ยุคที่การซื้อสินค้าแทบทุกอย่างเกิดขึ้นบนหน้าจอได้เพียงปลายนิ้ว พื้นที่ค้าปลีกแบบเดิมกำลังเผชิญคำถามสำคัญว่า “ผู้คนจะออกจากบ้านไปทำไม”
คำตอบของ Destination ยุคใหม่จึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนร้านค้า หรือโปรโมชันลดราคา แต่คือ “ประสบการณ์” ที่ทำให้ผู้คนอยากออกจากบ้านไปใช้เวลาอยู่ในพื้นที่นั้นจริง ๆ
หลายปีที่ผ่านมา เราจึงเริ่มเห็นการเปลี่ยนผ่านจาก Retail Space สู่ Experience Destination พื้นที่ที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้คนมาใช้ชีวิต พบปะ สร้างความทรงจำ และได้รับประสบการณ์ที่โลกออนไลน์ไม่สามารถทดแทนได้
ข้อมูลจากรายงาน Global Experiential Retail Market ของ Grand View Research ระบุว่า ตลาด Experiential Retail ทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 57,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2023 และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 13% ต่อปีในช่วงทศวรรษนี้ สะท้อนว่าผู้พัฒนาโครงการทั่วโลกกำลังปรับพื้นที่ค้าปลีกให้กลายเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์มากขึ้น
สอดคล้องกับรายงานของ PwC ที่ว่า ผู้บริโภคกว่า 73% ให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์” มากกว่าสินค้าเพียงอย่างเดียว และมองว่าพื้นที่ที่สามารถสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงทางอารมณ์ จะมีโอกาสทำให้ผู้คนกลับมาใช้บริการซ้ำมากกว่า
“ความรู้สึกของผู้คน” จึงกลายเป็นตัวแปรสำคัญของธุรกิจ เพราะเมื่อผู้มาเยือนรู้สึกเชื่อมโยงกับสถานที่ ก็จะใช้เวลาอยู่ในพื้นที่นั้นนานขึ้น กลับมาเยือนซ้ำ และเกิดการใช้จ่ายตามธรรมชาติ เรียกได้ว่า Emotional Engagement ได้กลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ทางธุรกิจของ Destination ยุคใหม่
และแนวคิดนี้เอง คือจุดตั้งต้นของโครงการ Happitat (แฮปปี้แทท) จุดหมายแห่งความสุขเหนือจินตนาการ (The Magical Destination of Happiness) ที่กำลังจะกลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของย่านบางนา

เมื่อ “ความสุข” กลายเป็นกลยุทธ์หลักของการออกแบบพื้นที่
ที่น่าสนใจคือ Happitat นิยามตัวเองว่าไม่ใช่ห้างสรรพสินค้า แต่เป็น Theme Destination แห่งแรกในประเทศไทย ที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้แนวคิด “The Magical Destination of Happiness จุดหมายแห่งความสุขเหนือจินตนาการ”
ชื่อ Happitat เกิดจากการผสานคำว่า ความสุข (Happiness) และ ถิ่นที่อยู่อาศัย (Habitat) จนกลายเป็น “อาณาจักรแห่งความสุข”
ด้วยแนวคิดสำคัญคือ ความสุขไม่ควรเป็นเพียงช่วงเวลาพิเศษที่เกิดขึ้นในเทศกาลหรือวันหยุด แต่ควรเป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน สำหรับ Happitat “ความสุข” จึงไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ของพื้นที่ แต่เป็น จุดเริ่มต้นของการออกแบบ
โครงการนี้ถูกพัฒนาภายใต้แนวคิดที่ผสานองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ คือ ผู้คน (People), ธรรมชาติ (Nature) และจินตนาการ (Imagination)
เมื่อทั้งสามองค์ประกอบทำงานร่วมกัน พื้นที่จึงสามารถสร้างประสบการณ์ที่ผู้มาเยือน “รู้สึกได้จริง” มากกว่าการเป็นเพียงสถานที่ให้ใช้งานผ่านไป

Multigenerational Joy ความสุขที่ออกแบบให้ทุกเจเนอเรชันใช้ร่วมกัน
หนึ่งในแนวคิดสำคัญของ Happitat คือ การสร้างพื้นที่ที่รองรับผู้คนทุกช่วงวัย เพราะความสุขที่ยั่งยืน ไม่ได้เกิดจากประสบการณ์เฉพาะบุคคล แต่เกิดจาก ช่วงเวลาที่ผู้คนต่างเจเนอเรชันสามารถใช้เวลาร่วมกันได้
แนวคิด Multigenerational Space กำลังกลายเป็นหนึ่งในเทรนด์สำคัญของโครงการไลฟ์สไตล์ทั่วโลก โดยรายงานจาก Urban Land Institute ระบุว่า โครงการที่ออกแบบให้รองรับผู้ใช้งานหลายช่วงวัยพร้อมกัน มีแนวโน้มสร้าง Traffic และระยะเวลาการใช้พื้นที่ (Dwell Time) ได้มากกว่าโครงการที่ออกแบบเพื่อกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ
ภายในโครงการ Happitat จึงถูกออกแบบให้เป็น ecosystem ของกิจกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่การใช้ชีวิตประจำวัน การพักผ่อน การพบปะ การเรียนรู้ ไปจนถึงการทำกิจกรรมร่วมกันของครอบครัว ยกตัวอย่าง Edutainment Zone ที่เปิดโอกาสให้เด็กและผู้ใหญ่เรียนรู้ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรดนตรีที่หลานสามารถเรียนพร้อมคุณปู่คุณย่า หรือคลาสทำอาหารที่พ่อแม่สามารถเข้าร่วมกับลูกได้
โมเดลลักษณะนี้ไม่ได้เพียงสร้างความสุขให้ผู้ใช้งาน แต่ยังช่วยเพิ่มการมาเยือนแบบกลุ่ม และทำให้ผู้คนใช้เวลาอยู่ในพื้นที่นานขึ้น ซึ่งนำไปสู่โอกาสทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ

Multi-layered Wonder ประสบการณ์ที่ค้นพบใหม่ได้ทุกครั้งที่มาเยือน
อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของ Happitat คือ การออกแบบพื้นที่ให้เต็มไปด้วย ประสบการณ์หลายชั้น
หลายโครงการระดับโลก เช่น AREA15 ในลาสเวกัส หรือ K11 Musea ในฮ่องกง ใช้แนวคิด Experience Layering เพื่อทำให้ผู้มาเยือนสามารถค้นพบกิจกรรมใหม่ ๆ ได้ทุกครั้งที่มา ส่งผลให้สถานที่เหล่านี้กลายเป็นแลนด์มาร์กด้าน Experience Economy ที่มีผู้มาเยือนหลายล้านคนต่อปี
แนวคิดนี้ทำให้ผู้มาเยือนไม่ได้พบทุกอย่างในครั้งแรก แต่สามารถค้นพบสิ่งใหม่ได้ในทุกครั้งที่กลับมา
พื้นที่ภายในโครงการ Happitat จึงผสาน Phygital Experience ที่รวมโลกจริง โลกดิจิทัล และเทคโนโลยีเสมือนจริงเข้าด้วยกัน ขณะเดียวกัน ยังมีกิจกรรม อีเวนต์ และการแสดงที่หมุนเวียนตลอดทั้งปี ทำให้ประสบการณ์ในพื้นที่ไม่หยุดนิ่ง Destination จึงไม่ใช่เพียงสถานที่ “ไปครั้งเดียวจบ” แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนอยากกลับมาอีกครั้ง

Happiness Index เมื่อความสุขกลายเป็นตัวชี้วัดของการออกแบบ
สิ่งที่ทำให้ Happitat แตกต่างจาก Destination ทั่วไป คือการนำ “ความสุข” มาใช้เป็นตัวชี้วัดเชิงระบบ
โครงการได้พัฒนา Happiness Index ซึ่งเป็นระบบวิเคราะห์ประสบการณ์ของผู้มาเยือนผ่านเทคโนโลยี AI Camera เพื่อประเมินระดับความพึงพอใจ อารมณ์ และปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่
การวัด Emotional Experience กำลังถูกนำมาใช้มากขึ้นในอุตสาหกรรมค้าปลีกและสถานที่ท่องเที่ยว โดย Deloitte ระบุว่า การวิเคราะห์ Customer Emotion สามารถช่วยเพิ่มโอกาสการกลับมาใช้บริการซ้ำ และสร้าง Brand Loyalty ได้มากกว่าการวัดผลเพียงยอดขาย ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาวิเคราะห์ต่อยอด เพื่อพัฒนาพื้นที่และประสบการณ์ให้ตอบโจทย์ผู้คนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Close to Nature เมื่อธรรมชาติกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์
อย่างที่เกริ่นในข้างต้นว่า Happitat ถูกพัฒนาขึ้นจากการผสาน 3 องค์ประกอบ ผู้คน (People) ธรรมชาติ (Nature) และจินตนาการ (Imagination) ทำให้หนึ่งในแนวคิดสำคัญของโครงการคือการทำให้ “ธรรมชาติ” เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ในการใช้เวลา
Happitat ตั้งอยู่ท่ามกลางผืนป่าขนาดใหญ่ที่รายล้อมโครงการ ทำให้ผู้มาเยือนสามารถเดินเล่น พักผ่อน หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งได้ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ
ขณะเดียวกัน ภายในโครงการยังออกแบบให้ผู้มาเยือนได้ใกล้ชิดธรรมชาติในหลายรูปแบบ เช่น สวนลอยฟ้า Pocket Garden ที่กระจายอยู่ตามอาคาร พื้นที่แบบ Semi-outdoor ของอาคาร Festie Town ที่เปิดรับแสง ลม และบรรยากาศภายนอก หรือพื้นที่สีเขียวและทางเดินที่เชื่อมโยงธรรมชาติเข้ากับพื้นที่กิจกรรม
นั่นทำให้การมาใช้เวลาใน Happitat ไม่ได้เป็นเพียงการมาใช้บริการ แต่กลายเป็นการ “ใช้ชีวิตร่วมกับพื้นที่” ที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสมดุลกับชีวิตเมือง
ในมุมธุรกิจ การออกแบบให้ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ ยังช่วยเพิ่มระยะเวลาการใช้พื้นที่ (Dwell Time) สร้างความรู้สึกผ่อนคลายทางอารมณ์ และทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกอยากกลับมาใช้เวลาอีกครั้ง
Destination ใหม่ของย่านบางนา ที่กำลังจะเปิดประสบการณ์แห่งความสุข
Happitat ดำเนินการโดยบริษัท แอ็กซ์ตร้า แฮปปี้แทท จำกัด โดยมีเป้าหมายในการสร้าง “New Destination Paradigm” ของพื้นที่ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่
โครงการประกอบด้วยอาคารหลัก 3 ส่วน ได้แก่ Bloominas คอมมูนิตี้ไลฟ์สไตล์, Wonderwild ศูนย์กลางกิจกรรมครอบครัว และ Festie Town พื้นที่อีเวนต์และเทศกาล ทั้งหมดถูกออกแบบให้เชื่อมต่อกันเป็น ecosystem ของประสบการณ์
ในวันที่ Destination ทั่วโลกแข่งขันกันด้วย “ประสบการณ์” คำถามสำคัญคือทำอย่างไรให้ผู้คนอยากกลับมาที่แหน่งนี้อีกครั้ง สำหรับ Happitat คำตอบคือการสร้าง Deep Emotional Connection ระหว่างผู้คนกับพื้นที่ เพราะในโลกของ Experience Economy สิ่งที่ทำให้คนกลับมา ไม่ได้มีแค่กิจกรรมหรือความแปลกใหม่ แต่คือความรู้สึกผูกพันที่เกิดจากช่วงเวลาที่มีความหมาย
Happitat จึงไม่ได้มองตัวเองเพียงเป็น Destination สำหรับการมาใช้เวลา แต่เป็นพื้นที่ที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้คนได้สร้างความทรงจำร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเวลาของครอบครัว การเรียนรู้ของเด็ก ๆ หรือช่วงพักผ่อนของคนต่างเจเนอเรชัน
เพราะเมื่อสถานที่หนึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำและความสัมพันธ์ที่ดี สถานที่นั้นก็จะไม่ใช่เพียงจุดหมายที่ผู้คนมาเยือน แต่เป็นสถานที่ที่ผู้คนอยากกลับมาอีกครั้ง โดยไม่ต้องรอโอกาสพิเศษ

ปัจจุบันการก่อสร้างโครงการ Happitat กำลังใกล้แล้วเสร็จตามกำหนด และเตรียมเปิดให้บริการในอนาคตอันใกล้ แล้วไปสัมผัส The Magical Destination of Happiness จุดหมายแห่งความสุขเหนือจินตนาการ พร้อมกันเร็วๆ นี้
