วี ฟู้ดส์ ออก “ซันคิสท์ เฟรชชี่ มิ้นต์ เลมอนเนด” ลุยตลาด Refreshment

อภิรักษ์ โกษะโยธิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท วี ฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มภายใต้ 4 แบรนด์หลัก ได้แก่ วีคอร์น,วีฟาร์ม,ดาวคอฟฟี่และซันคิสท์กล่าวว่าหลังจากที่ได้มีการบริษัทได้รับไลเซนส์จากบริษัทซันคิสท์โกรว์เออร์อินคอร์ปอเรชั่นจำกันในนำแบรนด์ซันคิสท์เข้ามาทำตลาดในเมืองไทย

โดยเปิดตัวไปเมื่อเดือนสิงหาคมปีก่อนด้วย 2 รสชาติได้แก่ นาเวล ออเร้นจ์ และ บลัด ออเร้นจ์ ในช่วง 6 เดือนแรกจะวางขายเฉพาะเซเว่นอีเลฟเว่น มีผลตอบรับค่อนข้างดี

เนื่องจากในปีก่อนไม่สามารถทำการตลาดได้มากนักทำให้ปีนี้เป้าหมายของแบรนด์คือการสร้างแบรนด์อะแวร์เนส (Brand Awareness) ผ่านการออกรสชาติใหม่มิ้นต์ เลมอนเนดซึ่งเป็นรสที่คิดค้นขึ้นในเมืองไทย ต่างประเทศมีขาย

วางตัวสินค้าอยู่ในกลุ่มพรีเมี่ยมแมสในเซ็กเมนต์น้ำผลไม้ Refreshment หรือ เติมความสนชื่น ที่คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ในตลาดน้ำผลไม้มูลค่า 12,000 ล้านบาทซึ่งเซ็กเมนต์นี้เป็นเซ็กเมนต์ที่ซันคิสท์คิดขึ้นมาเองเพื่อไม่ให้ไปชนกับเซ็กเมนต์อื่นๆที่มีอยู่แล้วดังนั้นจึงไม่มีคู่แข่งโดยตรงในตลาด

เจาะกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจในสุขภาพและดิจิทัลเป็นกลุ่มคนทำงานทีอยู่ในเมืองและนักรียนนักศึกษาอายุ 18-30 ปี โดยเกมการตลาดสัดส่วน 50-50 ระหว่างสื่อออนไลน์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ ไปพร้อมๆกับการใช้อีเวนต์เพื่อสร้างการรับรู้ โดยในช่วงเดือนเมษายนจะมีการแจกตัวอย่างในออฟฟิศ 60 แห่งในกรุงเทพ และในช่วงสิ้นปีวางแผนที่จะมีการจัดประกวดวงดนตรี

ส่วนช่องทางการจัดจำหน่ายได้มีการขยายเข้าไปในคอนวีเนียนสโตร์และซุปเปอร์มาร์เก็ต ส่วนเทรดดิชั่นนอลเทรดยังไม่ได้อยู่ในแผน นอกจากนี้กำลังศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการส่งสินค้าไปขายใน ลาว พม่าและกัมพูชา

เลมอน ถือเป็นหนึ่งในรสชาติที่คนไทยชื่นชอบ แต่อย่างไรก็ตามยังมีสินค้าในตลาดไม่มากนัก จึงถือเป็นช่องวางให้ซันคิสท์เข้าเจาะ โดยชูเรื่องสุขภาพด้วยการลดน้ำตาลลง 30%”

ในช่วยปลายปีจะมีการนำเข้าซันคิสท์จากเกาหลีใต้เข้ามาจำหน่าวส่วนรสชาติใหม่ยังอยู่ระหว่างวางแผน

สำหรับในปีที่ผ่านมาวีฟู้ดส์กรุ๊ปมีรายได้ราว 230 ล้านบาท แบ่งเป็น วี คอร์นเป็นสินค้าหลักด้วยสัดส่วน 66%, วีฟาร์ม 5% ที่เหลือเป็นดาว คอฟฟี่และซันคิสท์ ส่วนในปีนี้ตั้งเป้าโต 35% หรือคิดเป็นรายได้ 300 ล้านบาท แบ่งเป็น วี คอร์น 65% ,ซันคิสท์ 25% หรือคิดเป็นรายได้เกือบ 100 ล้านบาท ซึ่งจะได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับช่องทางการจำจำหน่าย และที่เหลือเป็น วีฟาร์มกับดาว คอฟฟี่

อย่างไรก็ตามอภิรักษ์ได้ประเมินแนวโน้มตลาดอาหารและเครื่องดื่มในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาอยู่ในช่วงชะลอตัว โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องดื่มเนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและผู้บริโภค เห็นได้จากข้อมูลจากนีสเส็นเมื่อช่วงสินเดือนมกราคมที่ผ่านมา พบว่า ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาภาพรวมของตลาดเครื่องดื่มในประเทศไทยเติบโตติดลบประมาณ -3.8%

สาเหตุหลักมาจากผู้ประกอบการมีการปรับราคาสูงขึ้นจากนโยบายการปรับภาษีสรรพสามิตน้ำตาลของรัฐบาลจนส่งผลกระทบต่อการบริโภคโดยเฉพาะน้ำผลไม้และชาพร้อมดื่มซึ่งตลาดติดลบค่อนข้างมากส่วนภาพรวมของตลาดอาหารยังคงเติบโตอยู่ในระดับทรงตัว

ในส่วนของสินค้ากลุ่มสุขภาพที่เป็นทางเลือกใหม่ๆ ยังอยู่ในเกณฑ์เติบโตที่ดีอันเนื่องมาจากไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น โดยคาดว่าตลาดจะเริ่มมีทิศทางบวกมากขึ้นภายในช่วง 2-3 ปีนับจากนี้ ตามความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่กำลังเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ดังจะเห็นได้จากตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพซึ่งมีอัตราเติบโตปีละประมาณ 7-10%”