KLOOK รายได้เท่าไร ? วิเคราะห์กลยุทธ์ KLOOK เอเย่นต์กิจกรรมท่องเที่ยวระดับยูนิคอร์น

ตลาดธุรกิจท่องเที่ยวไทยมูลค่า 3 ล้านล้านบาท

เป็นรายได้จากต่างชาติเที่ยวไทย 2 ล้านล้านบาท

และไทยเที่ยวไทยเองอีก 1 ล้านล้านบาท

นอกจากนี้ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรยังระบุ ปี 2562 คาดว่าจะมีคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศ 10.55-10.75 ล้านคน เติบโต 5.4%-7.4% จากปี 2561

ขณะที่การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไทยในต่างประเทศ คาดว่าจะมีมูลค่าเกือบ 400,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.5%-6.1% จากปี 2561

ตัวเลขอันหอมหวานนี้ไม่แปลกที่กลุ่มเอเย่นต์ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวออนไลน์ (Online Travel Agency) หรือ OTA ยักษ์ใหญ่จากต่างชาติไม่ว่าจะเป็น Agoda, Traveloka, Expedia จะดาหน้าบุกมาไทย

พร้อมเสนอ ‘ดีล’ ที่ทั้งลด ทั้งแถม ที่สำคัญคือถูกกว่าจองเองโดยตรง

ล่าสุด KLOOKสตาร์ทอัพสัญชาติฮ่องกงที่ระดมทุนสู่ระดับซีรีส์ D+ แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ให้บริการการจองกิจกรรมและบริการด้านการท่องเที่ยวเข้ามาทำตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

หลังจากที่ก่อตั้งและเปิดให้บริการเมื่อปี 2557 และมีสำนักงานที่ไทยมาแล้ว 1 ปีกว่า

มาร์คัส ยง ผู้จัดการฝ่ายการตลาดประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่า แผนการทำธุรกิจของKLOOK มีอยู่ 2 อย่าง คือ สร้างดีมานด์ ทำให้คนรู้จักบริษัทมากขึ้น มาใช้มาซื้อกิจกรรมมากขึ้น และสร้างและซัปพลาย ในการหาเมอร์แชนท์ทางธุรกิจกิจกรรมมาอยู่บนแพลตฟอร์มากขึ้น

แล้วถามว่าเอเย่นต์ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวออนไลน์นี้มีกำไรมาจากไหน

มาร์คัสกล่าวว่า บิสสิเนสโมเดลของ KLOOKนั้นคือแบบ inventory หรือซื้อมาชิ้นใหญ่ ซื้อมาเยอะๆ โดย KLOOK จะได้กำไรจากค่าคอมมิชชั่นที่คิดกับเมอร์แชนท์ หลังจากที่ขายสินค้าในราคาเบสดีลให้ลูกค้าแล้ว โดยไม่เก็บค่าฟี  หรือบวกราคาเพิ่ม

ซึ่งเปรียบเทียบก็คงไม่ต่างกับ “นายหน้า” ที่หาดีลกิจกรรมท่องเที่ยวที่ดีที่สุดมาเสิร์ฟผู้บริโภค

ทำให้ปัจจุบัน KLOOKมีกิจกรรมการท่องเที่ยวให้เลือกกว่า 100,000 กิจกรรม ครอบคลุม 270 จุดหมายปลายทางทั่วโลก

มีกิจกรรมท่องเที่ยวในมือมากมายขนาดนี้ KLOOKมีรายได้เท่าไร

มาร์คัสระบุว่าปีที่ผ่านมาถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่คาดการณ์รายได้ของปีนี้อาจจะไม่สามารถบอกได้ แต่เชื่อว่าเติบโตอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด

เพราะฉะนั้นนับในเวลานี้ถ้าจะมองคู่แข่งรายสำคัญที่อยู่ในตลาดเดียวกับ KLOOKก็น่าจะเป็นสตาร์พอัพอีกเจ้าที่เป็นสัญชาติเอเชียเช่นกัน (ไม่ต้องเอ่ยชื่อนักเดินทางทั้งหลายคงรู้จักดี)

เพราะฉะนั้นปัจจัยที่ทำให้ KLOOK เติบโตนั้น

  1. KLOOKโฟกัสที่จะเป็นมืออาชีพเฉพาะกิจกรรมและบริการท่องเที่ยวอย่างเดียว จะไม่เพิ่มไปทำอย่างอื่น
  2. คือการเป็น Global Company ที่ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น ทำให้บริษัทเติบโตได้เร็ว รวมทั้งมีคอนเนกชั่นที่หลากหลาย

นอกจากนี้ สิ่งที่ KLOOKมีเหนือคู่แข่งคือแอปพลิเคชั่นรองรับถึง 9 ภาษา และรองรับสกุลเงิน 41 สกุลเงินทั่วโลก

สำหรับในประเทศไทยมาร์คัส ระบุว่า ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว นักท่องเที่ยวยุคนี้คือเป็นแบบ FIT หรือท่องเที่ยวด้วยตนเอง เพราะฉะนั้นเป้าหมายของKLOOK สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยคือทำให้พวกเขาเข้าใกล้แหล่งท่องเที่ยวมากขึ้น

รวมถึงพฤติกรรมการจองของคนไทยที่เป็นการจองแบบ “Last Minute” จองแล้วไปเที่ยวเลย ทำให้KLOOK ตอบโจทย์พฤติกรรมคนท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบัน KLOOKมีกิจกรรมท่องเที่ยวไทยในหลายจังหวัดทั้งกรุงเทพมหานคร พัทยา เชียงใหม่ ภูเก็ต เกาะสมุย กระบี่ หัวหิน

งานนี้มองว่าเป็นเกมที่ Win-Win ทุกฝ่าย เอเย่นต์ได้ค่าคอมฯ ลูกค้าได้ดีลถูก

แต่คงเป็นงานลำบากของเอเย่นต์จาก Local ที่อาจจะมีคอนเนกชั่นไม่เยอะพอ งานนี้คงต้องคิดหนักในการหากลยุทธ์มาสู้กับยักษ์ใหญ่หลายเจ้าที่เข้ามาทำตลาดเหล่านี้

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer