เขาคือนักธุรกิจเจ้าของโรงแรม S31 นักต่อสู้กับมะเร็ง และนักวิ่งฟูลมาราธอนที่วิ่งมาแทบจะทั่วโลก

หากนำชื่อของ หนึ่ง สรัญ ลิ้มสวัสดิ์วงศ์ ไป Search ใน Google คุณจะรู้จักผู้ชายคนนี้ในสองสถานะ สถานะแรกคือการเป็นนักธุรกิจที่เป็นเจ้าของโรงแรมใจกลางเมืองสุขุมวิทอย่าง S31

ส่วนสถานะหลังคือการเป็นนักวิ่ง ที่พิชิตฟูลมาราธอนทั้งในไทยและต่างประเทศมาแล้วมากมาย

แต่จะมีสักกี่คนกันที่รู้ว่าจุดเริ่มต้นในการหันมาวิ่งแบบจริง ๆ จัง  ๆ ของคุณหนึ่งไม่ใช่แค่เพื่อการมีสุขภาพดีเหมือนคนทั่ว ๆ ไป แต่เป็นเพื่อสุขภาพที่ดีมาก

มาก…..จนถึงขนาดที่ทำให้เขาไม่ต้องกลับไปเป็นมะเร็งระยะที่ 3 ที่ต้องเข้ารับบำบัดด้วยคีโมเหมือนในอดีต

และถึง Marketeer จะเป็นสื่อทางด้านธุรกิจ แต่การพูดคุยระหว่างเรากับคุณหนึ่งในวันนี้กลับไม่ได้มุ่งเน้นไปในเรื่องผลประกอบการของโรงแรม

แต่เป็นผลประกอบการในเรื่องของสุขภาพและกำไรทางใจ ที่ใช้ความพยายามและวินัยของคุณหนึ่งเป็นต้นทุน

ซึ่งความสำเร็จของคอนเทนต์นี้ไม่ใช่ยอดไลค์หรือยอดแชร์

เพียงแค่ตัวหนังสือของเราได้ทำให้ใครบางคน แค่สักคนเดียวก็ได้’ ลุกขึ้นมาออกกำลังกายหรือใส่ใจสุขภาพตัวเอง

เท่านี้ก็ดีกว่ายอดไลค์เป็นไหน ๆ แล้ว : )

สรัญ ลิ้มสวัสดิ์วงศ์

ที่มาวิ่งจริงจัง เพราะอยากแข็งแรงในแบบที่ไม่ได้คิดไปเอง

ก่อนที่จะรู้ว่าตัวเองป่วยเป็นมะเร็ง คุณหนึ่งเล่าให้เราฟังว่าเขาก็คือคนทั่วไปที่ดูแลตัวเองในระดับปกติ กินปกติ ออกกำลังปกติอาทิตย์ละครั้ง และพอไม่มีสัญญาณอะไรมาเตือนจึงทำให้คิดว่าตัวเองในตอนนั้นเป็นคนร่างกายแข็งแรงพอสมควร

แต่หลังจะป่วยและทำการรักษาจนหายขาด มะเร็งคือสิ่งที่ทำให้คุณหนึ่งฉุกคิดได้ว่า “จริง ๆ แล้วเขาก็ไม่ได้แข็งแรงแบบที่ตัวเองคิดหนิ” ฉะนั้นแล้วการวิ่งเพียงแค่อาทิตย์ละครั้งจึงไม่เพียงพออีกต่อไป คุณหนึ่งจึงเริ่มมองหากีฬาบางอย่างที่จะเล่นแบบจริงจังมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตีกอล์ฟ เวคบอร์ด หรือปั่นจักรยาน

แต่สุดท้ายก็มาลงเอยที่ ‘การวิ่ง’ ด้วยเหตุผลที่มันเป็นเบสิคของกีฬาทุกชนิด เพียงแค่มีรองเท้ากับวินัย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ไปทำงานต่างจังหวัดหรือต่างประเทศก็สามารถฝึกซ้อมได้ทั้งนั้น

พอเริ่มจริงจังก็เริ่มศึกษา พอเริ่มศึกษาก็เริ่มลงลึก พอเริ่มลงลึกก็ออกสนาม ซึ่งสวนลุมพินีคือลู่วิ่ง Outdoor แห่งแรกที่คุณหนึ่งได้ออกไปทดลองสนาม

“จริง ๆ ผมก็เคยวิ่งที่สวนลุมฯ นะ แต่ที่นับครั้งนั้นเป็นครั้งแรก เพราะที่ผ่านมาเป็นการวิ่งแบบเหนื่อยก็หยุด แต่ครั้งนั้นผมตั้งใจว่าจะวิ่งให้จบรอบแบบต่อเนื่อง ระยะทางแค่สองกิโลเมตรครึ่งเอง แต่มันเป็นอะไรที่เหนื่อยมาก ทำไมมันเหนื่อยจัง แล้วทำไมคนที่อายุ 70-80 เขาถึงวิ่งกันจบได้”

ยอมตื่นเช้ามาวิ่ง ดีกว่าทำงานเหนื่อยแล้วต้องกลับไปวิ่งตอนเย็น

นักวิ่งหลายคนได้เคยกล่าวไว้ว่า “เหนื่อยวิ่ง ไม่เท่าเหนื่อยตื่น” และการตื่นเช้าก็เป็นอุปสรรคการวิ่งของคุณหนึ่งเช่นกัน เมื่อตื่นเช้าไม่ไหวก็เลยลองไปวิ่งในตอนเย็น แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ค้นพบว่า…

“ผมเคยเปลี่ยนไปวิ่งตอนเย็น รู้สึกว่ามันไม่เวิร์คเท่าไหร่ คือเวลาตอนเช้าเราวิ่งเสร็จไปอาบน้ำ กินข้าวแล้วทำงานได้สดชื่น พอเลิกงานกลับบ้านมาก็นอนรู้สึกว่าไม่มีอะไรค้างคาต้องทำ

กลับกันถ้าเป็นตอนเย็น ถึงเราจะได้ตื่นสายขึ้นกว่าเดิมหน่อย แต่พอทำงานเหนื่อย ๆ เสร็จแล้วยังต้องไปวิ่งอีก มันไม่ได้จะเหนื่อยแค่ตอนวิ่งวันนั้น แต่ยังลามให้ Passion ในวันอื่น ๆ ของเราลดลงตามไปด้วย”

เมื่อนับ 1 ได้ก็ต้องนับ 2 เช่นเดียวกันเมื่อวิ่งที่สวนลุมฯ จนจบรอบได้ก็ต้องวิ่งได้มากกว่านั้น หลังจากฝึกซ้อมมาได้สักระยะ คุณหนึ่งก็ตัดสินใจลงแข่งขันมาราธอนครั้งแรกในชีวิต ด้วยระยะทาง 10.5 กิโลเมตร

ถึงจะเคยซ้อมวิ่ง 10 กิโลเมตรมาหลายรอบแล้ว แต่สนามซ้อมกับสนามจริงย่อมแตกต่างกันเสมอ เมื่อเข้ากิโลที่ 8 คุณหนึ่งเลยเริ่มชักจะไม่ไหว จากวิ่งก็กลายมาเป็นเดินมากขึ้นสุดท้ายก็จบไปด้วยเวลากลาง ๆ ค่อนไปทางช้า แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการวิ่งครั้งต่อไป เพราะหลังจากวิ่งระยะทาง 10.5 กิโลเมตรจนจบได้ คุณหนึ่งก็ตัดสินใจลงแข่งฮาล์ฟมาราธอนในระยะ 21 กิโลเมตรต่อ ที่ตอนนั้นเขาก็มีแอบคิดเหมือนกันว่า

“วิ่ง 10 กิโลยังที่ใช้เวลาชั่วโมงครึ่งยังเหนื่อยขนาดนี้ แล้วถ้าฮาล์ฟมาราธอนที่ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมงล่ะจะเป็นยังไง”

เป็นหลายคนคงจะถอดใจไปแล้วใช่ไหม

แต่ไม่ใช่กับคุณหนึ่ง แทนที่จะหันหลังให้กับฮาล์ฟมาราธอนแล้วกลับไปวิ่งที่สวนลุมฯ เหมือนเดิม เขากลับเลือกที่จะฝึกซ้อมให้หนักมากยิ่งขึ้น จากวันละ 10 กิโล ก็เพิ่มมาเป็นวันละ 17-18 กิโล มีระเบียบวินัยในตัวเองมากขึ้น กินอาหารที่เขาบอกว่าจะดีต่อนักวิ่งอย่างเคร่งครัดมากขึ้น

และเมื่อถึงวันที่ต้องลงสนามจริง

เขากลับเริ่มท้อตั้งแต่ชั่วโมงที่ 2 ของฮาล์ฟมาราธอน

สุดท้ายแล้วคุณหนึ่งก็ไม่ได้บอกว่าฮาล์ฟมาราธอนครั้งนี้จบลงที่เวลาเท่าไหร่

แต่ถ้าท้อหรือไปไม่ถึงเส้นชัย…..

มันคงจะไม่มีการแข่งขันฟูลมาราธอนด้วยระยะทางกว่า 42 กิโลที่เรากำลังจะเล่าให้คุณฟังที่ด้านล่างนี้อย่างแน่นอน

ฝึกวิชามา 1 ปี ได้เวลาลงฟูลมาราธอนจริง ๆ สักที !

“การวิ่งฟูลมาราธอน เป็นเหมือนความฝันของนักวิ่งหลาย ๆ คน เราเตรียมตัวมาปีนึงเต็ม ๆ ก็เพื่อการแข่งขันในครั้งนี้ ต้องสตาร์ทตัวตอนตีสอง คืนก่อนหน้านั้นก็ต้องนอนตั้งแต่ 5 โมงเย็น ตื่น 5 ทุ่มเพื่อที่จะมาอาบน้ำกินข้าว เวลามันผิดเพี้ยนไปหมด แต่เราตั้งใจมาแล้ว เตรียมตัวมานานแล้วก็ต้องทำให้ได้

สุดท้ายผมก็จบฟูลมาราธอนครั้งแรกที่เวลาสี่ชั่วโมงครึ่ง ความรู้สึกเข้าเส้นชัยตอนนั้นยังกะเราได้แชมป์โลก มันดีใจยิ่งกว่าได้เกรด 4 ตอนเรียนหรือทำงานได้สำเร็จ

จำได้ว่าตอนวิ่งครั้งนั้นเราเจ็บมากนะ แต่พอมาดูภาพย้อนหลังไม่มีภาพไหนเลยที่เราไม่ได้ยิ้ม

และรอยยิ้มของการวิ่งฟูลมาราธอนครั้งแรกสำเร็จก็ไม่ได้อยู่แค่ในรูปภาพ แต่ยังคงอยู่บนใบหน้าของคุณหนึ่งที่นั่งพูดคุยอยู่ตรงหน้าเรา

เท่านี้ก็คงจะไม่ต้องบอกแล้ว ว่าการเข้าเส้นชัยฟูลมาราธอนครั้งแรก มันทำให้ตัวของเขามีความสุขขนาดไหน

สรัญ ลิ้มสวัสดิ์วงศ์

โตเกียวมาราธอน งานวิ่งที่แทบจะลุกจากเตียงโรงพยาบาลไปจุดสตาร์ท

หลังจากนับ 1 จากการวิ่ง 10 กิโลเมตรแรกได้

นับ 2 จากการวิ่งฮาล์ฟมาราธอนได้

นับ 3 จากการวิ่งฟูลมาราธอนได้

ก็ถึงเวลาที่คุณหนึ่งจะเริ่มนับ 4 กับการวิ่งมาราธอนที่ออกไปนอกประเทศ และรายการที่คุณหนึ่งเลือกไปวิ่งก็คือ ‘โตเกียวมาราธอน’ 1 ใน 6 สนาม Major หลักของโลกที่ไม่ใช่ว่าใครอยากวิ่งก็ไปกันได้ง่าย ๆ แต่ยังต้องผ่านการคัดเลือก ผ่านขั้นตอนมากมาย และสุดท้ายเขาก็ได้หมายเลขที่จะได้ลงวิ่งในที่สุด

ใจไปแต่ร่างกายไม่พร้อม เพราะก่อนถึงวันลงสนามจริงมีเหตุที่ทำให้คุณหนึ่งต้องนอนแอดมิดอยู่โรงพยาบาล ความป่วยในครั้งนั้นทำให้ร่างกายของคุณหนึ่งฟื้นตัวเพื่อมาซ้อมไม่ทัน และทำให้คุณหมอสั่งห้ามลงแข่งขันมาราธอนในครั้งนั้น

แต่เมื่อ Passion มา แถมยังเป็นการวิ่งที่ไม่ได้สมัครแล้วจะได้กันแบบง่าย ๆ คุณหนึ่งก็เลยลองขอหมอว่า “ขอแค่ไปเดินดูบรรยากาศอย่างเดียวได้ไหม” สุดท้ายแล้ว Passion ก็ชนะคำสั่งของหมอ คุณหนึ่งจบเวลาการเดินในโตเกียวมาราธอนที่ 6 ชั่วโมงซึ่งเป็นเวลาสุดท้ายพอดี

“มันต้องกลับไปแก้มือใหม่” ถึงจะได้ลงไปเดินแต่ก็ยังเป็นอะไรที่ค้างคาใจ  คุณหนึ่งจึงตั้งใจอยากจะกลับมาที่โตเกียวมาราธอนอีกครั้ง พร้อมกับเป้าหมายในการทำเวลาให้ดีขึ้น  สุดท้ายแล้วเขาก็สามารถจบโตเกียวมาราธอนได้ในระยะเวลา 3 ชั่วโมง 50 นาที และหลังจากทำสำเร็จในสนามนี้ได้ เป้าหมายต่อไปของคุณหนึ่งก็คือการวิ่งเก็บในอีก 5 สนาม Major ระดับโลกที่เหลือ ซึ่งนั่นก็คือที่เบอร์ลิน นิวยอร์ค ชิคาโก้ บอสตัน และลอนดอน

และจนถึงตอนนี้ มีแค่บอสตันและลอนดอนเพียง 2 สนามเท่านั้นที่คุณหนึ่งยังไม่ได้ไปเยือน

สรัญ ลิ้มสวัสดิ์วงศ์

วิ่งไว้มากกว่าที่ตั้งใจไว้

คุณหนึ่งเล่าให้เราฟังว่า ในปีนึงเขาตั้งใจจะวิ่งฟูลมาราธอนเพียงแค่ 2 ครั้ง แต่ที่ผ่านมากลับวิ่งไปมากถึง 4

น่าแปลกที่หลาย ๆ คนมักจะทำไม่ถึงเป้าหมาย แต่คุณหนึ่งกลับทำเกินเป้าหมายได้มากกว่าครึ่งหนึ่ง

“2 รายการที่เพิ่มขึ้นมา มาจากความไม่ได้ตั้งใจ อันแรกคือผมไปลงแข่ง Ironman ที่ต้องว่ายน้ำ 3.8 กิโลเมตร ปั่นจักรยาน 180 กิโลเมตร แล้วมาวิ่งต่ออีกหนึ่งฟูลมาราธอน

อันที่สองคือเกิดจากการที่เพื่อนชวน เหตุผลที่ไปไม่ใช่แค่เพราะได้ไปเจอได้ไปพบปะพูดคุยกับเพื่อน แต่คิดว่าถ้าผมทำให้คนที่ไม่เคยจบมาราธอนวิ่งสำเร็จได้ มันคงจะเป็นอะไรที่ดีเหมือนกัน”

ไม่อยากหมดกำลังใจในการวิ่งไว ต้องจัด Season  ให้กับตัวเอง

เป็นเวลากว่า 5 ปีแล้วที่คุณหนึ่งหันมาวิ่งแบบจริง ๆ จัง ๆ ซึ่งถือไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่คนเราจะเอาชนะตัวเองมาได้ในระยะเวลาที่นานกว่านี้ เราเลยแอบขอทริคดี ๆ จากคุณหนึ่งมาเผื่อทุกคน ว่าทำยังไงให้ยังคงวิ่งอย่างสม่ำเสมอได้ ไม่เบื่อหรือถอดใจไปทำอย่างอื่น สิ่งที่คุณหนึ่งตอบกลับเรามาก็คือ

“เอาจริง ๆ ตัวผมเองก็เคยเบื่อนะ (หัวเราะ) มันก็เลยมีทริคหลาย ๆ อย่างเข้ามาช่วย อย่างการชาเลนจ์กับเพื่อนแข่งกันเก็บระยะวิ่ง ไปสมัครวิ่งเอาไว้ เมื่อเสียตังค์ถึงเวลายังไงก็ต้องไป หรือตั้งรางวัลให้กับตัวเองว่าถ้าวิ่งถึงระยะเท่านี้ ๆ จะซื้อรองเท้าใหม่

แต่วิธีที่ผมใช้เป็นประจำเลยก็คือการจัด Season ให้กับตัวเอง เหมือนเราเป็นนักกีฬาที่จะมีทั้ง In Season และ Off Season ผมจะ Off ตอนช่วงธันวาคมถึงช่วงต้น ๆ ปีแล้วค่อยกลับไปซ้อมใหม่

เพราะถ้าเราวิ่งอยู่ตลอดเวลาแบบไม่หยุดพัก มันจะทำให้เราเหนื่อยและวิ่งซ้ำเดิมอยู่อย่างนั้นไม่ได้พัฒนาไปไหน แต่เราหยุดพัก ถึงมันจะยากนิด ๆ หน่อย ๆ ในตอนกลับมาเริ่มอีกครั้ง แต่มันก็ทำให้เราไม่เหนื่อยและมีกำลังใจในการวิ่งต่อไปแบบยาว ๆ ”

สรัญ ลิ้มสวัสดิ์วงศ์

อย่าบอกว่าไม่มีเวลาออกกำลังกาย ถ้าคุณมีเวลาทำเรื่องไร้สาระอื่น ๆ 

เหตุผลหลักที่ทำให้หลาย ๆ คนไม่ออกกำลังกายคือเรื่องของคำว่าไม่มีเวลา แต่พอได้มาเห็นนักธุรกิจเจ้าของโรงแรม S31 ที่มีงานยุ่งตลอดเวลา แถมยังมีเวลาให้ครอบครัว มีเวลาให้การออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ เราคงจะต้องเปลี่ยนจากคำว่าเหตุผลของหลาย ๆ คนมาเป็นคำว่า ‘ข้ออ้าง’ แทน

“ผมว่าจริง ๆ แล้วทุกคนมีเวลาเท่ากันนะ อยู่ที่ว่าอยากจะจัดสรรเวลาของตัวเองหรือเปล่าก็เท่านั้นเอง ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ  ถ้าเจ้านายนัดประชุมวันอาทิตย์ หลายคนก็จะบอกว่าไม่ว่าง

แต่ถ้าเจ้านายนัดวันอาทิตย์แล้วเปลี่ยนมาบอกว่าการประชุมครั้งนี้จะมีการแจกรางวัล เป็นทอง หรือเป็น iPhone X พอมีรางวัลเข้ามาจูงใจ ผมว่าหลาย ๆ คนจะว่างขึ้นมาทันที

งั้นแบบนี้ได้ไหม เราลองจัดสรรเวลาให้กับการออกกำลังกาย ซึ่งรางวัลที่ได้ก็คือสุขภาพของตัวเราเอง มันมีค่ามากกว่าทองหรือ iPhone X มากเลยนะ”

สรัญ ลิ้มสวัสดิ์วงศ์

จากที่พูดคุยกันมา เราว่าการวิ่งไม่ได้เป็นแค่พื้นฐานของกีฬาหลาย ๆ ชนิด แต่มันยังเป็นพื้นฐานการใช้ชีวิตในอีกหลาย ๆ ด้าน

และหากจะให้เปรียบเทียบว่าการทำบริหารโรงแรม S31 ของคุณหนึ่งเหมือนกับอะไร แน่นอนว่าคำตอบของมันก็คงไม่พ้นการวิ่งนี่แหละ

เราหึกเหิมที่จะวิ่ง / เรามี Passion ในการทำธุรกิจ

เราเริ่มวิ่งในตอนแรกแล้วรู้สึกเหนื่อย / เราเจออุปสรรคในธุรกิจ

เราเจ็บขณะวิ่ง / เราเริ่มมีปัญหาในการทำธุรกิจ

เรารีบรักษาบาดแผลแล้วลุกกลับมาวิ่งใหม่ / เรารีบหาทางแก้ไขปัญหาให้กับธุรกิจ

เราไปถึงเส้นชัย / ธุรกิจประสบความสำเร็จ

เรามีสุขภาพที่ดี / ธุรกิจมีผลประกอบการที่ดี

เพราะชีวิตและการทำงานของเรามันก็เหมือนกับการวิ่งมาราธอนนี่แหละ

เป็นการเดินทางที่นาน ที่ต้องใช้พลังกาย พลังใจ และความพยายาม กว่าจะไปถึงจุดหมายอย่างที่ตั้งใจไว้ได้


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer