ตลาดน้ำอัดลมเป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันสูง โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อน ซึ่งเป็นช่วงขายหลักของตลาดน้ำอัดลม จากผู้บริโภคนิยมซื้อน้ำอัดลมมาดื่มเพิ่มความสดชื่นให้กับตัวเอง และยิ่งอากาศร้อนโอกาสในการขายเครื่องดื่มก็จะมีมากขึ้นตามมา

ซึ่งในช่วงหน้าร้อนของทุกๆ ปี จะสามารถทำยอดจำหน่ายในสัดส่วนเฉลี่ย 40% ของยอดจำหน่ายน้ำอัดลมทั้งปี

จากพฤติกรรมตลาดนี้จึงไม่แปลกเลยที่ตลาดน้ำอัดลมจะมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง และดุเดือดที่สุดเฉพาะช่วงหน้าร้อนจากคู่แข่ง 3 รายหลัก ได้แก่ โค้ก เป๊ปซี่ และเอส

แม้การแข่งขันจะแข่งเดือดแค่ไหนก็ตาม แต่ในปี 2560 ตลาดน้ำอัดลมกลับมีมูลค่าที่ลดลงมากถึง 4.1% ซึ่งการเติบโตที่ลดลงนี้นอกจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงของตลาดเครื่องดื่มที่มีแบรนด์และเครื่องดื่มที่ให้ความสดชื่นที่รสชาติแปลกใหม่เข้ามาช่วงชิงเม็ดเงินในกระเป๋าผู้บริโภค

ส่วนหนึ่งมาจากในปี 2560 ผู้นำตลาดอย่างโค้กที่มีส่วนแบ่งตลาด 52% เน้นใช้งบโฆษณาไปกับการสร้างแบรนด์ และการสื่อสารผ่านโกลบอลแคมเปญ แทนการผลักดันตลาด และกระตุ้นยอดจำหน่ายด้วยแคมเปญโปรโมชั่นเหมือนทุกๆ ปี

และยอดจำหน่ายโค้ก แฟนต้า สไปรท์ ในปี 2560 ติดลบรวมกัน 7% ก่อนที่โค้กจะกลับมาเปิดแคมเปญการตลาดใหม่ๆ ที่เป็นโลคอลแคมเปญ เพื่อสร้างยอดจำหน่ายให้กลับมา

ในปีที่ผ่านมาตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมมูลค่า 59,000 ล้านบาทมีการเติบโต 1.74% แม้จะเป็นการเติบโตที่ไม่สูงมากนักก็ตาม

ส่วนในปีนี้ยังไม่มีการสรุปมูลค่าตลาดและการเติบโต แต่ก็ถือเป็นปีที่ธุรกิจน้ำอัดลมต้องใช้พลังที่มากขึ้นในการฟาดฟันธุรกิจบนปัจจัยทางการตลาด 3 ด้านได้แก่

1. การแข่งขันระหว่างแบรนด์น้ำอัดลมกันเอง

ในปีนี้เป็นปีที่น้ำอัดลมมีการแข่งขันกันสูง จากการที่น้ำอัดลมรสชาติใหม่ๆ เข้ามาสร้างสีสันให้กับตลาดอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่น เป๊ปซี่กลิ่นราสเบอร์รี่, เป๊ปซี่กลิ่นไลม์ รวมถึงน้ำอัดลมประเภทน้ำสี กลิ่นและรสชาติต่างๆ ออกมาดูดเม็ดเงินให้ผู้บริโภคมาลิ้มลองมากขึ้น

ซึ่งการเปิดตัวน้ำอัดลมรสชาติใหม่ๆ ของแบรนด์น้ำอัดลมส่วนหนึ่งมาจากความต้องการเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค เพื่อแย่งเม็ดเงินในกระเป๋าผู้บริโภคที่จะหมดไปกับเครื่องดื่มให้ความสดชื่นรูปแบบต่างๆ อย่างเช่นน้ำผสมวิตามิน และกลิ่นผลไม้ เป็นต้น

2. การแข่งขันระหว่างเครื่องดื่มด้วยกันเอง

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดเครื่องดื่มในประเทศไทยมีการแข่งขันกันสูง จากแบรนด์เครื่องดื่มที่ออกรสชาติและเครื่องดื่มประเภทแปลกใหม่ โดยเฉพาะเครื่องดื่มผสมวิตามิน และเครื่องดื่มกลิ่นผลไม้ เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดเม็ดเงินในกระเป๋าผู้บริโภคที่รักสุขภาพและต้องการดื่มเครื่องดื่มเพื่อความสดชื่นที่ไม่ใช่น้ำอัดลม

3. การแข่งขันกับพฤติกรรมผู้บริโภค และภาษีน้ำตาล

การประกาศขึ้นราคาเครื่องดื่มตามภาษีน้ำตาล ทำให้น้ำอัดลมมีการปรับราคาสูงขึ้นจากเดิม และการปรับราคาที่สูงขึ้นทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มดื่มน้ำอัดลมน้อยลงเพื่อประหยัดเงินในกระเป๋า

นอกจากนี้ เทรนด์รักสุขภาพและมองว่าเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมในน้ำตาลเป็นส่วนประกอบจำนวนมาก ทำให้ผู้บริโภคเลือกที่จะดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบน้ำตาลน้อยกว่า เพื่อให้ความสดชื่นแทนน้ำอัดลมทั่วไป หรือเลือกที่จะดื่มน้ำอัดลมที่ปราศจากน้ำตาลแทน

พฤติกรรมนี้เองในปีที่ผ่านมาตลาดน้ำอัดลมปราศจากน้ำตาลจึงมีการเติบโตที่สูงมากถึง 54% เลยทีเดียว



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer