Content Marketing บูมมาก แบรนด์จะทำอย่างไร เพื่อให้ผู้บริโภคหยุดดู

อินเทอร์เน็ตก็เหมือนห้างขนาดใหญ่ที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง และมีคู่แข่งอยู่ในนั้นเป็นจำนวนมาก การทำให้ลูกค้าอยู่กับเรานานๆ คือการ ทำ Content Marketing จำนวนมากๆ เพื่อดึงดูดให้กลุ่มลูกค้าให้ความสนใจ

และทุกคนก็คิดแบบนี้เช่นกัน ที่ผ่านมาและอนาคตจึงเกิดปรากฏการณ์ คลาคล่ำไปด้วย Content Marketing บนอินเทอร์เน็ต ทั้งเว็บและโซเชียลมีเดีย ที่แสดง Content ตามความชอบเฉพาะบุคคล และยังมาพร้อมกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เลื่อนนิ้วไถหน้าฟีดอย่างรวดเร็วขึ้นกว่าเดิมเพื่อไปหา Content ที่ตัวเองสนใจ

จนเฟซบุ๊กได้ออกมาบอกว่า คนไทยใช้นิ้วเลื่อนฟีดในแต่ละวันระยะทางเฉลี่ยถึง 100 เมตรด้วยกัน

เมื่อโลกมันเต็มไปด้วย Content Marketing ที่ผุดขึ้นมาแย่งซีนกันเอง บนการเลื่อนไถหน้าฟีด หลีกหนี Content ที่ไม่อยู่ในความสนใจในช่วงเวลานั้น

หน้าที่ของแบรนด์คือ ทำอย่างไรให้คนหันมาหยุดดู บรรทัดต่อไปนี้มีคำตอบ

Content Marketing คือ แบรนด์เลิกบอกสิ่งที่อยากบอกได้แล้ว

ปัจจุบันคนขาดแคลนเวลาในการเสพ Content ที่มากมายมหาศาล ที่ถาโถมเข้ามาทุกลมหายใจ

การทำ Content Marketing ให้คนเลือกที่จะหยุดดูเรานั้น สื่อที่ส่งไปต้องเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคให้ความสนใจ มากกว่าที่จะเป็นเรื่องที่แบรนด์อยากบอกอะไรกับผู้บริโภค

ด้วยการมองว่าผู้บริโภคมี Pain Point อะไร และแบรนด์สินค้านั้นสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร

ซึ่งการสื่อสารผ่าน Content Marketing นอกจากแบรนด์จะต้องศึกษา Customer Journey ของผู้บริโภค แล้ว ยังต้องศึกษา Algorithm ของแพลตฟอร์มต่างๆ ที่จะนำเสนอ Content ด้วยว่า แต่ละแพลตฟอร์มชอบคอนเทนต์แบบไหน และควรทำ backlink กลับมายังเว็บไซต์เพื่อให้การ SEO ในเว็บแข็งแรงขึ้นด้วย

Realtime Content แค่พิสูจน์กลิ่นไม่พอ

Realtime Content ต้องดูว่ากระแสแต่ละอย่างมีกลิ่นแค่ไหน และต้องจับกระแสให้ได้ ซึ่งการเช็กกลิ่นส่วนหนึ่งสามารถเช็กได้จาก Twitter Trend และเว็บวาไรตี้ อย่าง Sanook และ Kapook รวมถึงคนรอบๆ ตัว และ Influencer อย่างอีเจี๊ยบเลียบด่วน หรือ Drama-addict เป็นต้น

แต่การทำ Realtime Content ถ้าใช้กระแสที่เป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติ เช่น การช่วยเหลือทีมหมูป่า ควรดูว่าแบรนด์และสินค้าเหมาะกับกระแสนั้นๆ หรือไม่ เลือดข้นคนจาง เป็นกระแสจริงแต่กลุ่มเป้าหมายไม่รู้จักละครเรื่องนี้ การสื่อสารแบบ Realtime Marketing ก็ไร้ความหมาย

Evergreen Content ส่งผลต่อแบรนด์ระยะยาว

ในโลกของ Content ได้ถูกแบ่งประเภท Content ออกเป็น 2 ประเภท คือ Topical Content และ Evergreen Content

Topical Content จะเป็น Content ที่ตามกระแส โดย Content รูปแบบนี้มีคุณสมบัติเด่น คือดึงความสนใจคนจำนวนมากๆ เข้ามาอ่าน Content พร้อมๆ กันได้ในระยะเวลาสั้นๆ แต่ข้อเสียคือ Content ในรูปแบบนี้หลังจากที่หมดกระแสไปแล้ว คนจะไม่สนใจเข้ามาอ่าน และมองข้ามไป

อย่างเช่น ผลการแข่งขันฟุตบอล เมื่อจบการแข่งขัน Content ในรูปแบบนี้จะสามารถดึงคนเข้ามาอ่านจำนวนมากได้ แต่เมื่อข้ามวันไปแล้ว Content นี้แทบจะไม่ได้รับความสนใจเลย เพราะทุกคนรู้หมดแล้ว หรือไม่อยากรู้แล้ว เป็นต้น

ส่วน Evergreen Content เป็น Content ที่อาจจะดึงคนเข้ามาพร้อมๆ กันทีละมากๆ เหมือน Topical Content ไม่ได้ แต่ Content ในรูปแบบนี้จะมีความโดดเด่นในด้านของการดึงคนเข้ามาอ่านได้สม่ำเสมอ อย่างเช่นการทำ Content เรื่อง 10 แมทช์การแข่งขันที่ดีที่สุดของแมนยู เป็นต้น

ซึ่งการทำ Content Marketing ที่ดีนั้นจะต้องประกอบด้วย Topical Content และ Evergreen Content เพื่อดึงคนเข้ามาอ่าน Content ที่เรานำเสนออยู่เสมอๆ และจะทำให้เกิดผลที่ดีในด้านการสื่อสารแบรนด์กับผู้บริโภค และช่วยให้การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ของแบรนด์ประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น

ที่มา: งานสัมมนา Public RelationSHIFT : Digital PR ปรับให้ทัน วันโลกเปลี่ยน ที่ Moonshot จัดขึ้น ในหัวข้อ Is Content Marketing just a hype? ชลากรณ์ ปัญญาโฉม กรรมการผู้จัดการสายงานดิจิทัลทีวี เวิร์คพอยท์, ภคมน ตุลยาพิศิษฐ์ชัย ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจดิจิทัล เงินติดล้อ, สิทธินันท์ พลวิสุทธิ์ศักดิ์ ผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ Content Shifu และ ขจร เจียรนัยพานิชย์ กรรมการผู้จัดการ เดอะซีโร่ พับบลิชชิ่ง 

 

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer