มีคนเคยกล่าวไว้ว่า หากจะขายอะไรสักอย่างอย่าเริ่มทำตอนมันเป็นกระแส เพราะกว่าจะทำเสร็จพอถึงเวลาที่เอาออกมาขายสิ่งนั้นก็เป็นอะไรที่ตกกระแสไปแล้ว

และถ้าอยากรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นแค่กระแสในระยะสั้นๆ หรือไม่ ก็ให้ลองมองย้อนกลับไปสัก 10 ปีก่อนหน้าว่ามันมีวางขายอยู่ในตลาดหรือเปล่า

ถ้ามีแปลว่าสินค้าเหล่านั้นไม่ใช่กระแส เพียงแต่กำลังเป็นช่วงขาขึ้น

ซึ่งในวันที่กระแสหมดไป ก็ไม่ได้แปลว่าสินค้าเหล่านั้นจะหายไปจากตลาด เพียงแต่เป็นการกลับมาสู่กราฟที่เป็นปกติของมัน

คำกล่าวนี้ทำให้เรานึกถึงคำว่า “กระแสชานมไข่มุก” จริงอยู่ว่าช่วงที่ผ่านมาชานมไข่มุกเป็นสิ่งที่หลายคนพูดถึงกันมากขึ้น แต่เราเชื่อว่าชานมไข่มุกจะไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแสในช่วงระยะเวลาสั้นๆ

เพราะชานมไข่มุกคือสิ่งที่เกิดขึ้นในไต้หวันตั้งแต่ปี 1980 หรือราว 39 ปีมาแล้ว และก็ได้เข้ามาในประเทศไทยเป็นเวลากว่า 10 ปี ซึ่งถ้าจำกันได้วัยรุ่นที่ไปเดินสยามสแควร์เมื่อก่อนจะต้องซื้อชานมไข่มุกในแก้วทรงสูงถือชิคๆ ไว้ด้วย

ส่วนการกลับมาของชานมไข่มุก ที่กลายเป็นกระแสอีกครั้งอย่างทุกวันนี้ หลายคนคาดว่าเกิดจากการที่ไต้หวันยกเลิกวีซ่าให้กับคนไทย เมื่อคนไทยได้ไปเที่ยวแล้วลิ้มรสกับเครื่องดื่มที่เป็น signature ของชาวไต้หวัน จึงนำความหอมหวานกลับมาให้คนไทยได้ลิ้มลองกัน

ซึ่งก็เป็นธรรมดาของโลกธุรกิจ ว่าหากมีอะไรฮิตก็จะมีผู้เล่นหน้าใหม่กระโดดลงมาช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาด และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้มีแบรนด์ชานมไข่มุกเกิดขึ้นมากมายจนผู้บริโภคอย่างเราๆ เลือกไม่ถูกว่าจะกินของเจ้าไหนดี

แต่ท่ามกลางแบรนด์ชานมไข่มุกที่เกิดขึ้นมากมายนี้ กลับมีอยู่แบรนด์หนึ่งที่โดดเด่นขึ้นมา นั่นคือ BROWN Café

ที่วันนี้ Marketeer จะขอหยิบยก BROWN Café มาเล่าเป็น Case Study ให้ทุกคนได้อ่านกัน

กับการสร้างแบรนด์ให้แตกต่างและโดดเด่น จนทำให้ BROWN Café ติดตลาดและติดปากคนไทย กระทั่งเติบโตจนสามารถขยายสาขาไปยังต่างประเทศได้

การออกแบบที่ทำให้ Character ของแบรนด์โดดเด่น 

สิ่งที่ BROWN Café ตั้งใจทำไม่แพ้กับชานมไข่มุกและของหวานในร้าน ก็คือการออกแบบต่างๆ ตั้งแต่รูปแบบของร้าน ลวดลายบนแพ็กเกจจิ้ง หรือแม้แต่สื่อโฆษณาต่างๆ ที่ดูแล้วให้ความรู้สึกละมุน และช่วยเสริมให้รสชาติของชานมกลมกล่อมขึ้นไปอีก

และดีไซน์เหล่านี้ก็ยังทำให้เหล่าลูกค้าที่เข้ามาเต็มใจที่จะขายของให้กับแบรนด์แบบฟรีๆ เพราะเห็นร้านสวยๆ แพ็กเกจจิ้งน่ารักๆ แบบนี้ มีหรือที่ใครจะอดใจไม่ถ่ายรูปอวดเพื่อนไหว

และท่ามกลางแบรนด์ชานมไข่มุกที่มีมากมาย แต่สิ่งที่ทำให้ BROWN Café มีพื้นที่อยู่ในใจและการจดจำของผู้บริโภค ก็คือแพ็กเกจจิ้งที่แตกต่าง

กับการเป็นแบรนด์แรกในไทยที่นำชานมไข่มุกมาใส่ในแก้วที่มีก้นแบบโค้งมน และเป็นแบรนด์แรกในไทยที่นำชานมไข่มุกมาบรรจุในขวดทรงสูง

ซึ่งนี่เป็นแพ็กเกจจิ้งที่เจ้าของแบรนด์ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตอนไปจีน ที่เห็นว่าคนจีนมักจะพกกระบอกน้ำเพื่อใส่น้ำชาติดตัวกันไว้ จึงดัดแปลงมาเป็นขวดเอาไว้ใส่ชานมไข่มุก และเมื่อเอามาผสมกับลวดลายที่น่ารัก มันก็เลยกลายมาเป็นแพ็กเกจจิ้งที่ทำให้ชานมของ BROWN Café ทั้งน่าดื่มและน่าถ่ายรูปแชร์ในเวลาเดียวกัน

ดีไซน์เป็นสิ่งที่ชักจูงให้คนอยากเข้ามาลิ้มลอง แต่รสชาติคือสิ่งที่ทำให้แบรนด์อยู่ได้ยืนยาว

ความแตกต่างของ BROWN Café ไม่ใช่เพียงแต่ดีไซน์ภายนอก แต่ยังรวมไปถึงรสชาติในแก้วที่พอดูดเข้าไปคำแรกก็สัมผัสได้ถึงความหอมของชากับความหนุบของไข่มุกที่เคี้ยวนุ่มแต่ไม่เหนียวจนเกินไป

สอบถามไปทางแบรนด์ว่ามีเคล็ดลับอะไรถึงทำให้ชานมมีความหอมหวานได้ถึงเพียงนี้ คำตอบที่ได้กลับมาคือการที่เจ้าของแบรนด์บินไปเรียนทำชานมไข่มุกเองที่ประเทศต้นตำรับอย่างไต้หวัน แล้วนำสูตรกลับมาประยุกต์ให้ถูกปากคนไทย

นอกจากการปรุงแต่งรสชาติที่กลมกล่อมแล้ว เคล็ดลับความหอมหวานของ BROWN Café ยังอยู่ที่ใบชา ที่เริ่มตั้งแต่การคัดสรรใบชา ไม่ใช่ว่าได้ชามาแล้วจะเอาลงไปต้มได้ทันที เพราะแต่ละส่วนของใบชาก็มีรสชาติที่แตกต่างกันออกไป หรือกับไข่มุกก็ไม่ใช่ซื้อมาต้มแล้วตักแบ่งขาย แต่คือสิ่งที่ BROWN Café คิดค้นสูตรความหนุบนุ่มขึ้นมาเอง

กลยุทธ์การทำเมนูและราคาให้ขายได้ในระยะยาว

นอกจากจะดึงให้ผู้บริโภคอยู่กับแบรนด์ในระยะยาวด้วยรสชาติที่หอมหวาน BROWN Café ยังดึงผู้บริโภคด้วยกลยุทธ์ของการออกเมนูชานมไข่มุกแคลอรี่ต่ำ เพราะรู้ว่าการรักสุขภาพไม่ใช่เพียงกระแสในช่วงสั้นๆ แต่เป็น Mega Trend ที่ผู้คนหันมาดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ

รวมไปถึงกลยุทธ์ของการตั้งราคา ที่แม้วัตถุดิบที่นำเข้ามาจะมีต้นทุนสูงขนาดไหน แต่ BROWN Café ก็พยายามจะตั้งราคาขายที่ไม่สูงจนเกินไปเพื่อทำให้ผู้คนเข้าถึงได้อย่างสม่ำเสมอนั่นเอง

ชานมไข่มุกสัญชาติไทย ไปต่างประเทศ

แบรนด์ชานมไข่มุกจากต่างประเทศมาบุกตลาดในไทยมากมาย

คราวนี้ก็ถึงเวลาที่แบรนด์ชานมไข่มุกไทยจะไปบุกตลาดต่างประเทศบ้าง

โดยหลังเปิด 7 สาขาในประเทศไทย BROWN Café ก็ได้ขยายออกไปในประเทศอย่างมาเลเซียและฟิลิปปินส์ รวมถึงในอนาคตที่กำลังเตรียมขยายไปที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาโดยใช้ความเป็นแบรนด์ไทยเป็นใบเบิกทาง

เพราะหากเป็นสินค้าอย่างอาหารแล้วบอกว่ามาจากประเทศไทย ชาวต่างชาติส่วนใหญ่ก็จะมีความเชื่อมั่นและกล้าที่จะลิ้มลอง

และไม่แน่ว่าในอนาคตเราอาจเห็นภาพของชาวต่างชาติต่อแถวซื้อชานมไข่มุกสัญชาติไทยแบบยาวเหยียดก็เป็นได้



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน