รัฐวิสาหกิจฮ่องกง “HKTDC” แถลงความสำเร็จธุรกิจฮ่องกงที่ลงทุนในไทยเติบโต ค้าปลีกไทยรุ่ง สินค้าไลฟ์สไตล์มาแรง เผยแบรนด์ฮ่องกง “DG Studio” โตกว่า 10 เท่าภายใน 3 ปี ส่วนปี 62 นี้ตั้งเป้ารายได้ 30 ล้าน

ซันนี่ เชาว์ ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและเอเชียใต้ องค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (HKTDC) เปิดเผยว่า ตั้งแต่เปิดสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคที่กรุงเทพฯ องค์กร HKTDC (รัฐวิสาหกิจ) ได้นำผู้ประกอบการไทยไปสร้างเครือข่ายในฮ่องกงมากกว่า 8,000 รายต่อปี โดยหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จคือ โครงการ SME Idol ที่ทำให้ธุรกิจไทย 20 ราย ได้รับคำสั่งซื้อกว่า 100 ครั้ง

นอกจากนี้ ยังจับมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม และบรรษัท Cyberport ของฮ่องกง ส่งผลให้เกิดการก่อตั้งโครงการ InnoSpace Thailand ที่มีมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท

ทั้งนี้ รายงานของสำนักงานเศรษฐกิจและการค้า (HKETO) ระบุว่า ปี 2561 ฮ่องกงมีการลงทุนในประเทศไทยถึง 44 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 20.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีทั้งหมด 41 โครงการ มูลค่า 7.5 พันล้านบาท ทั้งนี้การลงทุนดังกล่าวเป็นการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

ซันนี่กล่าวอีกว่า เศรษฐกิจและการลงทุนไทยมีศักยภาพการเติบโตสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดค้าปลีก (retail) ในด้านไลฟ์สไตล์ โดยเมื่อสามปีที่ผ่านมา (2559) บริษัทได้ชวนให้บริษัท ฮ่องกง เอเชีย ดิสทริบิวชั่น จำกัด (HKAD) ให้มาเปิดตัวแบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ DG Studio ในตลาดไทย และพบว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง

ด้านไมเคิล ลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮ่องกง เอเชีย ดิสทริบิวชั่น จำกัด (HKAD) กล่าวว่า HKAD นำเข้าแบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ดีไซน์ฮ่องกง 100% ภายใต้ชื่อแบรนด์ DG Studio เปิดตัวครั้งแรกในงาน “In Style ž Hong Kong” จัดขึ้นในกรุงเทพฯ จากนั้นแบรนด์ DG Studio เป็นตัวชูโรงสินค้าดีไซน์ฮ่องกงและช่วยเปิดช่องทางการขายสินค้าฮ่องกงในประเทศไทยและภูมิภาคใกล้เคียง สร้างรายได้อย่างต่อเนื่องให้บริษัท โดยปัจจุบันสินค้าของบริษัทวางจำหน่ายผ่านช่องทาง Modern Trade เช่น B2S เป็นต้น

โดยรายได้ของ HKAD ในปี 2561 อยู่ที่ 10 ล้านบาท เติบโตหนึ่งเท่าตัว โดยตั้งเป้าปี 2562 ไว้ที่ 30 ล้านบาท ทั้งนี้ ไมเคิลกล่าวอีกว่า บริษัทได้เติบโตกว่า 10 เท่า ภายในระยะเวลากว่า 3 ปีเท่ากัน

“เราเริ่มจากการจำหน่ายสินค้าประเภทของขวัญและสินค้าราคากลางๆ ต่อมาได้เริ่มนำเข้าสินค้าใหม่ๆ ที่มีนวัตกรรมมากขึ้น เช่น นาฬิกาข้อมือและตัวตุ๊กตาคาแรกเตอร์” ไมเคิลกล่าว

ไมเคิลกล่าวอีกว่า ตลาดค้าปลีกในประเทศไทยถือเป็นตลาดที่น่าสนใจมากที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน เนื่องจากได้เปรียบทั้งด้านราคา-กำลังซื้อ ช่องทางการจัดจำหน่าย-การเข้าถึงสินค้า และเทรนด์ของผู้บริโภคที่ตอบรับกับสินค้าไลฟ์สไตล์จากฮ่องกง

ไมเคิลทิ้งท้ายว่า ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้บริษัทเติบโตคือ เทรนด์ของวงการค้าปลีกที่เปลี่ยนไป ยกตัวอย่าง B2S ซึ่งต้องลดพื้นที่ขายหนังสือลง และไปเพิ่มพื้นที่ส่วน Play&Learn ตั้งแต่ตุ๊กตา ของเล่น ตัวต่อ กระเป๋า ฯลฯ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกให้ธุรกิจที่จำหน่ายสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer