รถ Crossover SUV เมื่อ มังกรจีน VS ซามูไร

ใครจะเชื่อว่าผ่านไป 5 เดือนของปี 2018 รถรุ่น MG-ZS จะมียอดขายอันดับ 1 ในกลุ่มรถ Sub Compact Crossover หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า (B-SUV)

เป็นเซอร์ไพรส์เล็กๆ ที่ค่ายรถ MG ยนตรกรรมสายพันธุ์อังกฤษในมือบริษัทจีนอย่างบริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด ที่เกิดจากการร่วมทุนระหว่าง CP กับ บริษัท เซี่ยงไฮ้ ออโตโมทีฟ อินดัสทรี คอร์ปอเรชั่น

จะสามารถมียอดขายแซงหน้ารถญี่ปุ่น Honda, Mazda, Toyota 

แต่อย่าลืมว่าเบอร์ 2 พี่ใหญ่อย่าง Toyota เพิ่งจะมีรถ CHR เข้าโชว์รูมพร้อมขายในเดือนที่ 3 อีกทั้งยังมีราคาขายแพงกว่าคู่แข่งทุกราย

แต่ชื่อชั้น Toyota ก็ยังทรงพลังสามารถเรียกลูกค้า และหยุดความลังเลใจของผู้ที่คิดจะซื้อรถ B-SUV ได้ไม่ยากเย็น เพราะเมื่อดูยอดขายเจาะลงไปในเดือนมีนาคมที่รถเพิ่งวางขายไล่ยาวมาถึงเดือนพฤษภาคม

CHR มียอดขายเป็นอันดับ 1 แซงหน้ารถทุกคันและคงจะเป็นไปตามที่ผู้บริหาร Toyota ประกาศว่าเมื่อถึงสิ้นปี 2018 ว่า Toyota CHR จะมียอดขายอันดับ 1 ในตลาด B-SUV

ถอดรหัส MG ทำไมถึงเป็นเบอร์ 1 

แต่ถึงอย่างไร MG-ZS ก็แล่นมาไกลเกินกว่าที่ใครคิด เมื่อสามารถมียอดขายแซงหน้าผู้นำตลาดนี้เมื่อปี 2017 อย่าง Honda HRV

อะไรที่ทำให้ค่ายรถที่มีอายุแค่ 5 ปีแถมยังมีเจ้าของเป็นบริษัทจีน สามารถมียอดขายแซงหน้าบรรดาค่ายรถยนต์แบรนด์เก๋าๆ ในตลาดได้

อันดับแรกสุดคือ ราคาขาย MG-ZS ที่มีราคาถูกสุดในตลาด ณ เวลานี้ และหากเทียบกับรถที่เครื่องยนต์ขนาดเดียวกัน 1.5 ลิตรไม่ว่าจะเป็น Honda BRV หรือจะเป็น Mazda Cx-3 รถคันที่ถูกที่สุดก็ยังคงเป็น MG-ZS และแน่นอนเมื่อราคาเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายกว่า ฐานลูกค้าในมือก็ย่อมมากกว่า

ข้อต่อมาคือดีไซน์ ทั้งภายนอกภายในของ MG-ZS โดนใจกลุ่มลูกค้าวันเริ่มต้นทำงาน ด้วยการเป็นรถ B  SUV ที่เน้นความเป็นสปอร์ต มีเส้นสายเฉียบคมมากกว่ารถยนต์ MG รุ่นอื่นๆ ที่ออกมาก่อนหน้านี้ 

ข้อสุดท้าย คือการสร้าง Branding อย่างแยบยล ทั้งวิธีการออกรถรุ่นใหม่ๆ เน้นตลาดบนแล้วค่อยๆ ไล่มาตลาดล่างจนครอบคลุมเกือบครบทุก Segment รถที่นั่ง

เป็นวิธีที่ค่อยๆ บิวด์ให้ลูกค้าค่อยๆ เชื่อมันในตัว Branding ว่าในเมื่อ MG เคยขายรถราคาแพงมาก่อนแล้วการผลิตรถยนต์รุ่นล่างก็น่าจะเชื่อถือในคุณภาพได้

และเมื่อมีรถเริ่มวิ่งในท้องถนนจากจำนวนน้อยและมากขึ้นเรื่อยๆ หรือมีการพูดถึงรถ MG ในโลก Social และในสื่อ Mass ก็ยิ่งทำให้ลูกค้าเริ่มมั่นใจมากขึ้น

รวมถึงการเปิดศูนย์บริการที่ภายใน 4 ปีมีถึง 80 แห่งทั่วประเทศ เมื่อบวกกับข้อเสนอบริการหลังการขายที่หลากหลายโดยเฉพาะการรับประกันถึง 120,000 กิโลเมตร ที่บิวด์ให้ผู้บริการกล้าที่จะตัดสินใจซื้อ

ทุกๆ อย่างที่ MG ทำ ก็เพื่อลบภาพความเชื่อเก่าๆ ของลูกค้าคนไทยว่าแบรนด์จีนไม่สามารถผลิตรถที่มีคุณภาพเทียบเท่ารถญี่ปุ่น

และความสำเร็จเป็นผู้นำตลาดรถในกลุ่ม B-SUV ก็ทำให้ทีมผู้บริหาร MG สามารถชูกำปั่นขึ้นฟ้าได้อย่างภูมิใจ

ที่น่าสนใจคือกลายเป็นภาพสะท้อนความจริงที่ว่า ลูกค้ายุคนี้ไม่ได้ยึดติดกับแบรนด์รถยนต์มากเหมือนอย่างสมัยก่อน หากค่ายรถแบรนด์รองสามารถเสิร์ฟความต้องการได้ครบเครื่องกว่า ก็พร้อมจะเปลี่ยนค่ายในทันที

Honda เตรียมแปลงร่าง HRV 

ขณะที่ Honda ที่ในอดีตเคยขาย HRV อย่างเพลิดเพลินจนมียอดขายสะสมรวมถึง 62,000 คันในไทยและเป็นเบอร์ 1 ในตลาดนี้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

และ Honda ก็เริ่มรู้ตัวตั้งแต่ช่วงปลายปีแล้วว่าต่อไปนี้ ตำแหน่งแชมป์รถ B SUV ของตัวเองกำลังจะถูกคู่แข่งเขย่าอย่างรุนแรง ทั้งการมาของ Toyota CHR และ MG-ZS

ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้บริหารของ Honda เองก็เคยบอกว่ามีแผนที่จะ Minorchange HRV แต่ยังไม่ระบุเวลาแน่ชัด

จนมาถึงข่าวลือล่าสุดว่า HRV เตรียมที่จะมีการ Minorchange ครั้งใหญ่ในช่วงปลายปี 2018 หรือไม่ก็ต้นปี 2019 เพราะหากปล่อยไว้นานกว่านี้ยอดขาย HRV ก็มีแต่จะลดน้อยลงเรื่อยๆ

สิ่งที่หลายคนจับตาและตามลุ้นคือ HRV จะมีการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์จากรุ่นเดิมหรือไม่ จากเดิมคือเครื่องยนต์ 1.8 ลิตรเปลี่ยนมาเป็นโมเดล HRV ที่ญี่ปุ่นที่เป็นเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรแต่เป็นกระบะ Sport Hybrid i-DCD

แต่สิ่งที่มีการยืนยันเป็นเสียงเดียวกันจากเว็บไซต์รถชื่อดังหลายๆ เว็บ นั้นคือ จะมีการเพิ่มระบบความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาในรถ HRV

ถึงแม้หากมองในภาพรวมตลาด SUV ทั้งหมดตั้งแต่ตลาดบนจนถึงล่าง Honda จะเป็นอันดับ 1 มีส่วนแบ่งตลาดถึง 63% ด้วยรถ 3 รุ่น ทั้ง CRV, HRV และ BRV

แต่ในวันที่ลูกค้ามีตัวเลือกมากขึ้น Honda ก็ต้องเคลื่อนไหวให้มากขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการปรับโฉมเพิ่มออปชันใหม่ๆ เข้ามาเพื่อเรียกร้องความสนใจจากลูกค้า

เพราะ Honda รู้ดีว่าปัจจุบันเมื่อลูกค้ามองหา B-SUV สักคัน “สปอตไลต์” ไม่ได้ฉายมาที่ตัวเองโดดเด่นอยู่คนเดียวเหมือนอย่างแต่ก่อน

 

Toyota ขายแพงกว่าก็ยังชนะ 

ส่วน Toyota CHR ที่เป็น B SUV ที่มีราคาขายทะลุหลักล้านถึง 2 รุ่น ที่ใช้ระบบขับเคลื่อน Hybrid จนกลายเป็นแชมป์รถ B SUV ที่มีราคาแพงสุดในตลาดนี้ ณ เวลานี้

ถึงจะเป็นรถที่มีราคาขายแพงสุดแต่ลูกค้ายอมจ่ายเพื่อแลกกับเทคโนโลยี Hybrid ที่คู่แข่งในตลาดนี้ยังไม่มี

ที่สำคัญเทคโนโลยี Hybrid ของ Toyota เป็นที่ยอมรับแล้วว่าสามารถประหยัดน้ำมันได้คุ้มค่ากับเงินที่จ่าย

จึงไม่แปลก! ที่ในเดือนแรกเมื่อ Toyota CHR เปิดขาย จะมียอดขายแซงหน้าคู่แข่งทุกรายจนถึงปัจจุบัน

เพราะฉะนั้นคำพูดของผู้บริหาร Toyota ที่ประกาศในวันเปิดตัวขาย CHR ว่าจะมียอดขายอันดับ 1 ในกลุ่มรถ Crossover SUV เมื่อถึงสิ้นปี 2018 คงจะไม่ใช่คำพูดเกินเลยแต่อย่างใด

เกมการแข่งขันนี้จึงหมดสนุกไปในทันที เมื่อการเป็น “แชมป์” ของ Toyota ดูจะเป็นเรื่องง่ายกว่าที่คิด