ผู้บริโภคกำลังซื้อลดลง + ระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น = ยอดซื้อต่อบิล และความถี่ในการจับจ่าย ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทุกภาคและทุกช่องทางค้าปลีก

 

สิ่งเหล่านี้คือความหนักใจของวงการค้าปลีกไทย

 

และในวันนี้ค้าปลีกอยู่ในสภาพอย่างไร และมีดัชนีความเชื่อมั่นแค่ไหน

 

สมาคมผู้ค้าปลีกไทยร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย สำรวจความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีกไทย ในทุกภาคส่วนของทั้งค้าปลีกสินค้าและค้าปลีกบริการทั่วประเทศ ประจำเดือน พฤษภาคม 2564 ผ่านช่องทางออนไลน์ระหว่างวันที่ 17-25 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา

 

การสำรวจครั้งนี้พบว่าผู้ประกอบการค้าปลีกไทย สภาพคล่องเริ่มอยู่ไม่ไหว

เนื่องจาก 29% ของผู้ประกอบการค้าปลีกมีรายได้จากยอดการจับจ่ายและการใช้บริการ (Traffic) ลดลงมากกว่า 25 % ทำให้พวกเขาเหล่านั้นต้องการบริหารจัดการ ต้องปรับลดการจ้างงาน หรือปรับลดชั่วโมงการทำงาน รวมถึงลดค่าธรรมเนียมการขาย เพื่อพยุงธุรกิจให้อยู่รอด

 

ทำให้ 41% ของผู้ประกอบการค้าปลีก มีการลดการจ้างงานลงมากกว่าเดิมกว่า 25% และผู้ประกอบการค้าปลีกอีก ส่วนอีก 38% ยังพยายามคงสภาวะการจ้างงานเดิม แต่เชื่อว่าจะคงไม่ได้นาน

 

สิ่งเหล่านี้มาจาก ผู้ประกอบการ 39% มีสภาพคล่องเงินทุนหมุนเวียนบริหารจัดการได้ไม่เกิน 6 เดือน และเป็นเรื่องที่น่าใจหายคือ ผู้ประกอบการ  8% ที่มีสภาพคล่องเหลือเพียงแค่ 1-3 เดือนเท่านั้น

 

แม้ภาครัฐจะมีมาตรการกระตุ้นการจับจ่าย ช่วยเหลือผู้ประกอบการค้าปลีกมากขึ้น ด้วยโครงการใหม่ที่ชื่อว่า “ยิ่งใช้ยิ่งได้”
แต่โครงการนี้ผู้ประกอบการ
38% คาดหมายว่าจะทำให้ยอดขายคงเดิมเพราะกลไกการใช้จ่ายซับซ้อน ไม่เอื้ออำนวยให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้ที่นิยมจับจ่ายด้วยเครดิตการ์ดได้ใช้เพิ่มเติมจาก G-Wallet

ส่วน 56%  เชื่อว่า อาจจะช่วยให้ยอดขายเพิ่มขึ้นได้

 

ทั้งนี้สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการค้าปลีกไทยในเดือนพฤษภาคม 2564 มีดัชนีความเชื่อมั่นดังนี้

 

  1. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีกรวมในเดือนพฤษภาคม ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องจากเดือนเมษายนและยังอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลางที่ระดับ 50 มาก สอดคล้องกับภาวะการค้าปลีกที่แย่ลงตามการแพร่ระบาด COVID-19 ระลอกสามที่รุนแรงขึ้น

สะท้อนถึงความกังวลต่อแผนการกระจายวัคซีนและมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อที่ภาครัฐประกาศที่จะอัดฉีดเพิ่มเติมที่ยังไม่ชัดเจน

  1. ดัชนีความเชื่อมั่นรวมในอีก 3 เดือนข้างหน้า ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 ระลอกสาม เดือนพฤษภาคม 2564 เมื่อเปรียบเทียบกับการแพร่ระบาด COVID-19 ระลอกสอง เดือนมกราคม 2564 ปรากฏว่าดัชนีเดือนพฤษภาคม 2564 ลดต่ำกว่า ในเดือนมกราคม 2564

สะท้อนถึงความไม่มั่นใจถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ด้วยข้อกังวลถึงความยืดเยื้อของการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกนี้ อาจจะยาวนานกว่าระลอกสองมาก

  1. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการต่อการเติบโตยอดขายสาขาเดิม เดือนพฤษภาคม Same Store Sale Growth (SSSG) มีทิศทางที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

สะท้อนได้จากข้อมูลยอดขายสาขาเดิมเดือนพฤษภาคมลดลงมากกว่า 30-50% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายนและเดือนมีนาคม ตามลำดับ ซึ่งเป็นการลดลงทั้งยอดซื้อต่อบิล (Spending per Bill or Basket Size) และความถี่ในการจับจ่าย (Frequency of Shopping) ผู้ประกอบการกังวลถึงกำลังซื้อที่ลดลงและยังไม่ฟื้นตัวดี รวมถึงมาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มงวดส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังในการไปจับจ่ายที่ร้านค้า

  1. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการต่อยอดขายเดิมเมื่อจำแนกตามรายภูมิภาค ปรากฏว่าปรับลดลงต่ำกว่าระดับค่าเฉลี่ยกลางที่ 50 ในทุกภูมิภาค

สะท้อนถึงแนวโน้มความต้องการในการใช้จ่ายลดลง โดยเฉพาะภูมิภาคกรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคเหนือ และภาคใต้ ที่ลดลงอย่างชัดเจน

  1. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการจำแนกตามประเภทร้านค้าปลีก เปรียบเทียบระหว่างเดือนพฤษภาคมและเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบว่า ลดลงอย่างชัดเจนและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลางที่ระดับ 50 ในทุกประเภทร้านค้าปลีก โดยเฉพาะลดลงอย่างชัดเจนในร้านค้าประเภทสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้า
  2. สำหรับร้านค้าปลีกประเภทไฮเปอร์มาร์ท ดัชนีความเชื่อมั่นดีขึ้นเล็กน้อย

สะท้อนถึงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่นี้ ผู้บริโภคมีความกังวลที่จะยืดเยื้อส่งผลให้พฤติกรรมการซื้อเป็นแบบกักตุนสินค้ามากขึ้น และมุ่งใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น ทำให้มูลค่าการซื้อต่อครั้ง Per Spending หรือ Per Basket เพิ่มขึ้น แต่ความถี่ในการจับจ่ายกลับลดลง

  1. สำหรับร้านค้าปลีกประเภทวัสดุก่อสร้าง ตกแต่ง และซ่อมบำรุง น่าจะเป็นร้านค้าประเภทเดียวที่ดัชนีความเชื่อมั่นสูงกว่าระดับค่าเฉลี่ยกลางที่ 50 ต่อเนื่อง ทั้งนี้จากราคาเหล็กที่เป็นปัจจัยพื้นที่ในการก่อสร้างเพิ่มสูงขึ้นและมีข่าวว่าภาครัฐจะมีมาตรการมาควบคุม ทำให้ราคาวัสดุก่อสร้างอื่นที่กำลังปรับราคาตามราคาเหล็กที่สูงขึ้นต้องสะดุด อย่างไรก็ตาม ร้านค้าประเภทวัสดุก่อสร้าง ตกแต่ง ซ่อมบำรุง ยังคงได้รับแรงหนุนจากวิถี New Normal ทำงานที่บ้าน WFH อย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ สมาคมค้าปลีกไทยส่งข้อเสนอต่อภาครัฐดังนี้

  1. เร่งรัดแผนกระจายการฉีดวัคซีนให้ทั่วถึงเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นในการจับจ่ายผู้บริโภค
  2. เร่งรัดมาตรการเยียวยาช่วยจ่ายค่าแรงพนักงาน 50% แก่ร้านค้าที่ได้รับผลกระทบจากการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ตามประกาศภาครัฐ
  3. เร่งรัดธนาคารพาณิชย์ประสานงานกับห้างค้าปลีกพิจารณาสินเชื่อ Soft Loan แก่คู่ค้า-ซัปพลายเออร์ระดับ Micro SME ตามโมเดล Sand Box สมาคมผู้ค้าปลีกไทย
  4. เสนอให้ปรับแต่งกลไกเอื้อให้ผู้ที่ลงทะเบียนใช้สิทธิ “ยิ่งใช้ยิ่งได้” สามารถใช้เครดิตการ์ดจับจ่ายเพิ่มเติมจาก G-Wallet ทั้งนี้ พฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มนี้นิยมที่จะจับจ่ายสินค้าด้วยเครดิตการ์ดมากกว่าเงินสด



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน