ใครว่าร้านหนังสือตาย คิโนะคุนิยะ ยังเติบโต

 

คนไทยไม่ได้อ่านหนังสือน้อยลง แต่เปลี่ยนรูปแบบการอ่านหนังสือจากการอ่านบนกระดาษเป็นอ่านบนหน้าจอ จากความสะดวกในการอ่านไม่ต้องพกหนังสือเล่มหนักๆติดตัวไปทุกที่ตลอดเวลาแถมอยากอ่านอะไรก็ Search หาได้ทันทีสะดวกรวดเร็วกว่าเยอะ แถมในอินเทอร์เน็ตยังมีหนังสือเกือบทุกเรื่องที่ต้องการ ในรูปแบบเว็บไซต์แอปพลิเคชั่นและอีบุ๊กให้เลือกอ่านอีกด้วย

แล้วจะอ่านหนังสือเป็นเล่มไปทำไม

ในเมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน ธุรกิจร้านหนังสือจึงกลายเป็นธุรกิจที่ถดถอยลงทุกปี จากร้านหนังสือเชนสโตร์ที่เคยรุ่งเรืองขยายสาขาเปิดร้านใหญ่โตมีหนังสือครอบคลุมทุกความต้องการ ก็ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดด้วยการปิดสาขาที่ไม่ค่อยทำเงินไม่ก็ลดพื้นที่ลงนำสินค้าอื่นๆ เช่นเครื่องเขียนของเล่นเด็กและของจิปาถะเข้ามาจำหน่ายในร้านมาชดเชยรายได้จากการขายหนังสือที่หดตัวลง

รวมถึงขยายสู่ร้านค้าออนไลน์เพื่อแข่งกับร้านหนังสือด้วยกัน ร้านหนังสือที่เป็นมัลติสโตร์ที่มีขายทั้งหนังสือและเครื่องเขียน และสำนักพิมพ์ที่เปิดช่องทางออนไลน์ขายตรงหนังสือในเครือที่มาพร้อมกับส่วนลดที่ร้านหนังสือให้ไม่ได้

ฟังดูแล้วค่อนข้างหนักใจกับธุรกิจร้านหนังสือไทย แต่ไม่ใช่ว่าธุรกิจร้านหนังสือทุกร้านจะถดถอยไปหมด แต่ร้านหนังสือสัญชาติญี่ปุ่นอย่างคิโนคุนิยะก็ยังไปได้ดีทั้งๆที่มีเพียง 3 สาขาในประเทศไทยเท่านั้นโดยปี 2560 มีรายได้ 776 ล้านบาทจาก 730 ล้านบาทในปี 2559

โดยคิโนะคุนิยะเข้ามาในตลาดไทยเปิดสาขาแรกที่อิเซตันในปี 2535 ก่อนขยายไปสาขา 2 ที่ดิเอ็มโพเรียมในปี 2540 และสาขาสามสยามพารากอนในปี 2548

สิ่งที่ทำให้คิโนะคุนิยะเติบโต ส่วนหนึ่งมาจากคอนเซ็ปต์เริ่มต้นของร้านคือร้านหนังสือต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่ส่งต่อเนื่องจากคิโนะคุนิยะประเทศญี่ปุ่น ที่ได้ชื่อว่าร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

การวางภาพลักษณ์นี้ทำให้คิโนะคุนิยะมีความ Unique ของที่แตกต่างจากร้านหนังสือเชนสโตร์อื่นๆ คือร้านขนาดใหญ่ที่มีหนังสือจำนวนมากไว้ให้นักอ่านค้นหา โดยเฉพาะหนังสือภาษาอังกฤษญี่ปุ่นและจีนที่มีมากกว่าที่อื่นๆ มีหนังสือต่างประเทศที่ร้านหนังสืออื่นๆ ไม่มีหมุนเวียนมาอย่างต่อเนื่อง ดึงดูดให้นักอ่านเข้ามาในร้านเพื่ออัพเดทหนังสือใหม่ๆ ส่วนหนังสือไทยก็มีค่อนข้างเยอะ จัดเรียงเป็นระบบค่อนข้างหาง่ายมีบรรยากาศน่าเดิน ไม่ค่อยมีคนหนังอ่านหนังสือฟรีตามชั้นวางหนังสือให้รู้สึกเกรงใจเวลาเข้าไปเลือกหาหนังสือตามชั้นวาง

คิโนคุนิยะยังมีช่องทางออนไลน์และโปรโมชั่นส่วนลดต่างๆ ให้ลูกค้าสามารถเลือกไปรับหนังสือที่สาขาหรือส่งตรงถึงบ้าน แต่ส่วนตัวมองว่าช่องทางนี้เป็นจุดอ่อนของคิโนะคุนิยะ จากที่เคยลองสั่งซื้อชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและรับที่สาขาระบบ ไม่มีการยืนยันสถานะการส่งจนต้องอดไม่ได้ที่จะอีเมล์ไปถามถึงการสั่งซื้อและวันรับสินค้า

และส่วนตัวมองกว่าการสั่งซื้อหนังสือผ่านออนไลน์ของคิโนะคุนิยะ และร้านหนังสือเชนสโตร์อื่นๆค่อนข้างช้าเนื่องจากถ้าหนังสือในสต๊อกส่วนกลางหมด จะต้องรอหนังสือส่งจากสาขาเข้ามาส่วนกลางก่อนถึงจะส่งไปยังลูกค้า

ต่างจากร้านหนังสือออนไลน์ที่ที่เปิดโดยบุคคลทั่วไปที่รับออเดอร์และส่งหนังสือถึงมือได้รวดเร็วกว่า

ความจริงร้านหนังสือคิโนะคุนิยะมีรูปแบบคล้ายๆกับเอเชียบุ๊คส์ร้านหนังสือในเครือ BJC ที่มีสาขามากกว่า 38 สาขาในกรุงเทพและหัวเมืองใหญ่ เช่นพัทยาหัวหินเชียงใหม่จับกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ และเอเชียบุ๊คส์บางสาขาจะมีขนาดค่อนข้างเล็ก บางสาขาจึงอาจไม่มีหนังสือเล่มที่ตามหาและหนังสือส่วนใหญ่เน้นไปที่หนังสือภาษาอังกฤษเสียมากกว่า

แต่เมื่อดูจากรายได้ของเอเชียบุ๊คส์ในปี 2559 ถือเป็นปีแรกที่มีรายได้กลับมาเติบโต ส่วนหนึ่งเพราะการปรับตัวมีการจัดกิจกรรมตามสาขาให้เกิดทราฟฟิก และใช้โซเชียลมีเดียแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ เหมือนโซเชียลมีเดียร้านหนังสือแบรนด์อื่น แต่แตกต่างตรงบางเล่มมีการถ่ายหน้าปก และเนื้อในให้ลองอ่านดึงดูดการตัดสินใจไปซื้อที่ร้านหรือสั่งออนไลน์


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer