ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางพลังงานไปทั่วโลก แต่จีนกลับแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและการเตรียมตัวที่ดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย ทั้งที่มีปริมาณการใช้น้ำมันมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
การวางรากฐานด้านพลังงานไว้กว่าสองทศวรรษ กำลังกลายเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยประคองเศรษฐกิจ “ยักษ์เอเชีย” ไม่ให้ซวนเซไปตามแรงกระแทกจากภายนอก
การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งทางอิหร่านได้ใช้การปิดช่องแคบฮอร์มุซ อันเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันทั่วโลก มาเป็นหนึ่งในมาตรการตอบโต้ ได้ดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกให้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
วิกฤตนี้ส่งผลให้ประเทศในเอเชียต้องออกมาตรการฉุกเฉิน เช่น ฟิลิปปินส์ที่ต้องบังคับใช้การทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง หรืออินโดนีเซียที่กำลังเร่งหาแหล่งพลังงานสำรองที่เหลือพอใช้เพียงไม่กี่สัปดาห์
แม้จีนจะมีความต้องการใช้น้ำมันสูงถึง 15-16 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่โครงสร้างการนำเข้าของจีนมีความหลากหลายสูงกว่าประเทศอื่น

ในขณะที่ภาคใต้ของจีนยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันทางทะเลจากซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน แต่พื้นที่ภาคเหนือกลับได้รับพลังงานจากแหล่งขุดเจาะในประเทศและท่อส่งก๊าซจากรัสเซีย ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากการปิดน่านน้ำในตะวันออกกลาง
ขณะที่รัสเซียกลายเป็นแหล่งน้ำมันนำเข้าใหญ่สุดของจีน โดยโดยครองส่วนแบ่งเกือบ 20% ของการนำเข้าทั้งหมด แม้จะถูกคว่ำบาตรจากตะวันตกก็ตาม ขณะเดียวกันจีนยังเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่ซื้อน้ำมันกว่า 80% จากอิหร่านในราคาที่ถูกกว่าตลาดโลก ซึ่งข้อมูลการเดินเรือระบุว่าน้ำมันเหล่านี้ยังคงส่งถึงมือจีนอย่างต่อเนื่องแม้ในช่วงสงคราม
อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้จีนอุ่นใจว่าจะสามารถผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้คือ “คลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์” ที่สะสมมานานหลายปีในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกซบเซา นักวิเคราะห์ประเมินว่าจีนมีน้ำมันดิบเก็บไว้ในคลังระหว่าง 900 ล้าน ถึง 1,400 ล้านบาร์เรล
มีการประเมินกันว่านี่อาจทำให้จีนเป็นประเทศที่มีน้ำมันสำรองมากสุดในโลก ซึ่งพอที่จะประคองประเทศได้นานเกือบ 3 เดือนหากการนำเข้าหยุดชะงัก
นอกจากน้ำมันแล้ว จีนยังลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลด้วยการทุ่มเทพัฒนาพลังงานสะอาดและลงทุนในพลังงานหมุนเวียน

ปัจจุบัน จีนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม แสงอาทิตย์ และน้ำ รวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตทั้งหมด อันเป็นผลมาจากการทุ่มลงทุนในด้านนี้อย่างจริงจังเมื่อราว 25 ปีก่อน จนพลังงานหมุนเวียนกลายเป็นแหล่งพลังงานหลักแทนที่น้ำมันในภาคอุตสาหกรรมแล้ว
ขณะเดียวกัน รถอีวีที่ใช้พลังงานไฟฟ้ายังครองสัดส่วนกว่า 1 ใน 3 ของรถใหม่ในจีน ดังนั้นผู้ใช้รถไฟฟ้าในเมืองใหญ่จึงแทบไม่รู้สึกถึง “ความเจ็บปวดจากราคาน้ำมัน” หน้าปั๊มเมื่อเกิดสงครามในต่างแดน
อย่างไรก็ตาม “เกราะ” นี้ก็มีรอยรั่วอยู่บ้าง โดยรัฐบาลจีนเริ่มแสดงความกังวลด้วยการสั่งให้โรงกลั่นน้ำมันหยุดส่งออกเชื้อเพลิงชั่วคราวเพื่อควบคุมราคาสินค้าภายในประเทศ
นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ผลิตพลาสติกและปุ๋ยยังคงต้องแบกรับต้นทุนน้ำมันที่แพงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในระยะยาว รวมถึงค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟของรถอีวีที่อาจปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงานโดยรวม
ทั้งนี้แม้จีนจะไม่สามารถตัดขาดจากวงจรราคาน้ำมันโลกได้ทั้งหมด แต่การเตรียมพร้อมเพื่อรับมือวิกฤตมาอย่างยาวนาน ด้วยการสะสมคลังสำรอง การจับมือกับพันธมิตรนอกตะวันออกกลาง และการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดพร้อมเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในภาคอุตสาหกรรม
นโยบายเหล่านี้ได้สร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดการพึ่งพาน้ำมันอย่างชาญฉลาด ซึ่งช่วยให้ในวันนี้จีนจะสามารถฝ่าวิกฤตพลังงานได้ดีกว่าประเทศส่วนใหญ่ในเอเชีย / bbc
