ก็แค่คนอกหัก ไม่ต้องมาทัก มาขอจับมือ #กูไม่ใช่ลูกเสือ…ไวรัลวิดีโอสุดมันส์ ที่จะทำให้คุณเข้าใจรักแท้..

“เออ เป็นไงมั่ง คุณดูแล้วชอบปะ”

“ถามจริงๆ คุณว่าหนังมันโดนมั้ย เอาแบบตรงๆเลย”

“แล้วถ้าเทียบกับสองเรื่องก่อนหน้านี้ล่ะ”

จริงๆมันควรจะเป็นคำถามจากเราที่ไปสัมภาษณ์มากกว่า แต่กลายเป็นว่า ประโยคแรกของการสนทนา กลับเป็นผู้บริหารที่ยิงคำถามใส่เรารัวๆ จนตอนนี้นั่งถอดเทปอยู่นี่ก็งง เอ๊ะ ใครมาสัมภาษณ์ใคร

คู่สนทนาของเราวันนี้ คือผู้บริหารสองหนุ่มหน้าตาดีจาก “โก๋แก่” จุมภฏ รวยเจริญทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ และ กฤษดา รวยเจริญทรัพย์ รองกรรมการผู้จัดการ  บริษัท โรงงานแม่รวย จำกัด ที่ได้ชื่อว่าเป็นทั้งนักดูหนัง นักทำหนัง และนักสนับสนุนหนัง(อันหลังไม่รู้จะใช้คำว่าอะไรดี)

พูดง่ายๆว่าถ้าการ “ขายถั่ว” คือกิจกรรมหล่อเลี้ยงชีวิตแล้ว “การเสพหนัง” ก็คือกิจกรรมหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ ของคู่พี่น้องผู้บริหาร “แบรนด์ที่คนไทยทุกคนต้องรู้จักทุกคน” คู่นี้

(ซ้าย)จุมภฏ รวยเจริญทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ และ กฤษดา รวยเจริญทรัพย์ รองกรรมการผู้จัดการ  บริษัท โรงงานแม่รวย จำกัด

ซึ่งก็คงไม่แปลกที่ทั้งคู่จะอยากรู้ว่าฟีดแบกหนังเรื่องล่าสุดของโก๋แก่ เป็นอย่างไร ถึงแม้ว่าเสียงจากเราจะเป็นความเห็นเล็กๆ เมื่อเทียบกับคนดูตอนนี้ยอดวิวขึ้น 4แสนไปแล้ว คนกดไลค์นับหมื่น ก็ตาม

บอกเลยว่าหลังจากดูปุ๊บ เราก็บึ่งไปพระรามสอง โรงงานแม่รวยทันที ของดีๆแบบนี้ ต้องคุยเบื้องหน้าเบื้องหลังกันหน่อย

“The Curse Of Emo Rock”

เพราะความรัก ความชอบในหนังเป็นทุนมาแต่ไหนแต่ไรของสองผู้บริหาร ดังนั้นกิจกรรมการตลาดของโก๋แก่ จึงเกี่ยวข้องคลุกคลีอยู่กับวงการภาพยนตร์นอกกระแส โดยเฉพาะการสื่อสารแบรนด์ ก็จะใช้วิดีโอไวรัล เป็นตัวขับเคลื่อนเมสเซสตลอดในช่วง2-3 ปีมานี้ (จำคลิปไวรัลลุงเนลสันกับคลิปรถเมล์ได้ไหม นั่นล่ะ โก๋แก่อยู่เบื้องหลัง)

และนี่คือเรื่องล่าสุด “The Curse Of Emo Rock” เรื่องราวของเด็กหนุ่มผู้ต้องคำสาปจากการอกหักจากรักครั้งแรก หญิงสาวที่เป็นรักแรกของเขา  กับศัตรูหัวใจที่ก็ไม่ได้ว่าจะดีกว่าสักเท่าไหร่ ก็แค่สูงกว่า หล่อกว่า เท่กว่า เก่งกว่า รวยกว่าฯลฯ อย่างอนันดา เอเวอร์ริงแฮม แล้วเรื่องราวจะเป็นอย่างไร เชิญรับชมได้

เห็นตัวหนังยาวเกือบ 10 นาที ก็จริง แต่รับประกันรสชาติถึงพริกถึงขิงข่าตะไคร้ใบมะกรูดรูดมะนาว 

โดยเฉพาะ “อนันดา เล่นดีมากๆ” จริงๆ

 

คิดเหมือนกันใช่ไหมว่า “มันส์” และ “สะใจ” มากๆ

ชอบตั้งแต่การแคสติ้งพระเอก บทหนัง เมสเซสที่ลงตัวไปหมด โดยเฉพาะดนตรี เชื่อแล้วว่ามันจริงๆ 

แน่นอนนี่ ถือเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ที่ชัดเจนอีกครั้งของแบรนด์โก๋แก่ ถ้าพูดถึงโก๋แก่ ก็ต้องนึกเรื่องราวความสนุก ที่สำคัญคือความมัน อันเป็นสโลแกนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร “โก๋แก่ มันทุกเม็ด”

 

หนังที่เต็มไปด้วยอณูความขบถ

ถ้าคิดถึงโก๋แก่ คุณคิดถึงอะไร 

ต้น- “ถ้าถามว่าตัวตนโก๋แก่ คืออะไร  ผมตอบเลยว่า เราคือความขบถ ขบถที่จะแตกต่างจากคนทั่วไป ขบถที่จะไม่ยอมเชื่อเหมือนคนอื่น อันนี้มันเป็นแนวคิดตั้งแต่รุ่นพ่อคนก่อตั้งก็ว่าได้ ดูอย่างชื่อแบรนด์สิ โก๋ ก็มาจากจิ๊กโก๋ ส่วนแก่ ก็คืออายุมาก ฟังดูมันก็ทะแม่งๆ ทำไมจิ๊กโก๋กับแก่มันมารวมกันได้ แต่นี่ล่ะ คีย์ซักเซสของเรา เพราะเป็นชื่อที่จำง่ายมาก”  “ต้น” จุมภฏ รวยเจริญทรัพย์ เล่า 

พูดง่ายๆว่าด้วย DNA ความขบถตั้งแต่รุ่นพ่อซึ่งเป็นรุ่นแรก ส่งผ่านมาถึงผู้บริหารรุ่นสอง ซึ่งจะเห็นว่า Mood & Tone ตลอดจนเมสเซสทั้งหมดของหนังเรื่องนี้ก็เช่นกัน 

ทั้งๆที่เส้นเรื่องเป็นเรื่องราว ความรัก ความฝัน มิตรภาพ ซึ่งดูผิวเผินก็เป็นเรื่อง Romance ธรรมดาทั่วๆไป

แต่สิ่งที่ The Curse Of Emo Rock แตกต่าง คือการเอาความ Romance ดาษๆ มากระทำการ Parody ให้แตกต่างไปจากคนอื่นนิดหน่อย…นิดหน่อยจริงๆ

ก็แค่เอาความรัก Poppy Love น่ารักใสๆ ของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง มาคละเคล้ากับเสียงแตกของเอฟเฟกต์กีตาร์แสนจะแสบดาร์ค ราวกับเสียงกรีดร้องจากขุมนรก โทนภาพสีหวานแหววในอดีต สลับกับสีดำความขุ่นมัวที่ไม่ต้องหาเหตุผลใดๆทั้งสิ้น ภาพที่พระเอกตอนเด็กกุมมือด้วยความรักทะนุถนอม ตัดมาอีกทีนางเอกที่แสนจะน่ารักก็ถูกประทับความรักด้วยบาทากลางหลังซะงั้น..เท่านี้เอง

นี่มันหนังคัลต์ชัดๆ! เต็มไปด้วยความขบถจริงๆ

ด้วยความขบถเหล่านี้นั่นเอง ที่เป็นเสน่ห์ของตัวหนัง ถึงเส้นเรื่องจะ(โคตร)เลี่ยน แต่ก็ดูได้สนุกจนจบ 10 นาที ย้ำว่า 10 นาที! (เรื่องเวลานี่ก็ขบถกับสูตรทำหนังโฆษณามากๆ)

 

หล่อนักใช่มั๊ย จับมาเป็นตัวประกอบซะเลย

และไฮไลท์สำคัญที่คนเฝ้ารอ ว่าพรีเซนเตอร์จะปรากฏฉากไหน พี่อนันดา เอเวอริ่งแฮม ของสาวๆทั้งประเทศ ผ่านไปแล้ว 1 นาที 2 นาที..5นาที ..  เกือบจะจบอยู่แล้ว ในที่สุดพี่อนันดาก็เข้าซีน ด้วยท่าเต้นขยี้ใจ เป็นเวลาทั้งสิ้น  2 วินาทีถ้วน…

 

เอ่อ..เอาแบบนี้จริงใช่ไหม..ใครจะไปคิดว่าพรีเซนเตอร์ของโก๋แก่ แมกซ์ จะได้บทตัวประกอบในหนังโฆษณาเสียอย่างนั้น

แต่นี่ล่ะคือความขบถของแบรนด์ การทำในสิ่งที่คนทั่วไปไม่คาดคิด “ความขบถ” “ความกล้า” “ความสร้างสรรค์” “ความมัน” …ทำไมต้องเอาพรีเซนเตอร์เป็นพระเอก ทำไมพรีเซนเตอร์จะเป็นตัวประกอบไม่ได้  

ต้น- “ส่วนตัวผมเป็นคนทำหนังนอกกระแสอยู่แล้ว พอดีตอนนั้นกำลังทำหนังเรื่องหนึ่ง มีโอกาสได้คุยกับอนันดา เค้าบอกเค้าโอเคบทหนัง เค้าไม่ได้เล่นแบบนี้มานานแล้ว เลยตกลงรับเล่น จุดเริ่มต้นของโก๋แก่กับอนันดาก็มาจากตรงนี้ ซึ่งไทม์ไลน์ตอนนั้นมันก็ตรงกับช่วงที่เรากำลังล๊อนซ์โปรดักต์ใหม่ ผมก็ถามตองว่า ดีลกับอนันดาไว้เล่นหนัง ว่าแต่สนใจให้อนันดาเป็นพรีเซนเตอร์โก๋แก่ แมกซ์ด้วยมั้ย”  

ตอง- “ซึ่งผมก็รับคำทันที อนันดาเลยนะครับ สำหรับผม อนันดาคือคำตอบที่ใช่ที่สุด ที่ผ่านมาตัวพรีเซนเตอร์เราก็มีแต่ตัวการ์ตูนมาตลอด ก็รู้สึกตื่นเต้นมากๆที่จะได้ร่วมงานกับพระเอกหนังเบอร์หนึ่งประเทศ หล่อนักใช่มั๊ย จับมาเป็นตัวประกอบซะเลย(ฮา)ล้อเล่นครับ จริงๆต้องขอบคุณอนันดามากๆ ที่เข้าใจในตัวตนของแบรนด์โก๋แก่ และให้เกียรติร่วมงานกับเรา ซึ่งด้วยคาแรกเตอร์เค้า ความเป็นตัวเค้าเองก็น่าจะแมตช์กับแบรนด์ เป็นคนรุ่นใหม่และก็มีความโก๋ มีความเก๋า มีตัวตนที่แตกต่าง หลังจากนี้ก็น่าจะมีอะไรสนุกๆในอนาคตร่วมกันอีก”

 

ถ้าคอนเทนต์มันดีจริง แล้วจะกลัวอะไร

นี่จึงเป็นอีกงานที่ผู้เขียนชอบมากๆ ซึ่งจริงๆก็ชอบมาตั้งแต่งานก่อนหน้านี้ ถ้าใครติดตามงานโฆษณาของโก๋แก่ จะเห็น “ลายเส้น”งานที่ชัดเจน

คงจำกันได้ สองปีก่อนมีคลิปวิดีโอที่แชร์สะบัดอยู่2 อัน อันแรกที่เป็นลุงเนลสัน Bangkok 1st Time : ตอนสั่งอาหารไทยครั้งแรก อีกอันหนึ่งวิดีโอสาธิตความปลอดภัยบนรถเมล์

 

 

“ไม่ว่าจะทำตลาด ทำแคมเปญโฆษณา จะสร้างแบรนด์หรือจะขายของยังไงก็ตาม Mood & Tone ของเราจะชัดเจนมากๆ ยังไงก็ต้องมันทุกเม็ด ถ้าคอนเซ็ปต์ชัด คอนเทนต์มันก็จะออกมาชัด ”  

“ตอง” กฤษดา รวยเจริญทรัพย์ อธิบายเสริม

 

ต้องยอมรับว่าการเอาเรื่องคลาสสิคอย่างรถเมล์สาย 8 ในตำนาน หรือเรื่องใกล้ๆตัวที่ทุกคนรู้อยู่แล้วอย่างอาหารไทย มาเล่าอย่างมีชั้นเชิง มีการเหน็บแนม กัดจิก ตรงนี้ล่ะ ที่มันโดนจริตคนไทย คือทุกคนดูแล้วเก็ตทุกมุก เพราะเป็นเรื่องจริงที่เราได้ยินได้เห็นได้บ่นกันเป็นปกติ พอถูกเล่าอย่างสวยงาม มีเมสเซสชัด คำสั้นๆที่ผุดขึ้นมาหลังดู คือ มันช่างแทงใจดำเสียยิ่งกระไร

นั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทุกคนแชร์กันกระจุย เป็นไวรัลที่ทำหน้าที่ไวรัลได้สมบูรณ์แบบ ที่บอกว่าสมบูรณ์แบบก็เพราะว่า ถึงแม้ตอนท้ายของทั้งสองเรื่อง จะขายของแบบดื้อๆ คืออยู่ดีๆ พี่แกหยิบโปรดักต์มาโชว์แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เรียกว่ามาดื้อๆ จนต้องยิ้มและสบถในใจเบาๆว่า แมวน้ำเอ้ย โฆษณาดีๆนี่เอง

แล้วยังไง สุดท้ายผู้บริโภคยุคมิลเลนเนียล ที่ฉลาดพอ และไม่พึงปรารถนาเห็นงานโฆษณาใดๆมาวุ่นวาย ก็ยังต้องยอมแชร์  เพราะสัมผัสได้ทันทีว่าคอนเทนต์มันดีจริง  ซึ่งนี่ล่ะคือความเจ๋ง ของทั้งครีเอทีฟคนทำงาน โดยเฉพาะต้องยกเครดิตให้เจ้าของแบรนด์ เพราะถึงไอเดียคนทำงานจะปรี๊ดแค่ไหน ถ้าลูกค้าไม่ให้โอกาส กล้าที่จะลอง (หนังหลายนาที เห็นแบรนด์สินค้าแค่2 วิ)เราก็คงไม่ได้เห็นงานดีๆแน่

ไวรัลแบบใด ได้ใจลูกค้า

ท่ามกลางวิดีโอคลิปมากมายเต็มไปหมดในโซเชียล The Curse Of Emo Rock น่าจะเป็นอีกตัว ที่ทำให้เห็นว่า สุดท้ายแล้ว ไวรัลคลิปยังไปได้อยู่ เพียงแต่คอนเทนต์ต้องดีจริง แตกต่างได้แต่เมสเซสต้องชัด 

ต้น-“ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราทำแบรนด์ยิงโฆษณา TVC ตู้มเดียว แล้วมันก็จบแค่นั้น สมัยนี้ มันสามารถทำอะไรที่เป็นไวรัลให้คนแชร์ต่อได้ ซึ่งอะไรที่เป็นไวรัลนี่ล่ะ มันมาตอบโจทย์ของคนที่ทำหนังอินดี้พอสมควร ตอบโจทย์ยังไง สังเกตสิ ถ้าเป็นคลิปวิดีโอที่ดูแมส หรือหนังโฆษณาธรรมดา มันจะไม่ค่อยมีคนแชร์ แต่พอเป็นคลิปวิดีโออินดี้นอกกระแส มีเมสเซสที่ชัดเจน สะท้อนสังคม กัดเจ็บๆ แสบๆ มันก็จะมีผลตอบรับค่อนข้างดี ในวงการหนังนอกกระแสก็มีเพื่อนๆ น้องๆผมที่มาทำหนังแบบนี้เยอะ “

ตอง-“ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่แบรนด์โก๋แก่เป็นมาตลอดคือความจริงใจกับลูกค้า จริงๆถ้าพูดถึงไวรัลมันก็ต้องเป็นอะไรที่สัมพันธ์กันระหว่างเนื้อเรื่องกับแบรนด์ เช่นอาจเอาผลิตภัณฑ์มายัดในฉากนี้ เล่า Pain Point ชงมาทั้งเรื่อง แล้วก็ตบด้วยผลิตภัณฑ์ อันนี้เป็นสูตรซึ่งคนอื่นเค้าก็ทำกัน แต่ผมไม่ชอบซ้ำคนอื่นไง แล้วส่วนตัวก็ไม่อยากให้ลูกค้ารู้สึกว่าโดนหลอกด้วย ดังนั้นก็ให้หนังมันทำงานเต็มที่ของมันในตัวเอง ผมไม่ยุ่ง ไม่มีแฝง ไม่ได้หวังเรื่องแบรนด์อะไร แต่ถ้าได้บ้างก็ดีนะ(ฮา)”

 

เพราะหนัง คือชีวิต

ต้องบอกว่า เพราะความชอบ ความรักในภาพยนตร์ โดยเฉพาะงานอินดี้ หนังนอกกระแส ของสองพี่น้องผู้บริหาร ที่ทำให้แบรนด์โก๋แก่ เข้าไปสนับสนุนผู้ผลิต “หนังดีที่คนไทยไม่ค่อยดู” อยู่เสมอๆ

ถ้าคุณเป็นอีกคนที่มีโรงหนังลิโด้เหมือนเป็นบ้านหลังที่สาม คุณเป็นคนที่ดูหนังนอกกระแสเป็นนิจ จะเห็นโลโก้โก๋แก่ปรากฏ ตรง End Credit ของหนังหลายๆเรื่อง ซึ่งอาจไม่ใช่หนังตลาดสักเท่าไหร่ คือเห็นหน้าหนังก็มั่นใจว่า หนังดีแน่ แต่จะกำไรหรือเปล่านั่นอีกเรื่อง

ถ้าคิดแค่เรื่องการตลาด คิดแค่แบรนด์อแวร์เนส นี่คงเป็นความผิดพลาดที่เอาเงินมาทิ้งให้กับมีเดียที่ไม่สามารถเอนเกจคนได้มหาศาลเท่ากับช่องทางใหญ่ๆ แมสๆ  แต่ก็อย่างที่บอก สำหรับ “คนรักหนัง” แล้ว นี่ถือเป็นอีก Passion หนึ่งที่ พอถามว่าทำไมถึงสนับสนุน ทั้งคู่พูดเหมือนกัน ไม่ใช่แค่ “ควร” สนับสนุน แต่ “ต้อง” สนับสนุน

ต้น -“ในฐานะคนขายของ เราก็อยากให้สินค้าโผล่ออกมาเยอะๆ  เราก็อยากได้กำไรเยอะๆ อันนี้ก็ปกตินะ แต่ความหมายของการทำธุรกิจมันไม่ได้มีแค่นั้น  เราอาจจะไม่ใช่บริษัทใหญ่โต แต่ถ้ามีโอกาส ผมก็อยากให้พื้นที่กับคนเหล่านี้ ให้เมล็ดพันธุ์เหล่านี้ได้เจริญเติบโต มากเท่าที่จะทำได้” 

อย่างที่บอกตั้งแต่ข้างต้น ถ้าการ “ขายถั่ว” คือกิจกรรมหล่อเลี้ยงชีวิตแล้ว “การเสพหนัง” ก็คือกิจกรรมหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ ของเขาทั้งคู่

 


 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline