“การเก็บภาษีผ้าอนามัย” “ผ้าอนามัยเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย” เป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียลในช่วงวันสองวันที่ผ่านมา

ที่หลายคนมีทั้งเข้าใจผิดและเข้าใจถูก จนกรมสรรพสามิตต้องออกมาชี้แจงว่า

ผ้าอนามัย ไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย แต่เป็นสินค้าที่ถูกจัดอยู่ในประเภท “สินค้าควบคุม”

และไม่ได้ถูกระบุในการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิต

ปัจจุบันผ้าอนามัยจึงถูกจัดเก็บแค่ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% เหมือนสินค้าชนิดอื่นๆ เท่านั้น

Marketeer พาส่องตลาดผ้าอนามัยที่มีมูลค่าหลักพันล้าน ที่วันนี้คู่แข่งในตลาดหลายเจ้าต่างหาโซลูชั่นใหม่ออกมาดึงดูดใจผู้บริโภคผู้หญิงอย่างเราๆ

เพราะใครจะคิดว่าสินค้าอย่าง “ผ้าอนามัย” จะต้องแข่งกันทำตลาดทั้งออกโปรดักส์ใหม่ หานวัตกรรมใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นสูตรเย็น มีกลิ่นหอม มีลาย แข่งกันในเรื่องความบางแล้วบางอีกเหมือนไม่ใส่

รวมทั้งแข่งเรื่องของพรีเซนเตอร์ที่เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การสร้าง Awareness ไปสู้ผู้บริโภค

แล้วทุกวันนี้มูลค่าตลาดผ้าอนามัยอยู่ที่เท่าไรกัน….คำตอบคืออยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านบาท

นับเป็นตลาดที่น่าสนใจไม่น้อย และยังโตได้อีกมาก เพราะมีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 3-5%

ซึ่งหากเทียบกับประเทศญี่ปุ่นมูลค่าในแง่ของจำนวนมากกว่าไทยถึง 5 เท่า

โดยคนไทยใช้ผ้าอนามัยเฉลี่ย 2-3 ชิ้นต่อวัน ในขณะที่ชาวญี่ปุ่นใช้เฉลี่ย 4-5 ชิ้นต่อวัน

หากเป็นในแง่มูลค่าจำนวนชิ้นนั้นคือ 140  ล้านชิ้นต่อเดือน

  • ผ้าอนามัยสำหรับกลางวัน 66.3%
  • ผ้าอนามัยสำหรับกลางคืน 33.7%

และหากเราลองเดินเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่ในร้านสะดวกซื้อ เราจะเห็นชั้นวางที่มีผ้าอนามัยไม่ต่ำกว่า 7-8 ยี่ห้อ วางเรียงรายอยู่ โดยในจำนวนนี้แบรนด์ที่เป็นเจ้าตลาดและได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ มีอยู่ราว 3-4 ยี่ห้อ

 

ผู้นำตลาดผ้าอนามัย

โซฟี    50%

ลอรีเอะ    37%

โมเดส   10%

และอื่นๆ   3%

จะเห็นว่าแบรนด์ที่เป็นเบอร์ต้นๆ ของตลาดผ้าอนามัยส่วนใหญ่จะเป็นแบรนด์สินค้าจากญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็น โซฟี หรือ ลอรีเอะ รวมทั้งแบรนด์น้องใหม่อย่าง ‘เอลิส’ ที่เข้ามาทำตลาดได้เกือบ 4 ปี ที่หวังจะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งเป็นอันดับ 3 เบียดกับโมเดส

แล้วทั้ง 3 แบรนด์เจ้าตลาดนี้มีรายได้เท่าไร ลองมาดูตัวเลขกัน

(*ตัวเลขรายได้เป็นตัวเลขของทั้งเครือฯ ที่มีสินค้าอุปโภค บริโภคอื่นด้วยนอกจากผ้าอนามัย)

 

ส่วนแบรนด์น้องใหม่อย่าง “เอลิส” มีบริษัทแม่เป็น บริษัท เอลิแอล อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ที่รายได้แตะหลักพันล้านเช่นกัน แต่ยังขาดทุนอยู่

2561

รายได้ 2,666,504,791.15   บาท

ขาดทุน 42,084,137.95   บาท

2560

รายได้ 2,375,047,637.70  บาท

ขาดทุน 221,382,473.00   บาท