SME Think Tank / หากต้องเลิกกิจการ /ดร. เกษม พิพัฒน์เสรีธรรม

ใจจริงไม่อยากจะเขียนบทความด้วยเรื่องอย่างนี้เลยครับ แต่สถานการณ์โรคระบาด COVID-19 ทั่วโลก หนักหนาสาหัสจริง ๆ  ขณะที่เขียนบทความนี้ (10 เม.ย. 2563) โรคระบาดนี้แพร่กระจายไปหลายประเทศทุกทวีปในโลก มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 1.6 ล้านคน และคนตายเกือบ 90,000 คน โดยเฉลี่ยคนติดเชื้อเพิ่มวันละ 100,000 คน และมีคนตายเพิ่มวันละ 10,000 คน

ยังไม่มีใครรู้ว่าชาวโลกจะหยุดสถานการณ์โรคระบาดนี้ได้เมื่อไร และสถานการณ์จะถึงจุดที่เลวร้ายที่สุดเมื่อไร ตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีนที่จะมายับยั้งเจ้าโรคร้ายนี้ ชาวโลกคงยังผจญชะตากรรมร่วมกันไปอีกนาน มีข่าวดีว่านักวิทยาศาสตร์ในหลายประเทศได้มีการคิดค้นวัคซีนที่เชื่อว่าน่าจะเอาเจ้าโรคร้าย COVID-19 อยู่แต่กว่าจะสำเร็จนำมาใช้ได้จริงในระดับโลกคงใช้เวลาเป็นปี

ทุกประเทศใช้วิธีเดียวกันเพื่อชะลอการแพร่กระจายของโรคระบาดนี้ ด้วยการปิดเมือง ปิดประเทศและมาตรการอยู่ห่าง ๆ กันที่เรียกกันติดปากว่า Social Distancing รวมทั้งการใช้หน้ากากอนามัยและพยายามล้างมือกันบ่อย ๆ รวมทั้งระดมทีมแพทย์และพยาบาลรับมืออย่างเต็มที่ แต่หากประเทศใดไม่สามารถชะลอการแพร่กระจายโรคระบาดนี้จนเกินขีดความสามารถและความพอเพียงของโรงพยาบาล อุปกรณ์ทางการแพทย์ และแพทย์ พยาบาลที่มี ประเทศนั้นก็โชคร้ายมีคนตายจำนวนมาก เช่น อิตาลี สเปน น่าเศร้าจริง ๆ ครับ

ผลกระทบจากการปิดเมืองปิดประเทศและให้คนส่วนใหญ่ทำงานที่บ้าน (Work From Home) การหยุดยั้งการเดินทางระหว่างประเทศ ระหว่างเมือง ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกชะลอหนัก หลายกิจการต้องถูกสั่งให้ปิดลงทันที นานแค่ไหนขึ้นอยู่กับมาตรการของแต่ละเมือง แต่ละประเทศ

ในประเทศไทย สมาคมนักธุรกิจใหญ่ ๆ อย่างสภาอุตสาหกรรมประมาณว่าหากเราไม่สามารถหยุดโรคระบาด COVID-19 ได้ภายในมิถุนายนนี้ คาดว่าจะมีคนตกงานประมาณ 7 ล้านคน จากคนทำงานทั้งหมดในระบบ 38 ล้านคน

ทุกประเทศต้องระดมความคิดและงบประมาณเพื่อมารองรับสถานการณ์และพยุงเศรษฐกิจเพื่อพยายามต่อชีวิตธุรกิจโดยเฉพาะกิจการขนาดเล็กแบบ SME

ลองมาดูวงเงินงบประมาณที่ประเทศต่าง ๆ เตรียมมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจเป็นเปอร์เซ็นต์ของ GDP

เยอรมนี 21.8% มาเลเซีย 16.5% สเปน 16.1% อังกฤษ 15.8% ฝรั่งเศส 14.3% ญี่ปุ่น 10.8% สิงคโปร์ 10.8% ออสเตรเลีย 10.7% สหรัฐอเมริกา 10.7% เกาหลีใต้ 5.2% อิตาลี 1.4% อินเดีย 0.8% ไทย 12.0% เป็นต้น แต่ทั้งหมดที่ว่าไปนี้เป็นขั้นต้นและอยู่บนสมมุติฐานที่ว่า เจ้า COVID-19 จะสิ้นพิษสงในมิถุนายนนี้

ผมคิดว่ารัฐบาลไทยและทีมไทยแลนด์ที่มีนักรบชุดขาว แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เป็นแนวหน้าทำงานได้ดี น่าชื่นชม การไม่ปิดเมือง ปิดประเทศแบบทั้งหมด และการให้แต่ละจังหวัดสามารถออกมาตรการควบคุมการระบาดของโรคได้ตามสถานการณ์และบริบทของแต่ละจังหวัด มีทั้งการบังคับ ลงโทษ และขอความร่วมมือ ทำให้เศรษฐกิจยังพอเดินไปได้ คนหาเช้ากินค่ำยังพอเอาชีวิตรอดอยู่ได้บ้าง และชะลอสถานการณ์การระบาดของโรคไม่ให้เกินความสามารถในการรับมือของบุคลากรและทรัพยากรที่มี

ขอให้เราชนะเจ้า COVID-19 ไปด้วยกัน

เศรษฐกิจโลกไม่ดีมาตั้งแต่ปีที่แล้วเนื่องจากพิษจากสงครามการค้า ตามด้วยสงครามราคาน้ำมัน และเจ้า COVID-19 ซ้ำเติมให้สถานการณ์เลวร้ายหนัก ตลาดหุ้น ตลาดทุนทรุดหนัก และผลกระทบอื่น ๆ ตามมาอีกมาก แม้ว่ารัฐบาลและภาคธุรกิจใหญ่ เช่น ธนาคารได้ออกมาตรการช่วยเหลือ แต่คงไม่สามารถช่วยได้อย่างเพียงพอได้ทั้งหมด หลายธุรกิจอาจถึงเวลาที่ไปต่อไม่ไหว

การทำธุรกิจหากพิจารณาอย่างรอบคอบดีแล้วว่าหากฝืนไปต่ออาจจะบาดเจ็บสาหัสจนไม่สามารถรักษาชีวิตรอดและมีพละกำลังในการเริ่มธุรกิจใหม่ คงจำเป็นต้องหยุดก่อนดีกว่า สัญญาณเตือนว่าท่านไม่ควรฝืนทำธุรกิจต่ออาจจะเป็น เช่น

1. ท่านไม่มีความสุขในการทำธุรกิจต่อไป ท่านรับความกดดันจากความยากในการพาธุรกิจไปต่อไม่ไหว การทำงานภายใต้ความกดดันแบบไม่มีความสุขย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพกาย ใจ จนท่านอาจจะไปต่อเองไม่ไหวไปด้วย ไม่ใช่ธุรกิจอย่างเดียว

2. ท่านมองไม่เห็นทางที่จะนำพาธุรกิจไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ หรือท่านพยายามมาหลายปีแล้วก็ไม่เคยถึงเป้าหมายเลย แม้จะปรับเป้าหมายให้หย่อนลงบ้างก็ตาม

3. สินค้าหรือบริการของท่านไม่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ขายลำบากต้องใช้การแข่งขันด้านราคาเป็นหลักซึ่งผลตามมาคือการขาดทุนต่อเนื่อง

4. ขาดสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียน เงินออกมากกว่าเงินเข้า สาเหตุนี้หนักสุด เพราะเปรียบเหมือนร่างกายขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง

5. พนักงานที่สำคัญและเก่ง ๆ เริ่มทยอยกันลาออก อาจจะเป็นเพราะเขามองไม่เห็นอนาคตที่ดีที่อยู่ช่วยงานท่านหรือเขาได้รับข้อเสนอที่ดีกว่า

6. การหยุดพัก ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น บางครั้งการได้พักผ่อนอาจช่วยให้ท่านมีพลังทำงานหรือสมองแจ่มใสขึ้นสามารถพาธุรกิจไปต่อได้ แต่หากว่าท่านพักพอแล้วลดการทำงานแล้วยังไม่เห็นทางออกจริง ๆ คงจะเป็นการที่ดีกว่าที่ท่านจะตัดสินใจพักยาว ๆ

7. หนี้สินมากกว่าทรัพย์สินหรือมากเกินความสามารถจ่ายชำระ เป็นแบบนี้เครียดแน่นอนไปต่อไม่ไหว เจ้าหนี้รุมเร้า

ในบางกรณีที่ธุรกิจยังพอไปได้และอาจจะเป็นที่น่าสนใจอยู่บ้าง ให้ลองพิจารณาหาผู้ซื้อกิจการทั้งหมดของท่าน เรื่องแบบนี้ต้องพิจารณาให้ดีและรีบทำก่อนที่ธุรกิจจะไปไม่ไหวและหมดสภาพจริง ๆ

เมื่อท่านพิจารณาดีแล้วว่าจะหยุดหรือเลิกกิจการ ท่านก็ควรวางกลยุทธ์ในการเลิกหรือหยุดกิจการ

ท่านต้องคิดว่าจะเลิกกิจการเลย หรือหยุดกิจการแต่คงรูปแบบนิติบุคคล เช่น บริษัท จำกัด ห้างหุ้นส่วน จำกัด ไว้ไม่ว่าจะเป็นแบบใด ท่านควรพิจารณาเรื่องเหล่านี้

1. เรียกประชุมหุ้นส่วนแจ้งให้เขาทราบว่าทำไมท่านจึงเห็นสมควรเลิกกิจการ ให้ทุกคนได้ออกความเห็น แลกเปลี่ยนเหตุผลแล้วได้ข้อสรุปร่วมกัน ในกรณีที่ท่านเป็นเจ้าของกิจการคนเดียว ก็ควรพุดคุยกับคนในครอบครัว หรือปรึกษาคนที่ท่านไว้วางใจ

2. ดูภาระรายได้ ค่าใช้จ่ายในระยะเวลา 1-3 เดือนล่วงหน้า ส่วนไหนที่ต้องรีบดำเนินการก่อนส่วนไหนที่ไม่สามารถดำเนินการแก้ไขได้ มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่ต้องใช้ในการเลิกกิจการ

3. เร่งรัดการเก็บหนี้เรียกชำระเงินจากลูกหนี้ ต้องดำเนินการก่อนที่ลูกหนี้จะรู้ว่าท่านจะเลิกกิจการ หรือขายหนี้ที่ดีให้เจ้าหนี้ธนาคารที่เขาเรียกว่า Factoring ควรพิจารณาให้ส่วนลดในการชำระหนี้แก่ลูกหนี้

4. ชะลอการขายโดยเฉพาะขายเชื่อ สำรวจสินค้าคงเหลือแล้วรีบดำเนินขายออกในราคาที่ถูกกว่าการขายปกติ พิจารณาทรัพย์สินที่สามารถขายได้และรีบดำเนินการ

5. พิจารณาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้อาจจะพิจารณาจากรายเล็กไปหารายใหญ่หรือพิจารณาจากความสัมพันธ์ช่วยเหลือกัน หรือความหนักหนาสาหัสสภาพบังคับ สำหรับรายที่ไม่สามารถชำระได้หมดให้เจรจาผ่อนสั้นผ่อนยาวหรือจ่ายชำระเป็นทรัพย์สินหรือสินค้าแทน

6. แจ้งให้พนักงานทราบถึงความจำเป็นที่ท่านต้องเลิกหรือหยุดกิจการ ดูแลและช่วยเหลือพนักงานและทำตามกฎหมายให้ถูกต้องในการเลิกจ้างพนักงาน ท่านต้องทำด้วยความเห็นใจและพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

7. แจ้งให้ลูกค้าและผู้ขายปัจจัยการผลิตทราบ พิจารณาร่วมกับลูกค้าหรือผู้ขายปัจจัยการผลิตในเรื่องสินค้าค้างส่งหรือสัญญาต่าง ๆ พยายามหาข้อตกลงร่วมกันเพื่อป้องกันการฟ้องร้องกัน

8. ดำเนินการเกี่ยวกับภาษีหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการเลิกกิจการ เรื่องนี้สำคัญมากท่านไม่ควรบิดพลิ้ว ควรปรึกษานักกฎหมายหรือผู้ชำระบัญชีที่เกี่ยวข้อง

9. พิจารณาสัญญา ใบอนุญาตต่าง ๆ เช่น สัญญาเช่าอาคาร สถานที่ อะไรที่ต้องดำเนินการ เงินประกัน สัญญาต่าง ๆ อะไรที่สามารถเรียกคืนได้ อะไรที่จำเป็นต้องต่อสัญญารักษาไว้ (ในกรณีที่อาจจะกลับมาทำธุรกิจใหม่)

10. พิจารณาว่าท่านจะเหลือเงินเท่าไรหลังจากดำเนินการใน 9 ข้อข้างต้น แล้วพิจารณาแบ่งให้หุ้นส่วนและตัวเอง ดูว่าเงินส่วนนี้จะเข้าไปทำอะไร เป็นทุนในการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ หรือเอาไว้ใช้ดูแลตัวเองและครอบครัวเมื่อคิดว่าเลิกธุรกิจจริง ๆ

ผมพยายามให้ท่านรับความจริงไม่ฝืน แต่ไม่อยากให้ท่านถอดใจเลิกกิจการแบบง่าย ๆ เกินไป ไม่สู้ให้ถึงที่สุดเสียก่อน

การเลิกกิจการเพื่อเก็บแรงกายแรงใจ ทรัพยากร ทุน ไว้เริ่มต้นธุรกิจใหม่เป็นเรื่องที่ควรพิจารณา

COVID-19 ได้เปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจ การดำเนินชีวิต โครงสร้างเศรษฐกิจ อย่างแน่นอน หากท่านทำธุรกิจที่ไม่อยู่ในยุคสมัย ไม่ทันเทคโนโลยี อาจจะเป็นการดีกว่าที่ท่านจะเลิกหรือหยุดกิจการเพื่อเริ่มต้นใหม่ในธุรกิจที่ใช่ จริงไหมครับ



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer