ในยุคที่หน้าจอทีวีดั้งเดิมกำลังเผชิญกับมรสุม Digital Disruption เรตติ้งดิ่งลง เม็ดเงินโฆษณาย้ายฝั่ง รายการโทรทัศน์จำนวนมากต้องปิดตัวหรือเลิกทำ
แต่กลับมีอยู่รายการหนึ่งที่ยังคงอยู่ได้ถึง 20 ปีแล้ว
คือรายการ “ตีท้ายครัว”
ที่มาที่ไปของรายการนี้ต้องย้อนไปถึงออกอากาศครั้งแรกในปี พ.ศ. 2549
รายการนี้อยู่ภายใต้การผลิตของ บริษัท เงาะถอดรูป จำกัด นำโดย 3 ผู้จัดและผู้บริหารหลักอย่าง “ดุ๊ก” ภาณุเดช วัฒนสุชาติ “ต้น” ณฐนนท์ ชลลัมพี และ “จ๋า” ยศสินี ณ นคร
แต่ก่อนจะมาเป็นรายการเปิดบ้านดาราอันดับหนึ่ง ทั้ง 3 คนเริ่มต้นทำรายการ “เงาะถอดรูป” ตามชื่อบริษัท
เป็นรายการแนวบุกรื้อและรีโนเวทปรับโฉมอาคารและบ้านเรือนให้ดูสวยงาม
แต่ทำได้ไม่ถึง 1 ปี ก็เปลี่ยนมาทำเป็นรายการตีท้ายครัว
ออกอากาศช่วงบ่ายของวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะสำหรับคนกลุ่มครอบครัวที่หาอะไรดูในวันพักผ่อน
การปรับรายการเกิดขึ้นเพราะเล็งเห็นว่าคนไทยในยุคนั้นมีความสนใจเรื่องราวส่วนตัวและไลฟ์สไตล์ของคนดัง
ใช้คอนเซปต์รายการแบบพาไปบุกบ้าน นั่งคุยกันแบบสบายๆ และเป็นกันเอง
พิธีกรชุดแรกเป็น “หนุ่ม” กรรชัย, “โอ๋” ภัคจีรา, “กอล์ฟ” เบญจพล และ “อาร์ต” พลังธรรม
ต่อมาก็เปลี่ยนจาก “กอล์ฟ” มาเป็น “มดดำ” คชาภา และยุคหลังมี “ป๋อ” ณัฐวุฒิ และ “วิลลี่” เข้ามาเป็นพิธีกร
เมื่อทำไปได้สักระยะหนึ่ง รายการนี้ก็เริ่มมีเรตติ้งดี มีคนสนใจมาก เพราะเป็นรายการแรกๆ ที่ทำให้คนคนดังยอมเปิดบ้านให้เข้าไปถ่ายทำ
บางคนไปถึงห้องนอน เปิดตู้เสื้อผ้า เปิดเก๊ะ เปิดลิ้นชัก ว่ามีของหรือเครื่องใช้อะไรอยู่บ้าง
เป็นไปตามสโลแกนของรายการว่า “ไม่เข้าตามตรอก ไม่ออกตามประตู”
มีดาราและคนดังมากมายที่เคยมาเป็นแขกรับเชิญในรายการนี้
ผู้ว่าฯ กทม. อย่าง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นแขกรับเชิญ มาเปิดบ้านให้คนทั่วไปได้เห็นผ่านรายการนี้เช่นกัน
เทปล่าสุดก็ได้อดีตพระเอกดังอย่าง “หนุ่ม” ศรราม มาออกรายการ เล่ารื้อฟื้นความทรงจำ และบอกเล่าเรื่องราวส่วนตัว เป็นหนึ่งในเทปที่มีคนสนใจเป็นจำนวนมาก
ก่อนหน้านี้ก็มี “น้ำฝน” กุลณัฐ อดีตนางเอกดัง ที่มาออกรายการ และบอกเล่าถึงเรื่องราวชีวิตที่ผ่านมา หลังจากหายหน้าหายตาจากวงการบันเทิงไปนาน
อ่านมาถึงตรงนี้แล้วจะเห็นได้ว่า ตีท้ายครัวมีจุดแข็งอยู่อย่างหนึ่งที่ใครมาทำตามได้ยากมาก
คือ “พิธีกร” และ “เนื้อหารายการ”
เกิดขึ้นได้เพราะพิธีกรเป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับคนในวงการ และเป็นคนที่ได้รับการนับถืออยู่แล้ว
จึงสามารถทำรายการที่ไปให้ดาราและคนดังมาเปิดบ้าน ให้เข้าไปเปิดห้องนอน หรือมุมต่างๆ ของบ้านได้
หรือในบางครั้ง ก็สามารถถามคำถามตรงๆ แบบเปิดใจ ในแบบที่ถ้าไม่สนิทกันก็ไม่มีใครกล้าถามได้
ถ้าไม่ใช่ตีท้ายครัวที่ไปถาม ไปคุย เรื่องเหล่านั้นก็คงไม่ได้ออกมาให้คนทั่วไปได้เห็นทางทีวีแน่นอน
ขณะที่ตัวเนื้อหารายการก็เน้นการพูดคุยแบบสบายๆ เหมือนไปเปิดบ้านคุย ไม่ได้เป็นรายการประเด็นเนื้อหาหนัก หรือเป็นรายการขยี้ประเด็นร้อนในสังคม
คนดูก็ชอบ เพราะได้รู้เรื่องราวส่วนตัว มุมมองจากคนดังที่หาไม่ได้จากที่อื่น
และด้วยการดำเนินเรื่องแบบคุยกัน ไม่ได้เป็นแนวสัมภาษณ์ทางการ คนดูก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นการจัดฉาก
หากดูในเชิงธุรกิจ ตีท้ายครัวอาศัย “ความน่าเชื่อถือ” (Trust) และ “ความสัมพันธ์” (Connection) ที่เข้าถึงบ้านดาราและคนดัง
เกิดเป็น “ป้อมปราการ” (Moat) ทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ไม่มีใครสามารถเข้ามาตีได้
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการปรับตัวเข้ากับยุคสมัยที่คนใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักในการรับข้อมูลข่าวสาร
มีการทำช่องทางโซเชียลมีเดีย ตัดคลิปช่วงสั้น หรือช่วงเด็ด ทำให้คนที่ไม่ได้ดูทีวีวันอาทิตย์ก็ยังเจอรายการนี้บนฟีดของตัวเองอยู่ดี
รายการก็สามารถดึงฐานคนดูรุ่นใหม่ด้วย ไม่ใช่แค่คนที่ดูมาตั้งแต่ยุคแรก
ในเชิงธุรกิจ บริษัท เงาะถอดรูป จำกัด ก็ยังคงอยู่ได้ แม้รายได้และกำไรจะหดตัวลงบ้างตามการเปลี่ยนแปลงของตลาดสื่อทีวี
2566 รายได้ 96 ล้านบาท กำไร 16 ล้านบาท
2567 รายได้ 79 ล้านบาท กำไร 10 ล้านบาท
2568 รายได้ 64 ล้านบาท กำไร 6 ล้านบาท
บทสรุปของ “ตีท้ายครัว” ในวัย 20 ปี จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ
เป็นรายการที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ท่ามกลางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป แต่ถ้าธุรกิจสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภค และมีจุดแข็งที่ไม่มีใครสามารถทำเลียนแบบได้
ตัวธุรกิจก็สามารถอยู่ได้ในระยะยาว โดยไม่ต้องเปลี่ยนสูตรอะไรมากมาย เพราะมาถูกทางตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
