ตัวเลขนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถิติ แต่สะท้อนว่าไทยกำลังกลายเป็นหนึ่งใน “ตลาดหลัก” ของขบวนการมิจฉาชีพระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในจังหวะที่อุตสาหกรรมสแกมเมอร์ทั่วโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว จนมีมูลค่ามากกว่าธุรกิจผิดกฎหมายบางประเภท ทำให้มีคนจำนวนมากไหลเข้าสู่ระบบนี้มากขึ้น

เมื่อแยกตามประเภท พบว่าสายโทรหลอกลวงอยู่ที่ 39 ล้านครั้ง ขณะที่การหลอกลวงทาง SMS พุ่งสูงถึง 134 ล้านข้อความ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญของกลยุทธ์ จาก “เสียง” ไปสู่ “ข้อความ” ที่แนบเนียนและเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะการแอบอ้างเป็นแบรนด์ที่ผู้ใช้คุ้นเคย เช่น บริษัทขนส่ง หรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ พร้อมแนบลิงก์ให้กด

ข้อมูลยังระบุว่า 37% ของลิงก์เหล่านี้เชื่อมไปยังเว็บไซต์ฟิชชิง หรือเว็บปลอมที่ออกแบบหน้าตาให้เหมือนเว็บไซต์จริง เช่น ธนาคารหรือแพลตฟอร์มขนส่ง เพื่อหลอกให้ผู้ใช้กรอกข้อมูลสำคัญอย่างรหัสผ่านหรือ OTP ขณะที่อีก 32% เป็นลิงก์มัลแวร์ ซึ่งเมื่อกดเข้าไปอาจแฝงโปรแกรมอันตรายที่ติดตั้งลงในเครื่องโดยไม่รู้ตัว เพื่อดักข้อมูลหรือเข้าถึงบัญชีการเงินของผู้ใช้

คุณแมนวู จู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกโกลุก ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันมิจฉาชีพไม่ได้เป็นเพียงระดับบุคคล แต่เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ที่ทำงานในลักษณะองค์กร มีทั้งระบบปฏิบัติการ ทีมข้อมูล และการฝึกอบรม โดยข้อมูลของบริษัทพบว่า หมายเลขมิจฉาชีพเพียงหมายเลขเดียวสามารถโทรออกและหลอกลวงคนได้มากกว่า 800,000 ครั้ง

ขณะที่ คุณกชศร ใจแจ่ม กรรมการผู้จัดการ Whoscall Thailand ระบุว่า แม้ปริมาณรวมของโลกจะลดลง แต่การเพิ่มขึ้นในประเทศไทยบ่งชี้ว่าองค์กรเหล่านี้กำลังทุ่มเทกับการหลอกลวงคนไทยมากขึ้น และความจริงที่ต้องยอมรับคือ ข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทยหลายล้านคนตกอยู่ในมือของมิจฉาชีพเหล่านี้แล้ว

รายงานระบุว่า 94% ของหมายเลขโทรศัพท์ที่รั่วไหลในไทย สามารถเชื่อมโยงกับชื่อและนามสกุล และบางส่วนมีข้อมูลลึกไปถึงอีเมล รหัสผ่าน หรือที่อยู่ สิ่งนี้ทำให้มิจฉาชีพสามารถเปลี่ยนจากการสุ่มโทร ไปสู่การออกแบบการหลอกแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Scam) ที่แนบเนียนและน่าเชื่อถือได้มากขึ้น

อีกอินไซต์สำคัญคือ “รูปแบบการหลอก” ที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่เน้นการข่มขู่หรือสร้างสถานการณ์เร่งด่วน มาสู่การแฝงตัวในชีวิตประจำวัน และใช้จังหวะเวลาที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคมากขึ้น หรือที่ทางตำรวจเรียกกันว่า “ปฏิทินโจร” เช่น ช่วงปีใหม่ สงกรานต์ วาเลนไทน์ หรือช่วงยื่นภาษี โดยออกแบบข้อความหรือข้อเสนอให้สอดคล้องกับสถานการณ์เพื่อเพิ่มโอกาสในการหลอกสำเร็จ

ในอีกด้านหนึ่ง “Romance Scam” กลายเป็นหนึ่งในรูปแบบที่สร้างความเสียหายสูงที่สุด โดย พล.ต.ต.ดร.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 ระบุว่า ปัจจุบันการหลอกลวงลักษณะนี้แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ หลอกรักแล้วขอเงิน หลอกรักแล้วแบล็คเมล และหลอกรักแล้วชวนลงทุน ซึ่งรูปแบบสุดท้ายมีสัดส่วนมากที่สุด

กลุ่มอายุที่ตกเป็นเหยื่อสูงสุดคือ 40-49 ปี รองลงมาคือ 50-59 ปี โดยมักเริ่มจากการสร้างความสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์ ก่อนพัฒนาไปสู่การหลอกให้โอนเงินหรือร่วมลงทุน ขณะที่พฤติกรรมที่ควรระวัง หรือพฤติกรรมต้องสงสัย คือ การหลีกเลี่ยงการเจอตัวจริง ไม่ให้เบอร์โทร และเร่งชวนลงทุนในระยะเวลาสั้น

อีกความเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดคือ การนำ AI มาใช้เพิ่มความแนบเนียน โดยเฉพาะการวิดีโอคอลปลอม ทำให้เหยื่อเชื่อได้ง่ายขึ้น

ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังระบุว่า ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา คนไทยสูญเสียเงินจาก Romance Scam ไปแล้วกว่า 33,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าการหลอกลวงรูปแบบนี้กำลังใช้ “ความรู้สึก” เป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงเหยื่อที่ขาดความรัก

ในด้านการรับมือ Whoscall ได้พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อตรวจจับและป้องกันภัยล่วงหน้า โดยหนึ่งในฟีเจอร์หลักคือ “เช็ก” ที่สามารถตรวจสอบเบอร์โทร ลิงก์ หรือแม้แต่ภาพหน้าจอ เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงได้แบบเรียลไทม์

ปัจจุบัน Whoscall มีผู้ใช้งานในไทยราว 35 ล้านเลขหมาย และมียอดดาวน์โหลดเติบโตจากปีที่แล้วกว่า 18-20% โดยเปิดให้ใช้งานทั้งแบบฟรีและพรีเมียม ซึ่งใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน แต่แตกต่างที่ความถี่ในการอัปเดตข้อมูล

ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า มิจฉาชีพกำลังพัฒนาไปไกลกว่าการเป็นอาชญากรรมรายบุคคล แต่กำลังกลายเป็น “อุตสาหกรรม” ที่มีโครงสร้างชัดเจน ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเป็นเครื่องมือหลัก และเลือกประเทศไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ ซึ่งทำให้โจทย์ของสังคมไทยวันนี้ไม่ใช่แค่การรู้ทัน แต่คือการยกระดับการป้องกันทั้งระบบให้ทันกับเกม “Scam” ที่กำลังปรับตัวตามยุคสมัย

 

ภาพรวมสถานการณ์มิจฉาชีพในประเทศไทย ปี 2568

หัวข้อ

รายละเอียดเชิงสถิติและข้อมูล Insight

อันดับในเอเชีย

 

อันดับ 1 ประเทศที่ถูกพุ่งเป้าหลอกลวงมากที่สุดในภูมิภาค

 

จำนวนการหลอกลวงรวม

 

173 ล้านครั้ง (เพิ่มขึ้น 3.16% YoY)

 

ช่องทางหลัก (SMS)

 

134 ล้านข้อความ (คิดเป็นช่องทางที่มีการหลอกลวงสูงสุด)

 

ช่องทางรอง (สายโทร)

 

39 ล้านครั้ง

 

ความเสียหายจาก Romance Scam

สะสมตั้งแต่ปี 2565 สูงถึง 33,000 ล้านบาท

 

ความเสี่ยงของข้อมูลส่วนบุคคล

 

94% ของหมายเลขที่รั่วไหลในไทย เชื่อมโยงถึงชื่อ-นามสกุลจริงได้

 

ฐานผู้ใช้งาน Whoscall

 

35 ล้านเลขหมาย (เติบโตขึ้น 18-20% จากปีก่อน)

 

 

การเปรียบเทียบในภูมิภาคเอเชีย (จำนวนสายโทรและข้อความหลอกลวง)

ประเทศ/เขตการปกครอง

จำนวน (ครั้ง/ข้อความ)

อัตราการเปลี่ยนแปลง (YoY)

ไทย (Thailand)

173 M

+3.16%

ไต้หวัน (Taiwan)

25 M

-36.97%

มาเลเซีย (Malaysia)

7.54 M

+7.52%

ฟิลิปปินส์ (Philippines)

4.93 M

+14.37%

ฮ่องกง (Hong Kong)

4.23 M

-27%

ญี่ปุ่น (Japan)

520 K

+14.73%

 

จุดสังเกตที่น่ากังวล: ขณะที่ประเทศอย่างไต้หวันและฮ่องกงมีสถิติลดลงอย่างมาก แต่ประเทศไทยยังคงมีตัวเลขที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับแนวโน้มภาพรวมในบางพื้นที่ของภูมิภาค