คุณเคยสังเกตคนในออฟฟิศที่มาทำงานทุกวัน นั่งโต๊ะตรงเวลา ทำงานเสร็จ แล้วก็ล็อกเอาท์กลับบ้านแบบนิ่งๆ ไหม ภายนอกพวกเขาอาจดูปกติ แต่ข้างในพวกเขาอาจจะกำลังหมดแรงจูงใจและแตกสลายอย่างเงียบๆ
สิ่งนี้มีชื่อเรียกว่า “ภาวะเริ่มหมดไฟแบบเงียบ” หรือ Quiet Cracking
ในอดีตเราคุ้นเคยกับคำว่า Burnout หรือภาวะความเหนื่อยล้าทางอารมณ์และร่างกายอย่างรุนแรง ซึ่งเกิดจากความเครียดเรื้อรังในการทำงาน แต่สำหรับ Quiet Cracking เราจะเห็นว่าพนักงานยังคงทำงานต่อไปแบบเงียบๆ แต่ใจไม่ได้ผูกพันกับองค์กรอีกแล้ว
รายงานจาก โรเบิร์ต วอลเทอร์ส (Robert Walters) ในปี 2026 เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า พนักงานกว่า 60% ยอมรับว่าตัวเองกำลังเผชิญกับความรู้สึกนี้บ่อยครั้ง และอีกเกือบ 1 ใน 4 ก็รู้สึกเป็นพักๆ
แล้วความเงียบนี้ กำลังส่งเสียงดังแค่ไหนในที่ทำงาน?
ปัญหาไม่ได้จบแค่ที่โต๊ะทำงานของใครคนหนึ่ง จากปัญหาความรู้สึกส่วนตัว กำลังลุกลามสู่วิกฤตของทีม เกือบ 2 ใน 5 ของพนักงานไทยยอมรับว่า การเห็นเพื่อนร่วมงานหมดไฟ ทำให้กำลังใจของพวกเขาลดลงตามไปด้วย กว่า 50% สังเกตเห็นภาวะนี้รอบตัว และสัญญาณที่ชัดเจนคือการทำงานร่วมกันที่น้อยลง 44% คนขาดสมาธิ 27% และมีส่วนร่วมในห้องประชุมน้อยลง 20%
ผลกระทบที่ตามมาคือ เกือบ 3 ใน 4 ขององค์กรในไทยมองว่าพนักงานขาดความผูกพัน และกว่า 7 ใน 10 องค์กรยอมรับว่าประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานกำลังลดลงอย่างเห็นได้ชัด
สอดคล้องกับฝั่งอเมริกาจากผลสำรวจของ TalentLMS ในปี 2025 ที่ระบุว่า พนักงาน 54% กำลังเผชิญกับภาวะเริ่มหมดไฟแบบเงียบเช่นกัน ปัญหาในที่ทำงานปี 2026 จึงก้าวเข้าสู่ระยะที่เรียกว่า “ภาวะความผูกพันในองค์กรถดถอย” อย่างเต็มตัว
ในระดับโลกเอง รายงานของ Gallup ปี 2025 ก็ตอกย้ำว่า ความผูกพันของพนักงานทั่วโลกลดลงเหลือเพียง 21% สร้างความสูญเสียด้านผลิตภาพมหาศาลถึง 438 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024
คำถามคือทำไมคนทำงานถึงรู้สึกว่างเปล่าขนาดนี้…ตัวเลขให้คำตอบกับเราว่า มันเกิดจากความรู้สึกไม่มั่นคงและการไม่ถูกมองเห็น
โดยข้อมูลในปี 2025 ระบุว่า พนักงาน 82% รู้สึกมั่นคงกับงานในวันนี้ แต่พอถามถึงอนาคตกับบริษัท ตัวเลขกลับลดลงเหลือแค่ 62% และมีถึง 18% ที่ไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีอนาคตระยะยาวกับที่นี่หรือไม่
นอกจากนี้ พนักงานที่เผชิญภาวะนี้อย่างต่อเนื่องถึง 68% มีโอกาสน้อยมากที่จะรู้สึกว่าตัวเองมีค่าและได้รับการยอมรับ แถม 47% ของคนที่กำลังแตกสลายเงียบๆ ยังรู้สึกว่าหัวหน้าไม่ได้ฟังสิ่งที่พวกเขาพูดเลย
รายงานของโรเบิร์ต วอลเทอร์ส ปี 2026 ระบุว่า พนักงาน 56% ต้องการโอกาสเติบโตและความก้าวหน้าในสายอาชีพ แปลเป็นอารมณ์ความรู้สึกง่ายๆ คือ คนทำงานแค่ต้องการ “ความหวัง” ว่าวันพรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้ และต้องการรู้ว่าตัวเองยังมีความหมายกับองค์กร
ขณะที่พนักงาน 37% ต้องการผู้นำที่กำหนดทิศทางชัดเจน และ 32% ต้องการผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจได้ รวมถึงพนักงาน 24% ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวกที่เปิดกว้าง และ 16% ต้องการความยืดหยุ่นด้านเวลาและสถานที่
องค์กรกว่า 50% ในไทยจึงเริ่มปรับตัวเพื่อรับมือ โดยจัดให้มีการพูดคุยรับฟังทีมงานอย่างสม่ำเสมอ 31% เน้นการยกย่องชื่นชมความสำเร็จ และ 14% นำการทำงานแบบยืดหยุ่นมาใช้
ถามว่าเราจะหยุดการแตกสลายอย่างเงียบๆ นี้ได้อย่างไร…ทางออกไม่ใช่การให้สวัสดิการฉาบฉวย แต่คือการสร้างความหมายและพื้นที่ปลอดภัย
ข้อมูลจาก TalentLMS ชี้ว่า พนักงานที่ไม่ได้รับการอบรมหรือพัฒนาเลย จะมีแนวโน้มรู้สึกไม่มั่นคงในงานเพิ่มขึ้นถึง 140% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการเรียนรู้และการพัฒนาตัวเอง คือเกราะป้องกันความรู้สึกเคว้งคว้างได้ดีที่สุด
การที่พนักงานจะผูกพันกับองค์กร ไม่ได้เกิดจากกิจกรรมเพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากการสื่อสารที่เปิดกว้างและการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้พวกเขาได้พูดความรู้สึก วัฒนธรรมการทำงานแบบที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและความกลัว จะยิ่งบ่อนทำลายองค์กรจากภายใน
ความสำเร็จของผู้นำในปี 2026 จึงไม่ได้อยู่ที่การตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ เพียงครั้งเดียว แต่อยู่ที่ความใส่ใจและการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพในทุกๆ วัน ท่ามกลางความท้าทายรอบด้านอย่างเรื่อง AI หรือการเข้าถึงฐานเงินเดือนที่ทำให้การต่อรองยากขึ้น
อ้างอิง:
Robert Walters: รายงาน Talent Trends 2026 และผลสำรวจเรื่องภาวะเริ่มหมดไฟแบบเงียบในประเทศไทย
TalentLMS: รายงานวิจัย Quiet Cracking: A Hidden Workplace Crisis (2025)
US Chamber of Commerce: บทความ ‘Quiet Cracking’ Is Killing Productivity (2025)
Gallup: รายงาน State of the Global Workplace 2025
