วันนี้ความท้าทายของภาคธุรกิจไม่ใช่แค่การพาองค์กรเติบโต แต่ยังต้องรักษาความอยู่รอดท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำอย่างรวดเร็ว 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จัดงานแถลงข่าวประจำไตรมาส 2 ปี 2569 หัวข้อ ‘แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569’ โดยมีผู้ร่วมแบ่งปันข้อมูล คุณบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist, คุณณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ, คุณธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ, คุณเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ

หากสรุปภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ออกมาเป็น 4 ทิศทางที่จะช่วยให้ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการรู้จัก เข้าใจสถานการณ์ และเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายที่กำลังจะเกิดขึ้น

1.เศรษฐกิจทยอยฟื้นตัว แต่ผู้บริโภคและธุรกิจยังต้องแบกรับเงินเฟ้อ 

แม้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะยังคงคาดการณ์ตัวเลข GDP ของปี 2569 ไว้ที่ 2.0% โดยมองว่าเศรษฐกิจได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาสที่ 2 แต่การฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลังยังคงเป็นไปอย่างระมัดระวัง 

การฟื้นตัวนี้ไม่ได้มาจากปัจจัยภายนอก แต่ขับเคลื่อนด้วยมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐที่เข้ามาเป็นแรงหนุนสำคัญ คำว่าการฟื้นตัว จึงมาพร้อมกับความท้าทายด้านค่าครองชีพและต้นทุนที่สูงขึ้นรอบด้าน ทำให้เกิดแรงกดดันต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค 

ตัวอย่างเช่น

ราคาพลังงานในตลาดโลกที่แม้จะลดลงมาบ้าง แต่จะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับ 80 ปลาย ๆ ถึง 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และจะไม่มีทางกลับไปแตะระดับ 60-70 ดอลลาร์สหรัฐเหมือนช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก

ต้นทุนสะสมที่ผู้ผลิตแบกรับไว้ จะถูกทยอยส่งผ่านไปยังผู้บริโภคในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ส่งผลให้คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะทำสถิติสูงสุดและขยับเข้าใกล้ระดับ 5% ซ้ำเติมด้วยปัญหาภัยแล้งในไตรมาส 4 ที่อาจส่งผลกระทบให้ราคาอาหารสดและผลไม้ปรับตัวแพงขึ้นไปอีก

จากทิศทางของเศรษฐกิจเหล่านี้ นอกจากการพึ่งพาแรงกระตุ้นจากโครงการอย่างเช่น ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนเศรษฐกิจได้ 0.3 – 0.5% ตลอด 4 เดือนของการดำเนินโครงการ 

ภาคธุรกิจจึงต้องระมัดระวังเรื่องการบริหารจัดการต้นทุนอย่างหนัก ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงภายนอกอย่างใกล้ชิด เช่น ความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา ที่อาจกระทบต่อการส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปีอีกด้วย

2.ภาคการผลิตติดลบ ท่องเที่ยวเบาบาง ต้นทุนคือฝันร้าย 

ในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 ภาคธุรกิจยังคงอยู่ในสภาวะเปราะบาง สะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจในเดือนพฤษภาคมที่ลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 5 ปี โดยมีตัวฉุดรั้งที่สำคัญที่สุดคือ ปัญหา ‘ต้นทุน’ และยังอยู่ในเบื้องหลังของการหดตัวในหลายภาคส่วน ที่มาพร้อมกับการแข่งขันที่ดุเดือดจากสินค้านำเข้า 

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยพบว่า ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมคาดว่าจะติดลบ 0.5% ซึ่งถือเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ตลอดจนภาคธุรกิจอื่น ๆ ต่างก็ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างเช่น ราคาวัตถุดิบและสินค้าโภคภัณฑ์หลายตัวสูงกว่าช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง เช่น ‘ซัลเฟอร์’ (กำมะถัน) ที่จีนสั่งห้ามส่งออก ส่งผลกระทบชิ่งไปยังหลายอุตสาหกรรม

จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและเที่ยวบินจากตลาดหลักปรับตัวลดลง ทำให้ต้องหั่นเป้าหมายนักท่องเที่ยวทั้งปีลงเหลือเพียง 30 ล้านคน ซึ่งต่ำกว่าปี 2568 ที่ทำได้ 33 ล้านคน

แม้ไตรมาส 4 ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก เช่น IMF – World Bank Group Annual Meetings และ Tomorrowland แต่ก็มองว่าจะช่วยกระตุ้นได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น

ทำให้เห็นว่าแม้จะมีมาตรการรัฐคอยประคอง แต่สิ่งที่สร้างความกังวลใจให้ผู้ประกอบการมากที่สุดกลับเป็นปัญหาต้นทุน ยอดขายที่ลดลง ที่ภาคธุรกิจต้องการให้ภาครัฐเร่งออก ‘มาตรการบรรเทาผลกระทบด้านต้นทุน’ เป็นอันดับแรก

3.สินเชื่อโตกระจุก หนี้เสียซ่อนรูป 

ตัวเลขสินเชื่อที่ดูเหมือนจะฟื้นตัวได้ กลายเป็นคอนเทนต์ลวงตาที่ซ่อนความเปราะบางของระบบการเงินเอาไว้เบื้องหลัง แม้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะปรับคาดการณ์สินเชื่อรวมมาเป็นบวกที่ 0.5% แต่นั่นเกิดจากการกู้ยืมของ ‘ธุรกิจรายใหญ่’ และ ‘ภาครัฐ’ เป็นหลัก 

หากหักการกู้ยืมของภาครัฐออกไป สินเชื่อแทบจะไม่มีการเติบโตเลย ในขณะที่สินเชื่อของกลุ่ม SME และสินเชื่อรายย่อยยังคงหดตัวอย่างต่อเนื่อง ความเฉพาะเจาะจงของวิกฤตการเงินนี้ สะท้อนตัวตนของธุรกิจแต่ละขนาดได้อย่างชัดเจน

ตัวเลขหนี้เสีย (NPL) ที่ดูทรงตัวระดับเกือบ 3% เกิดจากการที่สถาบันการเงินและธุรกิจต้องทำงานหลังบ้านเจรจา ‘ปรับโครงสร้างหนี้’ กันอย่างหนักหน่วง

จากการสำรวจพบว่าผู้ประกอบการ SME กว่า 40% ต้องเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว เนื่องจากยอดขายตกและขาดสภาพคล่อง

4.AI พลิกโฉมโลก และสงครามแย่งชิงทรัพยากร 

AI ไม่ได้เป็นแค่เทคโนโลยีที่ช่วยสะกดคำหรือร่างอีเมลอีกต่อไป แต่ในปี 2569 โลกกำลังเข้าสู่ภาวะที่ AI เข้ามามีอิทธิพลต่อภูมิรัฐศาสตร์และทรัพยากรของโลกอย่างรุนแรง 

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกในยุคปัจจุบันพิสูจน์แล้วว่า โลกเปลี่ยนจากการปะทะกันแบบดั้งเดิมมาสู่แบบสมองกล เช่น การใช้โดรนโจมตีที่มีต้นทุนถูกกว่าจรวดสกัดกั้นถึง 100 เท่า ส่งเสริมให้ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างแย่งชิงกันสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และ Data Center จนเกิดการแย่งชิงทรัพยากรระดับโลก ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าปัจจัยนี้ กำลังดึงทรัพยากรของโลกไปอย่างมหาศาล

โดยอุตสาหกรรม AI ต้องการองค์ประกอบแบบ ‘เค้ก 5 ชั้น’ ได้แก่ พลังงาน, ชิปประมวลผล, โครงสร้างพื้นฐาน, โมเดล, และแอปพลิเคชัน

ซึ่งปัจจุบัน AI กินพลังงานโลก 5% และคาดว่าจะพุ่งเป็น 15% ภายใน 5 ปี จนเกิดปัญหาไฟฟ้าไม่พอใช้ หรือการที่ Data Center 1 แห่ง ใช้ ‘ทองแดง’ มากกว่าปกติถึง 5 เท่า ทำให้ความต้องการทั่วโลกพุ่งสูงถึง 10 ล้านตันต่อปี ซึ่งผลิตไม่ทัน

ดังนั้น เมื่อรัฐบาลและ Big Tech ทุกประเทศแย่งกันกู้เงินเพื่อลงทุนด้าน AI หลายแสนล้านดอลลาร์ การแย่งชิงแรงงาน พลังงาน และทองแดง จะเป็นตัวผลักดันให้เกิด ‘ภาวะเงินเฟ้อ’ ทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้อัตราดอกเบี้ยโลกไม่สามารถปรับลดลงได้ง่าย ๆ อีกต่อไป