ภาษีพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ เกมดักจับที่อาจ “ผิดตัว”

ในสังคมไร้เงินสดที่ฟรีค่าธรรมเนียมทุกการโอน – รับเงิน ได้กระตุ้นให้การค้าขายออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็ว สะท้อนได้จากการใช้จ่ายบน Mobile Banking ที่เติบโตขึ้นในทุกๆ วัน

ซึ่งก็ยังไม่มีหน่วยงานไหนประเมินได้ว่า พ่อค้าแม่ค้าบนโลกออนไลน์ที่ขายสินค้าสารพัดอย่างตามเว็บไซต์และสื่อ Social เมื่อรวมรายได้ทั้งหมดทุกคนจะมีมูลค่าเท่าไรต่อปี แต่ก็น่าจะเป็นตัวเลขที่ทำให้หลายคนตะลึง

ที่สำคัญกลุ่มแม่ค้าพ่อค้าออนไลน์เหล่านี้ ยังไม่เคยเสียภาษีให้ธุรกิจตัวเองแม้แต่บาทเดียวเพราะไม่ได้จดทะเบียนเป็นรูปบริษัท 

และภาครัฐเองก็เริ่มคิดว่าในปีๆ หนึ่งน่าจะเก็บภาษีจากพ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้ได้ปีละหลายล้านบาท อีกทั้งที่ผ่านๆ มาการติดตามข้อมูลเพื่อจัดเก็บภาษีกลุ่มคนที่ค้าขายออนไลน์ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำให้แนวคิดการจัดเก็บภาษีออนไลน์จึงเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2017 โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. มีหน้าที่พิจารณาร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้

จนในที่สุดก็เพิ่งมาได้ข้อสรุปวิธีการจัดเก็บภาษีเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็น 2 กฎเกณฑ์

1. มีการรับโอน 400 ครั้งต่อปีและมียอดรวมเงินในการรับโอน 2 ล้านบาทขึ้นไป

2. รับโอนเงินทุกบัญชีที่มีชื่อเดียวกันเกิน 3,000 ครั้งต่อปี

ซึ่งหากใครอยู่ในเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง ธนาคารเจ้าของบัญชีของคุณจะทำการส่งข้อมูลธุรกรรมการเงินไปที่กรมสรรพากร เพื่อให้กรมสรรพากรประเมินการเรียกเก็บภาษี แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัดว่าจะต้องเสียอัตราภาษีเท่าไรทั้ง 2 ข้อ

ส่วนกฎเกณฑ์ที่เป็นข้อถกเถียงมากที่สุดนั้นคือการรับโอนเงินทุกบัญชีที่มีชื่อบัญชีเป็นเจ้าของคนเดียวกันห้ามเกิน 3,000 ครั้งต่อปี

เมื่อนำมาลองคิดเป็นค่าเฉลี่ยก็คือใน 1 วันหากมีเงินโอนเข้าบัญชีคุณ 8 ครั้งในทุกๆ วันตลอดทั้งปี ก็จะเข้าข่ายที่จะต้องเสียภาษีในทันที

เป็นเรื่องที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หาทางหนีทีไล่ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดย Marketeer ได้สอบถามเรื่องนี้กับพ่อค้าขายโมเดลตัวการ์ตูน 3 ราย โดยทุกคนเลือกจะใช้วิธีนี้ และไม่ได้จำกัดแค่พ่อค้าแม่ค้าโมเดลแต่ยังรวมไปถึงกลุ่มสินค้าอื่นๆ 

โดยการขายสินค้า ณ วันนี้นอกจากให้โอนเงินเข้าบัญชีตัวเองเหมือนในอดีต ก็เริ่มจะมีออปชันเสริมคือกระจายความถี่ ความเคลื่อนไหวยอดรับโอนในบัญชีตัวเอง

โดยให้ลูกค้าโอนเงินไปยังบัญชีเงินฝากของญาติหรือพ่อแม่พี่น้องรวมไปถึงแฟน 

แน่นอนพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ประเมินแล้วว่าต่อให้ตัวเองขายดิบขายดีขนาดไหน? ก็จะมียอดโอนไม่ถึง 3,000 ครั้ง/ปีในบัญชีของตัวเอง

และคนที่อาจได้ผลกระทบอย่างจริงจังอาจเป็นคน “ไม่ใช่ตั้งแต่ต้น” แต่เป็นกลุ่มใหญ่ในสังคมไทย นั่นคือกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าในโลกออฟไลน์ที่เริ่มหันมาใช้ Electronic Money

สังเกตกันไหม ณ วันนี้ร้านอาหารข้างทาง, ร้านโชห่วยเล็กๆ, แม่ค้าตามตลาดสด, เริ่มเปิดใจยอมรับบริการโอนเงินจากลูกค้าผ่าน Prompt Pay, แม่มณีของ SCB หรือโอนเงินเข้าบัญชีโดยตรงทันที

และแม่ค้าพ่อค้าเหล่านี้ก็ขายสินค้าประเภทซื้อง่ายขายคล่องอย่างอาหาร, วัตถุดิบต่างๆ สินค้ากระจุกกระจิก และเมื่อเปิดรับให้ลูกค้าจ่ายเงินแบบ Electronic Money ก็น่าจะมีเงินโอนเข้าบัญชีตัวเองเกิน 8 ครั้ง/วัน และน่าจะเกิน 3,000 ครั้งต่อปี ซึ่งเข้าข่ายต้องเสียภาษี

และที่ผ่านมา แม่ค้าพ่อค้าเหล่านี้ก็ไม่เคยจะเสียภาษีในการทำธุรกิจเพราะไม่เคยจดทะเบียนในรูปบริษัท

ที่สำคัญคนกลุ่มนี้อาจจะไม่ได้คิดหาทางหนีทีไล่เหมือนพ่อค้าแม่ค้าในโลกออนไลน์ ที่สำคัญหากพวกเขาโดนเก็บภาษีนี้ขึ้นมาจริงๆ ทั้งที่ไม่เคยจ่ายมาก่อน

อาจจะเลิกใช้เงิน Electronic Money เพื่อตัดปัญหาเรื่องนี้ทิ้งไปก็มีความเป็นไปได้สูง ทั้งๆ ที่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาภาครัฐและกลุ่มธนาคารพยายามผลักดันให้ประเทศไทยเดินหน้าไปสู่ “สังคมไร้เงินสด” เพื่อลดงบประมาณในการพิมพ์ธนบัตรและการดูแลเงินสดที่เป็นค่าใช้จ่ายมหาศาลในแต่ละปี

กฎหมายการเก็บภาษีออนไลน์อาจทำให้ เกมพลิก คนเลือกมาใช้จ่ายเงินสดมากขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองโดนเก็บภาษี

จนมีการตั้งคำถามในโลกออนไลน์ว่า หากต้องการให้ประเทศไทยกลายเป็น “สังคมไร้เงินสด” การเก็บภาษีค้าขายในโลกออนไลน์ด้วยแนวคิดนี้ อาจจะต้องนำกลับมาทบทวนอีกครั้ง

ไม่ใช่ไม่ให้มี  แต่ควรจะมีแบบ “ตรงจุด” และตรงกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนกว่านี้


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer