ถ้าคุณเลื่อนฟีดวิดีโอสั้นในช่วงนี้ มีโอกาสไม่น้อยที่จะเจอคลิปแปลกประหลาดบางอย่าง 

แมวสีส้มกำลังทะเลาะกับแมวสีขาวผู้มั่งคั่ง  สุนัขบิชอนฟรีสแต่งชุดเจ้าหญิง ฮิปโปเป็นฮองเฮา หรือแมวแรงงานที่ถูกดูถูก ก่อนจะกลับมาแก้แค้นในตอนถัดไป  ดราม่าหนัก อารมณ์จัด และจบด้วยฉากค้างคาชวนให้กดตอนต่อไป

จนบางทีก็อยากตั้งคำถามว่าโลกเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร จุดที่คนนั่งดูละครน้ำเน่าแต่ตัวละครคือแมวกำลัง ตบตีกันแย่งพระเอกที่เป็นแมวหล่ออีกที

ซึ่งตัวละครทั้งหมดเหล่านี้ถูกสร้างโดย AI และสิ่งที่ดูเหมือนมีมขำ ๆ บนอินเทอร์เน็ตนี้ กำลังกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ใหม่ที่เติบโตเร็วที่สุดของจีน

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยคอนเทนต์สั้นที่แย่งชิงความสนใจผู้ชมทุกวินาที สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นบนอินเทอร์เน็ตจีนอาจดูเหมือนเรื่องตลกในตอนแรก ไม่ว่าจะเป็นคลิปแมวทะเลาะกับสุนัข คลิปบิชอนฟรีสปลอมตัวเป็นเจ้าหญิง หรือแมวแรงงานที่ถูกแมวชนชั้นสูงดูถูกก่อนจะพลิกชีวิตตัวเองก็ดี

เหมือนฟังดูไร้สาระแต่เบื้องหลังความน่ารักปนดราม่าน้ำเน่าเหล่านี้ กลับกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ประเภทใหม่ที่เติบโตเร็วที่สุดของจีน โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มอย่าง Douyin และ Xiaohongshu คลิปสั้นแนวตั้งความยาวไม่ถึงหนึ่งนาทีที่มีตัวเอกเป็นสัตว์กำลังครองฟีดผู้ใช้นับล้าน

สัตว์เหล่านี้ไม่ได้ถูกถ่ายจริง ไม่ได้มีนักแสดง และไม่ได้มีสตูดิโอ แต่ถูกสร้างขึ้นโดย AI ทั้งหมด ตั้งแต่บทภาพยนตร์ ภาพเคลื่อนไหว เสียงพากย์ ไปจนถึงการตัดต่อ และสิ่งที่เริ่มต้นเหมือนมีมบนอินเทอร์เน็ต กำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมมูลค่าหลายหมื่นล้านหยวน

ละครน้ำเน่า + สัตว์น่ารัก = สูตรสำเร็จของไวรัล

จีนมีตลาด micro-drama หรือละครสั้นสำหรับมือถือที่เติบโตอย่างรวดเร็วอยู่แล้ว หนึ่ง EP ยาวเพียง 30–60 วินาที แต่เต็มไปด้วยเนื้อเรื่องเข้มข้นและจบด้วย cliffhanger ที่ทำให้ผู้ชมต้องกดดูตอนต่อไป

เช่นเดียวกันกับละครแนวตั้งประเภทอื่น ๆ สูตรนี้ถูกนำมาใช้กับละครสัตว์ที่สร้างโดย AI ผลลัพธ์คือเนื้อเรื่องที่ผู้ชมคุ้นเคย เช่น การกลับมาแก้แค้นของแมวชนชั้นแรงงานที่ถูกแมวชนชั้นสูงดูถูก สุนัขสาวถูกกลั่นแกล้งในวัง บิชอนฟรีสปลอมตัวเป็นเจ้าหญิง  แมวส้มสู้ชีวิตจากเด็กเสิร์ฟกลายเป็นเศรษฐี  ฮิปโปฮองเฮาชิงดีชิงเด่นกับฮิปโปสนม  ทั้งหมดถูกเล่าในโทน ดราม่าเกินจริงแบบละครน้ำเน่า

สิ่งที่ทำให้มันทรงพลังคือความขัดแย้งระหว่างเนื้อหาดราม่าหนักกับความน่ารักของตัวละคร ผู้ชมจึงรู้สึกทั้งขำ ทั้งอิน ทั้งอยากรู้ตอนต่อไป และแม้จะไม่เข้าใจภาษาจีน ผู้ชมจำนวนมากก็ยังติดตามเรื่องราวได้จากภาพ สีหน้า และดนตรีประกอบ

ยุคของ AI ใครก็เป็นครีเอเตอร์ได้

สิ่งที่ทำให้กระแสนี้บูมมากเป็นเพราะต้นทุนการผลิตที่ลดลงอย่างมหาศาลจากสตูดิโอแบบเดิม ในอดีต การผลิตแอนิเมชั่นหนึ่งเรื่องต้องใช้ทีมวาดภาพ นักพากย์ นักตัดต่อ นักแต่งเพลง และสตูดิโอขนาดคุณภาพ แต่ในยุค AI กระบวนการทั้งหมดถูกย่อให้เหลือเพียง Prompt + ซอฟต์แวร์ ซึ่ง AI สามารถทำให้คุณได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งเขียนบท สร้างสตอรี่บอร์ด สร้างตัวละคร ทำแอนิเมชั่น พากย์เสียง ใส่ดนตรี ทั้งหมดในระบบเดียว ใช้ทีมงานเพียง 1–2 คน ก็สามารถผลิตซีรีส์ได้แล้ว บางคนสร้างทั้งซีซันในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

ต้นทุนการผลิตลดลงเกือบ 90% จากเดิม ก่อนยุค AI แอนิเมชั่นต้นทุนประมาณ 20,000–30,000 หยวนต่อนาที แต่เมื่อใช้ AI ต้นทุนลดเหลือ ต่ำกว่า 2,000 หยวนต่อนาที ลดลงมากกว่า 90% ขณะที่เวลาในการผลิตจากหลายเดือนเหลือเพียงประมาณ 15 วัน นี่คือเหตุผลที่อุตสาหกรรมนี้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะมันลดกำแพงการเข้าสู่ตลาด คนทั่วไปสามารถสร้างซีรีส์ของตัวเองได้

Link : 

จากมีมอินเทอร์เน็ตสู่ตลาดหมื่นล้าน

ข้อมูลในอุตสาหกรรมชี้ให้เห็นว่าการเติบโตนี้ไม่ได้เป็นแค่ไวรัลชั่วคราว ตลาด AI animation drama ของจีนเมื่อช่วงต้นปี 2024 มีมูลค่าประมาณ 3 พันล้านหยวน ชณะที่สิ้นปี 2025 เติบโตเป็น 2 หมื่นล้านหยวน เพิ่มขึ้นกว่า 7 เท่าในหนึ่งปี 

ด้านการผลิตก็เติบโตแบบก้าวกระโดด ต้นปี 2024 ยังอยู่ที่ประมาณ 50 เรื่องต่อเดือน แต่ปลายปี 2024 กลับกระโดดมาที่ประมาณ 1,000 เรื่องต่อเดือน และปลายปี 2025 ก็เพิ่มขึ้นมากกว่า 10,000 เรื่องต่อเดือน หรือประมาณ 300 เรื่องต่อวัน 

เมื่อเทียบกับญี่ปุ่นซึ่งเป็นมหาอำนาจแอนิเมชั่นของโลกที่ผลิตซีรีส์ประมาณ 300 เรื่องต่อปี ตัวเลขนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรม

ละครสั้นต่อยอดจากยอดวิวสู่การขายสินค้า

โมเดลรายได้ของละครสัตว์ AI คล้ายกับคอนเทนต์อินฟลูเอนเซอร์ รายได้หลักมาจากโฆษณาแพลตฟอร์ม  Product placement รวมถึงการขายสินค้า ครีเอเตอร์ชั้นนำบางรายรายงานรายได้ประมาณ 20,000 หยวนต่อเดือน (ราว 100,000 บาท) จากโฆษณาเพียงอย่างเดียว 

สัตว์ AI ยังถูกใช้เป็น virtual influencer เพื่อโปรโมตสินค้า เช่น อาหารสัตว์ อุปกรณ์สัตว์เลี้ยง และของเล่น

ความแตกต่างระหว่าง AI จีนและสหรัฐ

สิ่งที่น่าสนใจคือแนวทางของจีนกับสหรัฐใน AI ต่างกันอย่างชัดเจน สหรัฐมุ่งเน้นเทคโนโลยีขั้นสูง การดึงดูดเงินลงทุน ตลอดจนโมเดลพื้นฐานระดับโลก ในขณะที่จีนมุ่งเน้นการใช้งานจริงในอุตสาหกรรม  

เครื่องมือ AI จำนวนมากถูกพัฒนาในประเทศเอง เช่น โมเดลวิดีโอจีนมีต้นทุนประมาณ 0.3 หยวนต่อวินาที ในขณะที่โมเดลอเมริกันบางตัวมีต้นทุน 0.3–0.5 ดอลลาร์ต่อวินาที หรือแพงกว่าหลายเท่า ต้นทุนที่ถูกกว่าอย่างมากทำให้จีนสามารถผลิตคอนเทนต์ในระดับอุตสาหกรรมได้

อย่างไรก็ดี แม้กระแสนี้จะเปิดโอกาสให้ผู้สร้างหน้าใหม่จำนวนมาก แต่มันก็สร้างคำถามสำคัญต่อการอยู่รอดของอาชีพนักวาด นักเขียนบท นักสร้างแอนิเมชั่น เพราะคอนเทนต์ที่สร้างด้วย AI ไม่มีค่าแรงศิลปิน ผลิตได้เร็วกว่า และต้นทุนต่ำกว่ามาก 

ทำให้หลายคนกังวลว่างานสร้างสรรค์ของมนุษย์จะถูกลดคุณค่า ขณะเดียวกัน ยังเกิดคำถามเรื่องลิขสิทธิ์ ความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นต้นฉบับ เมื่อ AI สามารถสร้างเรื่องราวจำนวนมหาศาลจากสูตรสำเร็จเดียวกัน

เนื่องจากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในจีนอาจเป็นตัวอย่างของอนาคตคอนเทนต์ทั่วโลก สิ่งที่ต้องจับตาจากเทรนด์นี้คือเมื่อ AI ทำให้การผลิตถูกลง การสร้างเรื่องเร็วขึ้น และคนธรรมดากลายเป็นสตูดิโอได้ โลกจะมีคอนเทนต์จำนวนมหาศาล แต่คำถามสำคัญคือในยุคที่เรื่องราวถูกผลิตโดยอัลกอริทึมผู้ชมจะยังให้คุณค่ากับความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์หรือไม่  และบางทีการอกหักของแมวส้มในละคร AI กำลังสะท้อนการเสพสื่อที่เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมบันเทิงโลก

อ้างอิง : futuretech, thinkchina, chinaminites, openlygaypets, lifestyleasia, MSN, 36KR