เช้าวันนี้ คณะกรรมกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมกับ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และกิจการไฟฟ้าสวัสดิการกองทัพเรือ (กฟส.) ออกมาประกาศถึงเกณฑ์ “การคืนหลักประกันการใช้ไฟฟ้าให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัย และประเภทที่ 2 กิจการขนาดเล็ก พ.ศ. 2563ซึ่งนั่นหมายถึงจำนวนผู้ใช้ไฟฟ้ารวมกว่า 23 ล้านรายทั่วประเทศ เป็นวงเงินกว่า 33,000 ล้านบาท ซึ่งทางรัฐบาลหวังว่าวงเงินส่วนนี้จะถูกนำมาใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้

4 หลักเกณฑ์การคืนหลักประกันการใช้ไฟฟ้า

1. เป็นการคืนหลักประกันการใช้ไฟฟ้าเต็มจำนวนและดอกผลให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า ประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัย และประเภทที่ 2 กิจการขนาดเล็ก ที่เคยมีการวางหลักประกันไว้

2. ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ประสงค์จะรับเงินคืน ต้องแจ้งความประสงค์ไปที่การไฟฟ้า (กฟน. หรือ กฟภ.) ตามใบแจ้งหนี้

3. เงินจะถูกคืนให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าที่วางหลักประกัน ตามประเภทของขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า

  • มิเตอร์ขนาด 5(15) คืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้า 300 บาท
  • มิเตอร์ขนาด 15(45) คืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้า 2,000 บาท

  • มิเตอร์ขนาด 30(100) คืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้า 4,000 บาท

  • มิเตอร์ขนาด 15(45) คืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้า 6,000 บาท

โดยส่วนใหญ่ บ้านอยู่อาศัยมักจะใช้มิเตอร์ขนาด 5(15) และขนาด 15(45) บาท หมายความว่า ส่วนมากจะได้คืน 300 บาท หรือ 2,000 บาท

4. ต่อจากนี้ ทั้ง 2 การไฟฟ้า จะไม่มีการเรียกหลักประกันการใช้ไฟฟ้ากับผู้ขอใช้ไฟฟ้ารายใหม่ ยกเว้นกรณีเปลี่ยนประเภทจากผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 และ 2 ไปเป็นประเภทอื่น

เริ่มลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม เป็นต้นไป ไม่ต้องรีบแย่งกันลงทะเบียน จะทยอยลงภายใน 1 เดือนหรือ 1 ปีข้างหน้าก็ยังได้ เพราะเงินหลักประกันถือเป็นสิทธิของเจ้าของหลักประกัน จะลงทะเบียนขอคืนเมื่อไหร่ก็ได้ โดยจะเริ่มคืนเงินตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม เป็นต้นไป (กรณีที่ลงทะเบียนออนไลน์และชื่อเจ้าของหลักประกันฯ กับผู้ใช้ไฟฟ้าตรงกัน จะได้เงินเร็ว)

ผู้ใช้ที่รับใบแจ้งหนี้จากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) 

มี 3 ช่องทางลงทะเบียน ดังต่อไปนี้

ช่องทางที่ 1 ลงทะเบียนทางออนไลน์  ตลอด 24 ชั่วโมง ประกอบด้วย

  • เว็บไซต์: mea.or.th
  • Facebook: การไฟฟ้านครหลวง MEA
  • Twitter: @mea_news
  • Line: @meathailand
  • แอปพลิเคชัน: MEA Smart Life โดยใช้วิธีสแกน QR Code ในใบแจ้งค่าไฟฟ้า (ใบแจ้งค่าไฟฟ้าที่จดเลขอ่านตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป)

โดยเมื่อสแกน QR แล้วระบบจะขึ้นชื่อเจ้าของหลักประกันฯ ขึ้นมา พร้อมกับแจ้งจำนวนเงินหลักประกันฯ ที่จะได้คืน เพื่อให้ตรวจเช็กความถูกต้อง จากนั้นผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถเลือกได้ว่าจะรับเงินคืนแบบไหน ซึ่งกรณีที่ชื่อเจ้าของหลักประกันฯ กับเจ้าของบ้านหรือผู้ใช้ไฟฟ้าเป็นชื่อเดียวกันจะได้รับเงินคืนค่อนข้างเร็ว

ส่วนช่องทางออนไลน์อื่นที่ไม่ใช้การสแกน QR Code ผู้ลงทะเบียนต้องมี 3 ข้อมูลต่อไปนี้ให้ครบ ได้แก่  1) ชื่อ นามสกุล 2) หมายเลขผู้ใช้ไฟฟ้า หรือหมายเลข CA บนใบแจ้งหนี้ และ 3) หมายเลขบัตรประชาชน 

ช่องทางที่ 2 ลงทะเบียนทางโทรศัพท์

กฟน. ได้จัดตั้งหน่วยงานรับเรื่องทางหมายเลขโทรศัพท์พิเศษเฉพาะกิจขึ้นมา เพื่อรองรับลุงป้าน้าอาที่ไม่สะดวกช่องทางออนไลน์ โดยโทรได้ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2563-29 พฤษภาคม 2563 เวลา 08.00-15.30 น. ในวันทำการ ที่หมายเลข 02-256-3333 มีทั้งสิ้นจำนวน 50 คู่สาย โดยต้องเตรียม 3 ข้อมูลข้างต้นให้ครบถ้วน

ช่องทางที่ 3 ลงทะเบียน ณ ที่ทำการของการไฟฟ้านครหลวง 18 เขต

แต่เพื่อลดความเสี่ยงจากผลกระทบการแพร่เชื้อไวรัส COVID-19 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563 ทาง กฟน. โดยช่องทางนี้ได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2563 หรือหลังจากนั้นเป็นต้นไป เพื่อรอให้สถานการณ์การระบาดเริ่มคลี่คลาย

ทางเลือกรับเงินคืน 3 ช่องทาง

หลังจากลงทะเบียนทั้ง 3 ช่องทาง ผู้ขอคืนหลักประกันสามารถเลือกช่องทางการคืนเงินได้ 3 ช่องทางโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมใดๆ ดังนี้

  1. ช่องทางที่ 1 บัญชีพร้อมเพย์ (Prompt Pay) เฉพาะที่ผูกกับหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ของผู้วางหลักประกัน!! กรณีผูกด้วยเบอร์โทร ใช้ช่องทางนี้ไม่ได้
  2. ช่องทางที่ 2 บัญชีธนาคารพาณิชย์ที่มีชื่อตรงกับผู้วางหลักประกันที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือธนาคารกสิกรไทย
  3. ช่องทางที่ 3 เคาน์เตอร์เซอร์วิส (จำนวนเงินไม่เกิน 50,000 บาท)

ผู้ใช้ที่รับใบแจ้งหนี้จากการไฟฟ้าภูมิภาค (กฟภ.) 

มี 3 ช่องทางลงทะเบียน ดังต่อไปนี้

ช่องทางที่ 1 สแกน QR Code บนใบแจ้งหนี้ ผ่านแอป PEA Smart Plus (ใบแจ้งค่าไฟฟ้าที่จดเลขอ่านตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป)

เมื่อสแกนเสร็จระบบจะขึ้นชื่อเจ้าของหลักประกันฯ ขึ้นมา พร้อมกับแจ้งจำนวนเงินหลักประกันฯ ที่จะได้คืน จากนั้น ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถเลือกได้ว่าจะรับเงินคืนแบบไหน ซึ่งกรณีที่ชื่อเจ้าของหลักประกันกับเจ้าของบ้านหรือผู้ใช้ไฟฟ้าเป็นชื่อเดียวกัน จะได้รับเงินคืนค่อนข้างเร็ว ภายใน 3 วัน โดยระบบจะมี SMS แจ้งเตือน

แต่กรณีที่เจ้าของหลักประกันฯ กับเจ้าของบ้านหรือผู้ใช้ไฟฟ้า เป็นคนละชื่อกัน จะต้องส่งเอกสารหลักฐานผ่านระบบเพิ่มเติม เพื่อรอตรวจสอบสิทธิ์ ซึ่งจะมีคำแนะนำอยู่ในระบบ

ช่องทางที่ 2 เว็บไซต์ https://dmsxupload.pea.co.th/cdp/

ผู้ลงทะเบียนต้องกรอก 1) ชื่อ นามสกุล 2) หมายเลขผู้ใช้ไฟฟ้า หรือหมายเลข CA และ 3) หมายเลขบัตรประชาชน หากชื่อตรงกันก็จะได้รับเงินคืนค่อนข้างเร็ว เช่นเดียวกัน

ช่องทางที่ 3 สำนักงานไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กว่า 1,000 แห่ง ทั่วประเทศ

แต่เพื่อลดความเสี่ยงจากผลกระทบการแพร่เชื้อไวรัส COVID-19 กฟภ. จึงไม่แนะนำให้ไปยื่นเรื่องที่สำนักงาน!!!

ทางเลือกสำหรับการรับเงินคืน

  1. เลือกรับเงินคืนผ่าน Prompt Pay, บัญชีเงินฝากธนาคาร หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
  2. รับเงินสดที่สำนักงานการไฟฟ้าทั่วประเทศ

ทั้งนี้ จะมี SMS ยืนยันผลการลงทะเบียน และแจ้งผลการคืนเงินให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทราบ โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะเริ่มจ่ายเงินดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. 2563 เป็นต้นไป นอกจากนี้ ทาง กฟภ. ยังได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่เพื่อตอบข้อซักถามและข้อสงสัยให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าที่ หมายเลขโทรศัพท์ 1129  เป็นจำนวน 90 คู่สาย

กรณีชื่อผู้ใช้ไฟฟ้ากับเจ้าของหลักประประกัน ไม่ตรงกัน

  1. กรณีซื้อบ้านต่อจากเจ้าของหลักประกันฯ ต้องตรวจสอบสิทธิ์ว่าการซื้อบ้านได้รวมส่วนของหลักประกันการใช้ไฟฟ้าด้วยไหมหรือเจ้าของหลักประกันฯ จะโอนสิทธิยินยอมให้เจ้าของบ้านคนใหม่ไหม ซึ่งถ้าไม่มีการตกลงใดๆ กันเลย โดยหลักแล้วสิทธิในเงินคืนจะตกเป็นของเจ้าของหลักประกันฯ
  2. กรณีที่ชื่อผู้วางหลักประกันเสียชีวิต แล้วผู้ใช้ไฟฟ้าหรือเจ้าของบ้านใหม่เป็นทายาท
  • กรณีที่ไม่มีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ทายาทที่เป็นผู้ลงทะเบียนต้องมีใบมรณบัตรและหลักฐาน (จดหมายยินยอมหรือหนังสือมอบอำนาจ) ระบุว่าจะมอบให้ผู้ลงทะเบียนเป็นคนรับเงิน
  • กรณีมีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ผู้ลงทะเบียนต้องเป็นผู้จัดการมรดกและต้องมีคำสั่งศาลเป็นหลักฐานยืนยัน

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co / Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

LINE it!