“แล้วฉันจะฝืนฝืนหัวใจ ตัวเองได้ไหม

แล้วจะฝืนความรู้สึก ของฉันได้ยังไง”

ไม่ต้องอธิบายให้มากความ หลายคนก็คงจะรู้ดีว่าประโยคด้านบนนี้คือท่อนฮุคเพลงฝืนของวงลิปตา

แต่ด้วยความที่มีเพลงดังติดหูคนฟังหลายเพลง จึงทำหลายคนยังไม่รู้ว่า ‘ฝืน’ เป็นเพลงแรกและเป็นเพลงที่แจ้งเกิดให้กับวงตั้งแต่ปี 2004 ซึ่งนับจนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลา 15 ปีของลิปตาแล้ว

ไม่เพียงแต่อายุของวงเท่านั้น แต่ 15 ปียังเป็นช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมเพลงไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย

ตั้งแต่ยุคซีดีที่ศิลปินจะผลิตผลงานอยู่ในรูปแบบอัลบั้ม/ยุค mp.3 ที่คนหาเพลงฟังจาก 4 Share มากกว่าร้านขายซีดีเพลง/ยุคที่ youtube เป็นเสมือนค่ายเพลงที่ทำให้เกิดศิลปินหน้าใหม่มากมาย

และจนถึงปัจจุบันคือยุคของ Music Streaming อย่าง Apple Music, Joox หรือ Spotify ที่จ่ายเงินเพียงหลักร้อยแต่มีเพลงให้เลือกฟังเป็นหมื่นๆ เพลง

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้อุตสาหกรรมเพลงในบ้านเราจะเปลี่ยนไปมากขนาดไหน ลิปตาก็ยังคงเป็นศิลปินที่อยู่แนวหน้าของไทย ไม่ว่าจะทั้งตอนที่อยู่ค่ายหรือตอนที่ออกมาเป็นศิลปินอิสระแบบตอนนี้แล้วก็ตาม

สะท้อนได้จากยอดวิว ยอดดาวน์โหลด หรือไลน์อัพในงานคอนเสิร์ต พวกเขาคือวงที่ได้ขึ้นเล่นเป็นวงหลังๆ

ที่สำคัญในวันที่อายุของแทนกับคัตโตะเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่ทำไมพวกเขาถึงยังทำเพลงที่ตอบโจทย์คนฟังในวัยเดียวกันและคนรุ่นใหม่จนติดชาร์ตอยู่เรื่อยๆ ได้

แน่นอนว่าคงไม่มีใครตอบคำถามเหล่านี้ได้ดีไปกว่าเขาทั้งสองอีกแล้ว

แต่ด้วยเวลาที่ไม่ตรงกัน น่าเสียดาย… แทนจึงไม่ได้อยู่ร่วมในวงสนทนาในครั้งนี้ด้วย

ด้านล่างนี้จึงเป็นการพูดคุยระหว่างเรากับคัตโตะ เกี่ยวกับมุมมองที่มีต่อวงการเพลงไทย รวมถึงวิธีคิดที่ทำให้เขาสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้อีกมากมาย

ไม่ใช่แค่กับลิปตา แต่ยังรวมไปถึงเสือร้องไห้ หรือกับเพจคำคม cuttO ที่มียอดไลค์กว่า 2.3 ล้านเลยทีเดียว

15 ปีของการเป็นศิลปิน กับการเปลี่ยนผ่านในอุตสาหกรรมเพลงในช่วงต่างๆ 

แม้จะอยู่ในวงการมา 15 ปี แต่เขาก็เปิดบทสนทนากับเราด้วยความอ่อนน้อมที่ว่า หากเทียบกับรุ่นพี่คนอื่นๆ นั้น 15 ปีถือเป็นระยะเวลาที่อาจไม่มากเท่าไร

ฉะนั้นคำพูดในบทสนทนานี้จึงเป็นคำพูดที่มาจากมุมมองและประสบการณ์ส่วนตัวของเขาเอง

“ช่วงที่ผมเริ่มเข้ามาประมาณปี 2004 เป็นช่วงปลายๆ ของยุคซีดี ตอนนั้นเราทำเพลงฝืน ซีดีของเราขายได้ประมาณ 20,000 แผ่น จำได้ว่าตอนนั้นดีใจมาก

หลังจากนั้นช่วงประมาณปี 2012 คนทำเพลงก็ต้องเจอกับความท้าทายมากขึ้น เพราะมันคือยุคของเทปผีซีดีเถื่อน เป็นยุค mp.3 ที่คนหาเพลงมาฟังจาก 4 Share มากกว่าร้านขายซีดี

ช่วงนั้นศิลปินหน้าใหม่ออกน้อยมาก เพราะออกมาแล้วความเสี่ยงในการขาดทุนมันเยอะ ออกมาก็เจอแต่ของเถื่อน

ในมุมธุรกิจ ค่ายก็เลยต้องทำแต่ศิลปินที่ทำออกมาแล้วมั่นใจว่าขายได้แน่ๆ แล้วช่วงนั้นก็ไม่ค่อยทำ MV กันด้วย เพราะการทำ MV มันใช้ต้นทุนสูง

ตอนนั้นแม้ออนไลน์จะเริ่มมาบ้างแล้ว แต่มันก็มีความคาบลูกคาบดอกระหว่างออนไลน์กับทีวี เพราะโมเดลการหาเงินจาก youtube มันก็ไม่ได้ชัดเจนเหมือนอย่างทุกวันนี้

ออนไลน์เคยทำให้ศิลปินไม่มีเงิน แต่ทุกวันนี้มันเอาเงินกลับมาให้ศิลปินแล้ว 

พอเริ่มเข้าสู่ยุคออนไลน์อย่างเต็มตัว กลไกในอุตสาหกรรมเพลงก็กลับตาลปัตร จากเมื่อก่อนที่ออนไลน์อย่างพวก mp.3 หรือ 4 Share ทำให้รายได้ของค่ายและศิลปินหายไป วันนี้มันได้นำเม็ดเงินกลับมาสู่พวกเขาแล้ว

“ต้องบอกว่ามันดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก มันทำให้เรามีช่องทางมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะเลย

อย่าง Music Streaming ก็เป็นโมเดลที่ทำให้ค่ายและศิลปินมีรายได้ด้วยเช่นกัน ยิ่งถ้าเป็นศิลปินเบอร์ใหญ่ๆ เขาก็จะมีอำนาจในการต่อรองว่าจะเอาสัดส่วนจากยอดดาวน์โหลดเท่าไร

เช่น เขาอาจจะขอ 70% จากรายได้ของการดาวน์โหลดนะ ถ้าทาง Music Streaming ไม่ให้ เขาก็จะไม่มีคอนเทนต์ที่เป็นเพลงฮิตในแพลตฟอร์ม”

ขั้นตอนการเอาเพลงเข้าระบบ Music Streaming

คัตโตะพูดถึงวิธีการเอาเพลงเข้าไปในระบบ Music Streaming ว่าแต่ละค่ายนั้นก็มีวิธีที่แตกต่างออกไปมากมาย

อย่างถ้าจะส่งเพลงให้ Apple Music ก็ต้องส่งไปที่สิงคโปร์ ส่วน Joox อยู่ในไทย และ Spotify อยู่ที่อเมริกา

แต่ในไทยก็จะมีเอเจนซี่ซึ่งเป็นตัวกลางในการส่งต่อให้บริษัท Music Streaming เหล่านี้อีกที พูดให้เห็นภาพก็คือเมื่อทำเพลงออกมาเสร็จ ก็เอาเพลงไปส่งให้บริษัทเอเจนซี่เหล่านี้ แล้วบริษัทเอเจนซี่เหล่านี้ก็จะนำไปกระจายให้กับบริษัท Music Streaming ต่อให้อีกทีหนึ่ง

แต่รายได้หลักของศิลปินและค่ายยังคงมาจากการเล่นคอนเสิร์ต

Music Streaming เข้ามาสร้างรายได้ให้ศิลปินและค่ายก็จริง แต่ก็ยังถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยนิดหากเทียบกับรายได้อันดับ 1 ที่มาจากการจัดคอนเสิร์ตหรือการที่ศิลปินไปเล่นตามอีเวนต์ต่างๆ

ส่วนการจัดคอนเสิร์ตใหญ่ในแต่ละครั้งมันก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าศิลปินนั้นดังหรือมีฐานแฟนเพลงมากขนาดไหน เพราะยังรวมไปถึงอีกหลายองค์ประกอบมากมาย

ยกตัวอย่างเช่น ทางค่ายอาจจะเช่าเหมาฮอลล์แบบทั้งปี สิบครั้งต่อปี ราคาในการเช่าแต่ละครั้งก็จะถูกลง บางทีศิลปินมีแฟนคลับไม่เยอะ ฮอลล์อาจจะดูโล่งๆ หน่อย แต่ถ้าเทียบกับต้นทุนที่ได้เช่าฮอลล์ในราคาที่ถูกลง ค่ายก็โอเค เพราะนั่นถือว่าได้กำไรแล้ว

แต่แน่นอน ว่าการจัดคอนเสิร์ตให้กับศิลปินที่มีฐานแฟนเพลงเยอะก็ย่อมดีกว่า เพราะนอกจากจะได้ค่าตั๋วเยอะแล้ว พอเห็นว่าคนเยอะก็จะมีรายได้จากสปอนเซอร์เข้ามาซัปพอร์ตด้วยเช่นกัน

วิธีทำธุรกิจควบคู่ไปกับงานศิลปะ ในฐานะของการออกมาเป็นศิลปินอิสระ

ในวันที่มีศิลปินหน้าใหม่เกิดขึ้นมามากมาย เพลงบางเพลงใช้เวลาไม่กี่วันก็สามารถสร้างยอดวิวบน youtube ได้เป็นร้อยล้านวิว ค่ายเพลงจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้เพลงของศิลปินติดหูคนฟังได้

เพราะแม้เพลงจะดีขนาดไหน แต่หากขาดการตลาดที่ดีไป มันก็คงจะเป็นเพลงดีที่มีคนฟังไม่กี่คนเท่านั้น

แต่ก็นั่นแหละ ในวันที่มีศิลปินหน้าใหม่เกิดขึ้นมามากมาย รวมไปถึงศิลปินหน้าเก่าที่ออกมาเป็นศิลปินอิสระและไม่ประสบความสำเร็จเหมือนตอนที่อยู่กับค่าย

เราจึงถามคัตโตะกลับไป ว่าแล้วอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ลิปตาตัดสินใจออกมาเป็นศิลปินอิสระ

เขาจึงตอบกลับเรามาว่า

“บางครั้งงานที่เราชอบมันอาจไม่ตอบโจทย์ตลาด ซึ่งผมก็เข้าใจว่าค่ายเขาก็ต้องมองในมุมธุรกิจ ว่าถ้าทำแล้วขาดทุนจะทำไปทำไม

ผมก็เลยตัดสินใจออกมาเป็นศิลปินอิสระ เพราะแม้งานที่ทำมันจะไม่ตอบโจทย์ธุรกิจ แต่มันเป็นงานที่ผมรักผมก็โอเค มันเป็นการขาดทุนที่ยังอยู่บนพื้นฐานความสุขของผม

ไม่ได้บอกว่าค่ายไม่จำเป็นนะ ผมว่าค่ายเพลงยังเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพราะศิลปินบางคนเขาก็อยากทำแค่งานศิลป์จริงๆ ไม่ได้อยากยุ่งกับตัวเลข กลยุทธ์ หรือการวางแผนอะไรต่างๆ บางคนทำเพลงเก่งมากแต่ทำการตลาดไม่ดีเพลงก็ไม่ดัง

แต่อย่างตัวผมเอง ผมอยู่วงการนี้มานานแล้ว แล้วก็รู้ว่าจะอยู่กับมันยังไงได้”

แล้วคุณอยู่กับมันยังไง?

“อย่างกับลิปตา นอกจากร้องผมก็มีหน้าที่ในการคิดไอเดีย เขียนเพลงต่างๆ ส่วนแทน นอกจากเล่นคีย์บอร์ดเขาก็ยังทำในเรื่องของธุรกิจ บัญชี

อย่างเสือร้องไห้ ผมก็เป็นฝั่งแนวๆ ครีเอทีฟ ส่วนโค้ดดี้ก็จะดูเรื่องธุรกิจเรื่องตัวเลขไป

คือเห็นผมทำหลายอย่างแบบนี้ แต่ที่มันไปได้ก็เพราะแต่ละขาผมมีพาร์ตเนอร์ที่ดีคอยช่วยไว้ เราต้องทำศิลปะและธุรกิจควบคู่ไปด้วยกัน

เพราะธุรกิจนี่แหละที่จะทำให้ศิลปะอยู่ต่อไปได้”

สมองก็เหมือนกับร่างกาย ที่ต้องคอยฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแรงเสมอ 

แม้เราทุกคนจะมีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในตัวเป็นทุนเดิมแล้วก็จริง แต่กับคัตโตะที่ต้องใช้สมองทำงานที่เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์อยู่เป็นประจำ ทั้งกับการแต่งเพลง คิดคำคม และทำคอนเทนต์ในเสือร้องไห้ การจะให้นั่งเฉยๆ แล้วรอไอเดียลอยเข้ามา มันคงจะทำให้เขายึดสิ่งเหล่านี้เป็นอาชีพหลักไม่ได้

คัตโตะจึงแชร์วิธีการคิดสร้างสรรค์ในหัวของเขาให้เราฟังว่า

“จริงๆ มันมีทริคมีวิธีคิดมากมาย แต่ผมว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้ไอเดียดีๆ มันออกมาได้ก็คือการฝึกคิด

พูดให้เข้าใจง่ายๆ มันก็คล้ายกับร่างกายของเรา ยิ่งฝึกมันก็ยิ่งแข็งแรงมากขึ้น เปรียบกับการวิ่ง วันแรกที่วิ่งเราอาจจะวิ่งได้น้อยเหนื่อยง่าย แต่พอค่อยๆ ฝึกฝนไป กล้ามเนื้อร่างกายก็จะคุ้นชินมากขึ้น แข็งแรงมากขึ้น แล้วก็ทำให้เราวิ่งได้ดีมากขึ้น

ก็เหมือนกับกล้ามเนื้อสมอง จำได้ว่าครั้งแรกที่ผมเขียนเพลงเนี่ยมันยากมากเลย เขียนทั้งวันก็ไม่เสร็จ กลับมาแก้ก็ไม่ชอบหงุดหงิดมาก

แต่เมื่อเราคิดไปเรื่อยๆ แบบไม่หยุด เหนื่อยแล้วก็ฝืนคิดต่อไปเรื่อยๆ อีกนิด เหมือนเป็นการฝึกคิด กล้ามเนื้อสมองเราก็จะแข็งแรงขึ้น คิดอะไรได้เยอะขึ้น

หรือถ้าคิดไม่ออก ก็อย่าไปนั่งคิดคนเดียว ให้ไปปิงปองไอเดียกับคนอื่น หมายถึงไปแลกเปลี่ยนไอเดียกับคนอื่น เราจะได้ทัศนคติ คอมเมนต์ และมุมมองใหม่ๆ ที่เอามาปรับใช้ได้เหมือนกัน”



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer