แม้จีนจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านฐานการผลิตของโลกไปแล้ว แต่หากถามผู้บริโภคทั่วโลกว่าอยากได้สินค้าจากประเทศไหนมากที่สุด
ชื่อแรก ๆ ที่ทุกคนนึกถึงย่อมหนีไม่พ้น ‘ญี่ปุ่น’
หลายสิบปีมานี้คำว่า Made in Japan กลายเป็นตราประทับที่การันตีเรื่องคุณภาพไปแล้วโดยปริยาย
เพราะสินค้าญี่ปุ่นคือตัวแทนของความประณีต ความทนทาน และความใส่ใจในดีเทลเล็กๆ น้อยๆ ที่ผ่านการควบคุมมาตรฐานมาอย่างเข้มงวด
ทว่าเบื้องหลังความเนี๊ยบของสินค้าที่ทุกคนมองเห็น สิ่งที่ซ่อนอยู่และหลายคนนึกไม่ถึง คือ ‘วิธีคิดและการตลาด’ ที่เต็มไปด้วยความใส่ใจในความเป็นมนุษย์
ยาคูลท์: แบรนด์เกือบศตวรรษ กับการตลาดที่มอง ‘ลูกค้า’ เป็น ‘มนุษย์’
คุณจิรภัทร กาญจนโนสถ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม กลุ่มบริษัท ฮาคูโฮโด อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้ยกตัวอย่างแบรนด์ยาคูลท์ (Yakult) ที่ประสบความสำเร็จต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1935
โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 1963 กับการกำเนิดของ “สาวยาคูลท์”
ความน่าสนใจคือ ในแต่ละประเทศ สาวยาคูลท์จะแต่งตัวไม่เหมือนกันเลย เพราะแบรนด์ปรับเปลี่ยนชุดตามสภาพอากาศของพื้นที่นั้นๆ เพื่อให้คนทำงานอยู่ได้อย่างสบายที่สุด
และเมื่อญี่ปุ่นก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ยาคูลท์ไม่ได้มองพวกเขาแค่ในเชิงของลูกค้า แต่มองลึกไปถึงการใช้ชีวิต ความเป็นอยู่ จนแบรนด์ได้เห็นถึงความเหงาและความโดดเดี่ยวของเหล่าผู้สูงวัย
แบรนด์จึงส่งสาวยาคูลท์เข้าไปอยู่ในชุมชน คอยพูดคุย ทักทาย ช่วยลดความเครียด และคลายความเหงา จนกลายเป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้สูงอายุในบ้านนั้นกำลังป่วย
ทำให้ภาพจำของสาวยาคูลท์ไม่ใช่แค่คนส่งมอบสินค้า แต่เป็นเหมือนตัวแทนความห่วงใยจากแบรนด์
“ถ้าเรามองลูกค้าเป็นแค่ ‘ผู้บริโภค’ (Consumer) แบรนด์จะสนใจแค่ว่าเขาซื้อยังไง ดื่มตอนไหน
แต่ถ้าเรามองเขาเป็น ‘มนุษย์’ คนหนึ่งที่มีชีวิตในทุกๆ วัน
แบรนด์จะมองลึกลงไปว่า วันนี้เขาใช้ชีวิตอย่างไร และแบรนด์จะเข้าไปช่วยให้ชีวิตของเขาดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง”
ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมในประเด็นนี้ว่า
แบรนด์ญี่ปุ่นในยุคนี้ไม่ได้มองกันแค่คำว่า Consumer อีกต่อไปแล้ว และไม่ได้มองจำกัดอยู่แค่คำว่าคู่แข่งที่ต้องเอาชนะหักโค่นกัน
แต่แบรนด์ญี่ปุ่นมองทุกฝ่ายเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
สังเกตได้ว่าในญี่ปุ่น แม้จะมีเจ้าตลาดอยู่เพียงไม่กี่ราย แต่พวกเขาก็พูดชมเชยและเกื้อกูลกันเป็นเรื่องปกติ ซึ่งเป็นภาพที่หาได้ยากเมื่อเทียบกับในฝั่งยุโรปที่มักจะหลีกเลี่ยงการเอ่ยถึงคู่แข่ง
กลับสู่ ‘แก่น’ เพื่อความยั่งยืนข้ามศตวรรษ
ในยุคที่โลกผันผวนอย่างรวดเร็ว ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ นักยุทธศาสตร์และที่ปรึกษาองค์กรระดับประเทศ ได้ให้มุมมองว่า
“กลยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในปัจจุบัน คือการกลับมาตั้งหลักที่ ‘แก่น’ และความเรียบง่าย
ภูมิปัญญาการบริหารแบบญี่ปุ่นไม่ได้มองเพียงแค่การเอาตัวรอดหรือทำกำไรระยะสั้น
แต่คือการสร้างองค์กรให้มีจิตวิญญาณและเติบโตเกื้อกูลไปพร้อมกับสังคม”
แนวคิดและวิถีการตลาดทั้งหมดนี้คือหัวใจสำคัญที่ ผศ.ดร.ปณิธาน จันทองจีน ประธานหลักสูตร และอาจารย์ภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ นำมาดีไซน์เป็นหลักสูตร ZEN Marketing Executive Program 2026
เพื่อช่วยให้ผู้บริหารไทยสามารถสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนข้ามศตวรรษ ผ่าน 3 เสาหลัก คือ
การทำความเข้าใจลูกค้าอย่างจริงใจ, การสร้างแบรนด์ และการทำตลาดในยุค AI
โดยดึงเอาเอกลักษณ์เฉพาะตัวของปรัชญาญี่ปุ่นมาปรับใช้จริง
หากคุณเป็นผู้บริหารหรือนักการตลาดที่สนใจต้องการแลกเปลี่ยนแนวคิด และเจาะลึกปรัชญาการบริหารรูปแบบนี้เพิ่มเติม
สามารถศึกษาข้อมูลต่อได้ในหลักสูตร ZEN Marketing Executive Program 2026 หลักสูตรวุฒิบัตรจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
(ผู้เข้าเรียนตามเกณฑ์ 80% จะได้รับวุฒิบัตรและเข้าร่วมเครือข่ายศิษย์เก่าของจุฬาฯ)
ความน่าสนใจของหลักสูตรในปีนี้:
-
การรวมตัวของกูรูตัวจริง: ถ่ายทอดความรู้จากนักวิชาการ และผู้บริหารระดับสูงทั้งชาวไทย ญี่ปุ่น และต่างชาติ ที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ตรง
-
เนื้อหาที่เข้มข้นและร่วมสมัย: มุ่งเน้นการผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับบริบทธุรกิจยุคใหม่ นำทีมโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ อาทิ
-
พื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดที่เป็นกันเอง: นอกเหนือจากการเรียนช่วงบ่ายวันศุกร์แล้ว ยังมีเซสชัน Dinner Talk ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้นั่งพูดคุยและปรึกษากับวิทยากรอย่างใกล้ชิด
-
การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง: ทริปทัศนศึกษาทั้งในและต่างประเทศ ที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ร่วมคลาสได้เข้าไปซึมซับวิถีชีวิต และทำความเข้าใจเบื้องหลังความสำเร็จขององค์กรชั้นนำอย่างแท้จริง
สำหรับผู้บริหารที่ต้องการเติมเต็มมุมมองการตลาดที่ยั่งยืน และร่วมสร้างมรดกทางธุรกิจข้ามศตวรรษ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ZEN Marketing Executive Program 2026
