เอ็มเค ยังสะเทือน เปิดกลยุทธ์สู้โควิดในวันที่วิกฤตรุมเร้าธุรกิจร้านอาหาร (วิเคราะห์) 

เอ็มเค สุกี้ ปล่อยโปรโมชั่นออกมารัวๆ

การประกาศซื้อหุ้นบริษัท แหลมเจริญ ซีฟู้ด คือการลงทุนครั้งสำคัญครั้งใหญ่ครั้งแรกของบริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) เมื่อเดือน พ.ย. 2562 ที่ผ่านมา
 
เป็นบิ๊กมูฟครั้งสำคัญที่อาจจะมาผิดเวลา เพราะในขณะที่รายได้จากแหลมเจริญที่จะเข้ามาในเอ็มเคยังไม่ชัดเจน แผนเตรียมขยายสาขาประมาณ 6-7 แห่งในปีนี้ก็ยังไม่ทันเริ่ม พายุโควิด-19 ก็ซัดเข้าสู่ธุรกิจของเอ็มเค อย่างจัง
.
และน่าจะเป็นบทโหดที่สุดของเอ็มเค ตลอดระยะเวลา 34 ปี ตั้งแต่เปิดสาขาแรกที่เซ็นทรัลลาดพร้าวเมื่อปี 2529


เพราะวันนี้ เอ็มเค มีร้านอาหารในเครือทั้งหมดกว่า 600 สาขา (ทั้งร้านอาหารญี่ปุ่น อาหารไทย ร้านกาแฟ เบเกอรี่ ฯลฯ) เฉพาะเอ็ม เค สุกี้ ซึ่งเป็นรายได้หลัก (76% ของรายได้ทั้งหมด) มี 463 สาขา

ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ใน บิ๊กซี, เทสโก้ โลตัส, ห้างเซ็นทรัล, ห้างโรบินสัน และ ห้างเดอะมอลล์

ยังมีแฟรนไชส์เอ็มเค สุกี้ ในญี่ปุ่นอีก 36 สาขา ในเวียดนาม อีก 9 สาขา ซึ่งก็น่าจะอยู่ในอาการเดียวกันกับเมืองไทยคือต้องปิดเพราะฤทธ์โควิด

เมื่อห้างปิด ร้านอาหารส่วนใหญ่จะปรับตัวเป็นเดลิเวอรี่ หรือ take away แต่สำหรับอาหารประเภทสุกี้ ที่ต้องมีหม้อ มีเตา มีอาหารที่ต้องเตรียมหลายอย่าง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่จะสั่งซื้อเพื่อนำกลับไปกินที่บ้าน ถึงแม้ปีที่ผ่านมาเอ็มเค สุกี้ พยายามรุกช่องทางเดลิเวอรี่มากขึ้นก็ตาม

แคมเปญการตลาด ผ่านออนไลน์ที่คิดไม่ถึงว่าจะได้เห็นก็เกิดขึ้น สุดๆ น่าจะเป็น “สั่งสุกี้ฟรีหม้อ” สำหรับการสั่งชุดสุกี้ Ready to ต้ม ในราคา 1,199 บาท (จากปกติ 1,746 บาท) รับฟรีหม้อต้มไฟฟ้าแบรนด์ Otto ราคา 590 บาท จำกัด 2,000 ชุด เฉพาะสาขากรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร และสมุทรปราการ


โพสต์หน้าเฟซบุ๊ก MK Restaurants ตอน 10 โมง เช้า 4 โมงเย็น ประกาศบอกว่า Sold Out

หรือเมนูเป็ดย่าง ซื้อ 1 แถม 1 ที่ขายดีมาก จนวันแรกต้องประกาศปิดรับออเดอร์ก่อนเปิดรับใหม่อีกครั้งในช่วงเย็น และโพสต์ขอบคุณลูกค้า วันเดียวมีลูกค้าสั่งมากกว่า 100,000 จาน

ผักสด ๆ ในชุดเมนูผักเพื่อสุขภาพ ถูกนำมาขายออนไลน์ พร้อมส่งตรงถึงหน้าบ้าน ในราคาเริ่มต้นเพียง 35 บาทเท่านั้น บางสาขาก็ให้พนักงานเอามาวางขายเป็นแผงขายผักหน้าร้านกันเลย

และยังมีโปรโมชั่นอื่นๆ นอกจากนี้อย่างต่อเนื่อง


ถึงจะหมดโควิด-19 (ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไหร่) ร้านอาหารประเภทนี้ ก็ไม่น่าจะกลับมาง่ายๆ เป็นโจทย์หนักที่ท้าทายอย่างมากสำหรับแบรนด์ร้านอาหารใหญ่ ที่ปีที่แล้วมีรายได้ถึง 17,870 ล้านบาท กำไร 2,603 ล้าน และมีพนักงานที่ต้องรับผิดชอบทั้งหมด ประมาณ 2 หมื่นคน

แต่ก็เป็นบทโหดเดียวกับบรรดาคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็น ฮอท พอท ชาบูชิ ซูกิชิ บาร์บีคิว พลาซ่า และจุ่มแซ่บฮัท ที่จะต้องเจอเหมือนกัน

เมื่อพายุร้ายพัดผ่าน น่าจะเป็นบทพิสูจน์ได้ว่า ใครยังคงแข็งแรงและยืนหยัดอยู่ได้

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน