานี้ AIS ไม่ได้ต้องการเป็นแค่ Operator เพียงอย่างเดียวแต่ยัง Move ไปสู่ธุรกิจผู้ให้บริการ Content ตามเทรนด์กระแสของโลกที่ User เริ่มนิยมเสพ Content ผ่านหน้าจอ Smartphone
ขณะเดียวกันคู่แข่งในทีวีดิจิทัล ก็มีหลายช่องที่สนใจ โดยเฉพาะ PPTV ที่วางตำแหน่งตัวเองชัดเจนว่าเป็นช่องถ่ายทอดสดกีฬา ก็ต้องการครอบครองลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกอังกฤษ เช่นกัน ถึงแม้ในฤดูกาลก่อนจะเป็นการซื้อสิทธิ์ถ่ายทอดสดบางแมตซ์การแข่งขันมาจาก True Vision ก็ตามที
แต่ PPTV เองก็รู้ดีว่าการมีลิขสิทธิ์อยู่ในมือย่อมดีกว่าที่จะไปขอซื้อจากทาง True Vision
แล้ว True Vision จะไม่ปล่อยลิขสิทธิ์ทองคำนี้หลุดมือชัวร์ใช่ไหม ?
ก็ขึ้นอยู่กับว่าหาก Facebook ได้ลิขสิทธิ์มาแบบเบ็ดเสร็จ จะเคาะราคาขายที่เท่าไร และที่สำคัญโมเดลธุรกิจของ Facebook ในการถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ จะทับซ้อนส่งผลกระทบต่อ True Vision มากน้อยแค่ไหน ?
เพราะถ้าหากสมมติ Facebook เลือกจะให้ User รับชมฟรี แล้วหารายได้จากการขายโฆษณา True Vision เองก็คงต้องคิดหนักเหมือนกันหากต้องซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ เพื่อนำมาใช้ในธุรกิจ Pay TV ที่ต้องเก็บค่าสมาชิก
ยิ่งหากสังเกตุช่วง 5 – 6 ปีที่ผ่านมา True Vision ทำธุรกิจอย่างระมัดระวังตัวเอง ไม่ได้ใช้เงินลงทุนพร่ำเพรื่อ ไม่ว่าการจะปล่อยลิขสิทธิ์ช่อง HBO ให้หลุดมือไปอยู่ในอ้อมกอด AIS
หรือจะเป็นในช่วงปี 2015 ที่ปล่อยให้คู่แข่งหน้าใหม่ในธุรกิจทีวีบอกรับสมาชิกอย่าง CTH คว้าลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกอังกฤษไป 3 ฤดูกาลติดที่มีการประเมินมูลค่าดีลครั้งนั้นสูงถึง 9,000 ล้านบาท
อาณัติ เมฆไพบูลย์วัฒนา กรรมการผู้จัดการ บมจ. ทรูวิชั่นส์ ให้สัมภาษณ์ในครั้งนั้นว่า ราคาประมูลที่ CTH ได้ไปเกินกว่าที่ True Vision จะนำเอาไปทำธุรกิจแล้วสร้างกำไรได้
ยิ่งนาทีนี้ True Vision ต้องประเมินสภาวะธุรกิจของตัวเองอย่างหนัก ถึงจะมี “แต้มต่อ” เป็นผู้ผูกขาดในธุรกิจ PayTV ในเมืองไทยก็ตามที
เพราะหากดูจำนวนสมาชิกของ True Vision ถึงจะเติบโตทุกปีแต่รายได้กลับลดน้อยลงต่อเนื่อง

ต้นตอที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์นี้มาจากคู่แข่งทางอ้อมทั้ง VDO On Demand ทั้งแบบถูกกฎหมายและผิดกฏหมาย, ทีวีดิจิทัลที่มี Content คุณภาพมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มภาพยนตร์ต่างๆ ที่หลายช่องเริ่มนำมาเป็นจุดขาย
True เองก็เลยต้องใช้กลยุทธ์ Convergence ที่นำเสนอแพ็คเกจเหมารวมหลายบริการทั้ง โทรศัพท์มือถือ บอร์ดแบรนด์ และ Pay TV เข้าด้วยกัน จากที่เคยใช้อยู่แล้ว ก็ใช้รุนแรงมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะ True Vision ที่ถูกใช้ในเรื่องราคาบริการรายเดือนที่ถูกลงอย่างน่าเหลือเชื่อหากเทียบกับในอดีต
เป็นภาพสะท้อนชัดเจนแล้วว่าธุรกิจ Pay TV อยู่ในขาลง
เพราะฉะนั้นการจะซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ต่อจาก Facebook ถ้าราคาไม่ถูกจริง หรือหากวัดตาชั่งทางธุรกิจแล้ว “ได้ไม่คุ้มเสีย”
True Vision ก็อาจหมางเมินลิขสิทธิ์นี้ก็มีความเป็นไปได้สูง เพราะไม่ใช่ True Vision ไม่เคยทำ
อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้
Website : Marketeeronline.co /
