เป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตไปพร้อมกระแสการเติบโตของ e-Commerce สำหรับ ธุรกิจรับส่งพัสดุด่วน (Parcel Delivery) แบบ Door-to-Door หรือ Last-mile Delivery ซึ่งเรียกว่าเป็นการส่งแบบ “จากมือผู้ส่งถึงมือผู้รับ” โดยหนึ่งในบริษัทที่เติบโตโดดเด่นที่สุดในบ้านเรา หนีไม่พ้น Kerry Express

Kerry Express เติบโตแค่ไหน…

ดูจากปริมาณการขนส่ง จะเห็นได้ชัดว่า Kerry Express มีการเติบโตมาก จากปี 2556 มียอดการจัดส่งพัสดุเพียง 10,000 ชิ้น/วัน กระโดดมาเป็น 800,000 ชิ้น/วัน ในปี 2561 และล่าสุดในปี 2562 บริษัทได้ทำลายสถิติด้วยยอดจัดส่งถึง 2,000,000 ชิ้น/วัน มาแล้ว โดยเฉลี่ยปัจจุบันยอดจัดส่งต่อวันไม่ต่ำกว่า  1.1-1.2 ล้านชิ้น

ถ้าดูจากด้านรายได้จะยิ่งเห็นชัดถึงการเติบโตแบบเท่าตัวของ Kerry Express

ปี 2557

รายได้หลัก  536,855,281.01 บาท

กำไรสุทธิ       19,458,135.30 บาท

ปี 2558

รายได้หลัก    1,515,300,417.02 บาท     (เติบโต 182.25%)

กำไรสุทธิ        134,718,958.94 บาท     (เติบโต 592.35%)

ปี 2559

รายได้หลัก     3,206,073,393.37 บาท   (เติบโต 111.58%)

กำไรสุทธิ     307,934,895.06 บาท   (เติบโต 128.58%)

ปี 2560

รายได้หลัก       6,577,757,267.49 บาท     (เติบโต 105.17%)

กำไรสุทธิ            732,995,165.53 บาท    (เติบโต 138.04%)

ปี 2561

รายได้หลัก        13,565,348,883 บาท       (เติบโต 106.23%)

กำไรสุทธิ              1,185,100,795 บาท       (เติบโต 61.68%)

บริษัทแม่คือ “ยักษ์ใหญ่” ในตลาดขนส่งฮ่องกง

หากนับเฉพาะบริษัทเอกชน Kerry Express นับเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดส่งพัสดุด่วน จะเป็นรองก็เพียงบริษัทไปรษณีย์ไทยเท่านั้น

บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2549 โดยบริษัทแม่ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นยักษ์ใหญ่ในธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์จากฮ่องกง มีชื่อว่า  Kerry Logistics Network Limited หรือ KLN ซึ่งปัจจุบันเป็นบริษัทจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ที่ฮ่องกง โดย KLN ได้ส่ง Kerry Logistics เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยก่อนหน้า Kerry Express หลายสิบปี

ทั้งนี้ KLN เริ่มต้นจากธุรกิจโกดังสินค้า ก่อนจะขยายไปสู่การขนส่งมีทั้งการขนส่งทางเรือและทางบก และมีตั้งแต่ First-mile Delivery ไปจนถึง Last-mile ปัจจุบันให้บริการใน 53 ประเทศทั่วโลก แต่หากนับเฉพาะ Kerry Express บริษัทมีบริการอยู่ 8 ประเทศ ได้แก่ ไทย เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ กัมพูชา อินโดนีเซีย ไต้หวัน และฮ่องกง โดยไทยถือเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดใน Kerry Express ทั้งหมด

สำหรับรายได้ของ KLN ในปี 2561 อยู่ที่ 38,138.53 ล้านเหรียญฮ่องกง (หรือ 1.49 แสนล้านบาท) เติบโตเกือบ 24% จากปีก่อนหน้า ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,439.78 ล้านเหรียญฮ่องกง (หรือ 9.52 พันล้านบาท) เติบโตกว่า 15% (อัตราแลกเปลี่ยน 3.9 บาท/HKD)

เจ้าของตัวจริงของ Kerry Express

แต่ถ้ามองภาพใหญ่ขึ้นไปอีก KLN เป็นเพียงกลุ่มบริษัทหนึ่งในอาณาจักรธุรกิจของเครือ Kuok Group ที่มีทั้งธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์  ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ต รวมถึงศูนย์ประชุมแห่งชาติ นอกจากนี้ ยังเป็นเจ้าของธุรกิจอาหารและธุรกิจการเกษตรแบบครบวงจร ตลอดจนธุรกิจเดินเรือและโลจิสติกส์

นอกจากแบรนด์ Kerry ก็ยังมีอีกหลายแบรนด์หรือชื่อบริษัทที่หลายคนคุ้นเคย เช่น โรงแรมแชงกรีล่า, หนังสือพิมพ์ South China Morning Post และ บริษัท Wilmar ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจการเกษตรชั้นนำของเอเชีย และเป็นหนึ่งในบริษัทอันดับต้นๆ ที่มี Market Cap สูงสุดในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ในปีที่ผ่านมา เฉพาะ Wilmar มีกำไรสุทธิกว่า 1,130 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นต้น

Kuok Group ก่อตั้งโดย โรเบิร์ต ก๊วก (กั๊วะ) มหาเศรษฐีชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน ปัจจุบันอายุ 96 ปี จุดเริ่มต้นของกลุ่ม Kuok Group เกิดขึ้นในปี 2492 จากธุรกิจค้าข้าว น้ำตาล และแป้ง โดยครั้งหนึ่งเขาเคยได้รับการขนานนามว่าเป็น “Sugar King of Asia” ในปี 2562 เขาได้รับการจัดอันดับจาก Forbes ให้เป็น บุคคลที่รวยที่สุดในมาเลเซีย และรวยเป็นอันดับที่ 104 ของโลก ด้วยมูลค่าความมั่งคั่ง 3.84 แสนล้านบาท หรือ 12,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (อัตราแลกเปลี่ยน 30.26 บาท/USD)

ก้าวสำคัญ Kerry Express ในไทย

หลายคนอาจคิดว่า Kerry Express ให้บริการเฉพาะ Last-mile Delivery หรือส่งพัสดุแบบบุคคลส่งถึงบุคคล (C2C) ซึ่งจริงๆ ก็เป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัท แต่จริงๆ แล้ว Kerry Express ให้บริการส่งพัสดุตั้งแต่ลูกค้ารายย่อยไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ครอบคลุมไปถึงการส่งแบบธุรกิจส่งถึงธุรกิจ (B2B) และธุรกิจส่งถึงบุคคล (B2C) หรือจะเป็นบุคคลส่งถึงธุรกิจ (C2B) อีกด้วย 

ปัจจุบัน Kerry Express ประเทศไทยมีจุดให้บริการกว่า 10,000 จุด และศูนย์กระจายพัสดุกว่า 1,300 แห่งทั่วประเทศ อีกทั้งยังมีพนักงานกว่า 22,000 คน และพาหนะขนส่งกว่า 20,000 คัน  เรียกได้ว่า “กำลังพล” น่าจะเป็นรองเพียงไปรษณีย์ไทย

แต่ในด้านนวัตกรรมนั้นต้องยอมรับว่า Kerry Express เป็นผู้ขับเคลื่อนให้เกิดบริการใหม่ๆ ที่ยิ่งกระตุ้นให้ตลาดจัดส่งพัสดุนี้เติบโตขึ้น ไม่ว่าจะเป็น บริการจัดส่งพัสดุด่วนภายในวันเดียวกัน หรือ Bangkok Sameday ซึ่งทำให้การส่งพัสดุรวดเร็วระดับที่เรียกว่า “ส่งเช้าถึงเย็น” ภายในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นรายแรก รวมถึง บริการรับชำระเงินปลายทาง (Cash on Delivery – COD) ด้วยระบบพร้อมเพย์ และ Rabbit LinePay เพื่อความสะดวกสบายในการชำระบริการค่าส่งสินค้าแบบไม่ใช้เงินสดสำหรับลูกค้าทั้งในฝั่งของผู้ส่งและผู้รับ

นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมา Kerry Express ยังได้เปิดบริการ “BTS Express Service” โดยอาศัยจุดแข็งที่มีผู้ถือหุ้นเป็นบริษัท บีทีเอสกรุ๊ปโฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS และบริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) VGI ทำให้ได้รับการสนับสนุนแบบ Exclusive ทำให้ Kerry สามารถเปิดตัวจุดบริการส่งพัสดุด่วนทั่วไทยได้อย่างสะดวกสบายบนรถไฟฟ้าบีทีเอสถึง 4 สถานี โดยลูกค้าสามารถส่งพัสดุไปยัง 12 สถานีปลายทางแบบเดลิเวอรี่ภายใน 3 ชั่วโมง รวมถึงมีบริการส่งของในระยะ 200 เมตร จากรถไฟฟ้าบีทีเอสภายใน 3 ชั่วโมง

Financial Exclusive Partner กับแบงก์กรุงเทพ

 

และเมื่อไม่นานมานี้ วันที่ 15 ม.ค. ที่ผ่านมา Kerry Express เดินหน้าไปอีกก้าวกับการจับมือเป็นพันธมิตรทางด้านระบบการชำระเงินออนไลน์แบบ Exclusive กับแบงก์กรุงเทพ โดยมีการลงนามความร่วมมือเพื่อร่วมกันพัฒนาบริการทางการเงินแบบครบวงจรและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคดิจิทัล

โดยล่าสุด ธนาคารกรุงเทพได้เริ่มนำระบบชำระเงินผ่าน PromptPay QR Code เข้ามาสนับสนุนการทำธุรกรรมด้านการชำระเงินรูปแบบต่างๆ เช่น การชำระค่าส่งพัสดุด่วนที่ Kerry Express Shop และบริการสั่งซื้อสินค้าแบบชำระเงินปลายทาง (COD) ซึ่งจะช่วยให้ตลาด e-Commerce เติบโตมากขึ้นได้

ผู้บริหาร Kerry Express เล่าว่า หลังจากทดลองให้บริการชำระเงินสำหรับบริการ COD ผ่าน QR Code พบว่าช่วยทำให้ยอดขายของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์เพิ่มขึ้นถึง 40% จากปกติ ขณะที่ Kerry Express เองก็สะดวกมากขึ้น เพราะในแต่ละวันบริษัทรับเงินสดจากการส่งสินค้าแบบ COD เป็นยอดเงินหลายร้อยล้านบาทต่อวัน ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ช่วยให้พนักงาน Kerry ไม่ต้องกังวลกับการนำส่งเงินเข้าธนาคาร เพราะเงินจะออนไลน์เข้าระบบของบริษัททันที

อนาคตการเติบโตของ Kerry Express Thailand

ธนาคารกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่าปัจจุบันมีมูลค่าการซื้อขายสินค้าผ่าน e-Commerce สูงกว่า 3.05 ล้านล้านบาท เติบโตปีละ 8-10%

ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ธุรกิจ Last-mile Delivery ในช่วง 2-3 ปีต่อจากนี้ ยังคงขยายตัวตามการเติบโตของธุรกิจ E-Commerce เป็นหลัก ราวร้อยละ 11.0 ต่อปี โดยคาดการณ์ว่าในปี 2563 ตลาดนี้จะมีมูลค่าราว 36,000–37,000 ล้านบาท 

แน่นอนว่า จากเทรนด์การเติบโตของทั้งตลาด e-Commerce และธุรกิจจัดส่งพัสดุด่วน ย่อมส่งผลให้ผู้นำในธุรกิจส่งพัสดุด่วนอย่าง Kerry ได้รับอานิสงส์จากการเติบโตดังกล่าวไปเต็มๆ

เมื่อดูการเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนเข้าสู่บัลลังก์ผู้นำของบริษัทเอกชนในธุรกิจส่งพัสดุด่วน บวกกับมองโอกาสเติบโตในอนาคตของ Kerry Express ประเทศไทย แล้ว เชื่อว่าหลายคนอาจรู้สึกว่าอยากลงทุนในบริษัทนี้ …

อยากถือหุ้นใน Kerry Express ประเทศไทย ทำยังไง?

 

ถ้าพูด ณ วันนี้เลย โอกาสของนักลงทุนรายย่อยมากอย่างเราๆ มีทางเลือกแค่ 3 ทาง คือ

1) ลงทุนในบริษัทแม่ที่ฮ่องกง

2) ลงทุนใน VGI ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น 23% ใน Kerry Express ประเทศไทย

หรือ 3) ลงทุนใน BTS ซึ่งถือหุ้นใน VGI อีกที ในสัดส่วน 21.22%

ถ้ามองจาก 3 ทางเลือกที่ให้มา ต้องเรียกว่าเป็นการลงทุนโดยอ้อม โดยเฉพาะทางเลือกที่ 3 นี่ต้องบอกว่า “อ้อมมาก”

แต่ช้าก่อน! อย่าเพิ่งตัดสินใจ กำเงินไว้ให้แน่น เพราะมีข่าวดีว่า…..

วานนี้ (16 ม.ค.) KAOHOON INTERNATIONAL รายงานถึงสำนักข่าว Bloomberg ระบุว่า Kerry Express ประเทศไทย อยู่ระหว่างวางแผนเสนอขายหุ้นให้แก่สาธารณชนเป็นครั้งแรก (IPO) เพื่อระดมทุนมาขยายกิจการเตรียมรองรับการเติบโตของ e-Commerce และธุรกิจช้อปปิ้งออนไลน์

ว่ากันว่าดีลนี้ โรเบิร์ต ก๊วก เห็นด้วยและพร้อมให้การสนับสนุน ซึ่งเขากำลังพิจารณาเสนอขาย IPO ธุรกิจในไทย โดยอาจระดมทุนอย่างน้อย 200 เหรียญสหรัฐ หรือ 6,052 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 30.26 บาท/USD)

อันที่จริง ข้อมูลจากบริษัทแม่ในฮ่องกงระบุไว้ในรายงานระหว่างกาลปี 2019 ว่า ข้อมูลไฟลิ่ง IPO ของ Kerry Express ประเทศไทย ควรจะเสนอต่อ กลต. ภายในเดือน ธ.ค. 2562 แล้ว อย่างไรก็ดี สรุปว่า การไฟลิ่งจะแล้วเสร็จเมื่อไหร่ คงต้องรอการเปิดเผยอย่างเป็นทางการจากผู้บริหาร Kerry Express ประเทศไทย อีกครั้งหนึ่ง

…. ระหว่างนี้สิ่งที่นักลงทุนรายย่อยที่อยากเป็นเจ้าของ Kerry Express ประเทศไทย ต้องทำก็คือ หยอดกระปุกรอไว้ พร้อมกับติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะเชื่อว่าคงมีนักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่สนใจอยากถือหุ้นที่หลายคนมองว่าเป็น “หุ้นเติบโต (Growth Stock)” ตัวนี้

 

ขอบคุณรูป Robert Kuok จาก straits times.com



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer