สมชัย เลิศสุทธิวงค์ พา เอไอเอส ฝ่าวิกฤตโควิด เพราะความท้าทายในธุรกิจคือการตั้งรับสถานการณ์

วันนี้คนไทยถูกเร่งวิถีชีวิตสู่ Digital Economy จากการเว้นระยะห่างทางสังคมบนสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

การเร่งเครื่องสู่ Digital Economy ของคนไทย โอเปอเรเตอร์คือส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนผ่าน Infrastructure ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานในการให้บริการการติดต่อสื่อสาร

ทั้งการติดต่อสื่อสารผ่านเสียง และอินเทอร์เน็ตออนโมบาย ในเครือข่ายมือถือ และการเชื่อมต่อบนโลกออนไลน์ผ่านบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต

สำหรับการให้บริการบนมือถือในวันนี้การใช้งานมือถือของคนไทยมีจำนวนมากถึง 93 ล้านเลขหมาย คิดเป็นอัตราการใช้งานโทรศัพท์มือถือมากถึง 140% ของประชากรทั้งประเทศ

นอกจากโทรศัพท์มือเป็นปัจจัยพื้นฐานของคนไทย การเปิดประมูลคลื่น 5G ในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการบริการโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ตไร้สายในอนาคต ที่ช่วยเชื่อมต่อโลกดิจิทัลผ่านยูสเคสหรือการนำ 5G ไปประยุกต์การใช้งานในรูปแบบใหม่ ๆ ที่เทคโนโลยีเดิมอย่าง 4G ไม่สามารถตอบสนองการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ส่วนอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ได้เข้าถึงผู้ใช้ทั่วไทยมากถึง 10.36 ล้านครัวเรือน และจากความเร็วในการให้บริการในราคาเหมาจ่ายรายเดือนที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้มากขึ้น อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์จึงกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการเข้าสู่โลกออนไลน์หนึ่งของคนไทย

ทั้งหมดนี้คือโอกาสบนความท้าทายใหม่ ๆ ในธุรกิจโอเปอเรเตอร์ไทย และผู้นำตลาดอย่าง สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ซีอีโอ เอไอเอส มองเรื่องนี้อย่างไร

เทคโนโลยีไร้สายเครื่องมือที่สำคัญในยุคโควิด-19

สมชัยกล่าวกับ Marketeer ว่า การเว้นระยะห่างทางสังคมจากสถานการณ์โควิด-19 เทคโนโลยีสื่อสารไร้สายและบริการดิจิทัลถือเป็นสิ่งจำเป็นสูงสุดในฐานะเครื่องมือช่วยเหลือที่สำคัญของคนไทยในการใช้ชีวิตบนโลกดิจิทัลที่ขาดไม่ได้

ในวันนี้การลงทุนดิจิทัลสำคัญมากกับคนไทย และโอเปอเรเตอร์ทุกรายต่างทำหน้าที่ให้บริการลูกค้าอย่างดีที่สุดอย่างเต็มที่ในการดูแลโครงข่ายให้บริการกับลูกค้าทุกมิติ

ในส่วนของเอไอเอสก็เช่นกัน เอไอเอสยังคงพยายามที่จะรักษาบริการให้เหมือนปกติมากที่สุด บนการลงทุนต่อเนื่อง เช่น การลงทุนขยาย capacity ของโครงข่ายอีก 3 เท่า ทั้งเครือข่ายมือถือและบรอดแบนด์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายให้มีความสามารถรองรับการใช้งานเพิ่มขึ้นในช่วงโควิด-19 ได้อย่างไม่มีสะดุด

สมชัยกล่าวว่าการลงทุนนี้อาจจะไม่ได้เน้นที่การสร้างรายได้เป็นหลัก แต่ให้ความสำคัญในการช่วยเหลือ ดูแลลูกค้า พนักงาน และสังคมในมิติต่าง ๆ อย่างเต็มที่

ความท้าทายในธุรกิจคือการตั้งรับสถานการณ์

ในฐานะ Digital Life Service Provider ทิศทางธุรกิจเอไอเอสในปีนี้ยังคงตั้งมั่นทำหน้าที่ในการพัฒนา Digital Platform และ Digital Service ใน 5 ด้านเพื่อยกระดับการใช้ชีวิตของคนไทย และส่งเสริมขีดความสามารถขององค์กรในทุกภาคส่วน ได้แก่

  1. Mobile Payment ผ่าน Rabbit LINE Pay ที่เอไอเอสเข้าไปร่วมทุน
  2. Cloud ผ่านบริษัท CSL ซึ่งเป็นบริษัทที่เอไอเอสเข้ามาควบรวมกิจการ CS LIXINFO เพื่อให้บริการโซลูชั่นต่าง ๆ ในกลุ่ม Enterprise
  3. IoT ทดลองการใช้งานการเชื่อมต่อ IoT กับเครือข่ายอย่างสมบูรณ์แบบ
  4. Partner Service จับมือกับพาร์ตเนอร์ชั้นนำทุกภาคส่วนในการทำธุรกิจร่วมกัน
  5. VDO ผ่านบริการ AIS Play

แต่ซีอีโอเอไอเอสให้มุมมองเพิ่มเติมว่าสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้น ทำให้เอไอเอสได้เรียนรู้เพิ่มเติมว่า การบริการที่มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ที่แท้จริง ต้องเป็นบริการที่คนจำนวนมากได้รับผลกระทบ และต้องเป็นบริการที่ง่าย สะดวก ปลอดภัย และเชื่อมโยงกับ Ecosystem ที่เกี่ยวข้องได้ทั้งหมด

บนกลยุทธ์การเรียนรู้ในการทำธุรกิจช่วงโควิด-19 ของเอไอเอส ย่อมมีความท้าทายใหม่ ๆ เกิดขึ้นเสมอ

สำหรับเอไอเอสความท้าทายในระยะสั้น คือ ทำอย่างไรจึงจะนำดิจิทัลเข้าไปสนับสนุนคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะการนำดิจิทัลเข้าไปสนับสนุนในกลุ่มคนระดับแมส โดยสมชัยมีความคิดที่จะพัฒนาแอปพลิเคชันที่ได้รับการยอมรับจากคนไทย บนความง่ายในการใช้งาน ปลอดภัยและตอบโจทย์การใช้งานไม่แตกต่างจากแอประดับโลก เพื่อต้องการให้คนไทยมีแอปพลิเคชันที่เหมาะสมกับคนไทยในการใช้งาน และไม่ต้องพึ่งพาแอปจากต่างประเทศ

“ส่วนความท้าทายในระยะยาว คือการประคองการดำเนินงานให้เป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นที่การปรับตัวของพนักงานและองค์กร เพื่อให้รับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากผลของโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องมีการเลิกจ้างพนักงาน หรือยังคงมีผลประกอบการที่ช่วยประคองอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคมของประเทศให้ได้”

นอกจากนี้ กลยุทธ์ที่สำคัญอีกข้อหนึ่งของเอไอเอสคือการรีสกิลพนักงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนองค์กรให้รับมือกับผลกระทบโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สมชัยได้แนะนำกลุ่มผู้ประกอบการ ที่เมื่อพ้นสถานการณ์โควิด-19  จะต้องปรับเอาเทคโนโลยี เข้าไปประยุกต์ใช้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Datacenter, CLOUD, Cyber Security ซึ่งเอไอเอสมีความเชี่ยวชาญและมีพาร์ตเนอร์ระดับโลกที่สามารถเป็น Solutions Provider ที่ Customization ให้แก่แต่ละองค์กรได้

5G ถูกเร่งปฏิกิริยาประยุกต์ใช้เร็วขึ้น

แม้ 5G ในประเทศไทยจะถูกจัดสรรคลื่นให้แต่ละโอเปอเรเตอร์นำไปใช้งานผ่านการประมูลคลื่นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

สมชัยให้ความเห็นว่าเทคโนโลยีของ 5G จะต้องใช้เวลานานถึง 2 ปี ถึงจะเป็นบริการที่ถึงลูกค้าระดับแมส เนื่องจากในปัจจุบันดีไวซ์ที่รองรับ 5G ยังเป็นดีไวซ์ที่มีราคาสูงจึงสามารถเข้าถึงคนกลุ่มเล็ก ๆ ได้เท่านั้น

และในทางปฏิบัติสำหรับคนทั่วไป เทคโนโลยีอย่าง 4G หรือ High Speed Broadband เป็นเทคโนโลยีที่มีความเร็วเพียงพอที่จะรองรับความต้องการใช้งานที่ต้องใช้ปริมาณดาต้าสูงๆ อย่างการสตรีมมิ่งวิดีโอ หรือการวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ได้ในปัจจุบัน

แต่สำหรับภาคองค์กร ซีอีโอเอไอเอสมองว่า จากเดิมในสถานการณ์ปกติที่อาจจะต้องใช้เวลาสร้างยูสเคสใหม่ ๆ ให้สามารถใช้งานจริงได้ไม่ต่ำกว่าปี

เพราะสถานการณ์โควิด-19 ได้เป็นเสมือนตัวเร่งปฏิกิริยา ให้เกิดการตื่นตัวนำ 5G ไปประยุกต์ใช้เป็นยูสเคสใหม่ ๆ

เช่น การนำเทคโนโลยี 5G ไปใช้กับ Telemedicine ในการให้บริการสาธารณสุข ผ่านหุ่นยนต์ซึ่งเป็นเหมือนดีไวซ์ 5G ประเภทหนึ่งในการช่วยคุณหมอดูแลผู้ป่วยโควิด-19 แบบไร้สัมผัส

แต่อย่างไรก็ดี สมชัยกล่าวว่า การพัฒนา 5G และยูสเคสต่าง ๆ ยังคงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ต้องเรียนรู้ เก็บข้อมูลความต้องการในการใช้งานของผู้ใช้ เพื่อพัฒนาการให้บริการ 5G ตามโจทย์ความต้องการอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นยูสเคสที่สมบูรณ์แบบ

นอกจากนี้ เอไอเอสยังมีแผนการขยายเครือข่าย 5G ให้ครอบคลุมพื้นที่จำเป็นโดยเร็วที่สุด โดยในปัจจุบันเอไอเอสมีเครือข่าย 5G ในทั้ง 77 จังหวัด เน้นติดตั้งที่โรงพยาบาลและพื้นที่สาธารณะ

และกำลังวางเครือข่าย 5G ให้ครอบคลุมพื้นที่ EEC ที่เป็นจุดสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจจากภาคอุตสาหกรรมของประเทศแบบ 100%”

“เอไอเอสมีแนวทางในการนำ 5G มาสร้างประโยชน์ ฟื้นฟูประเทศในเชิงการเสริม Productivity ได้อย่างทันต่อสถานการณ์ และพร้อมที่ผลักดัน ด้วยการเชื่อมโยง 5G Ecosystem เข้ามาสร้าง Solutions, Use case ให้แก่ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างเต็มที่”

 

Do & Don’t สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในปี 2563 

ก่อนจากกันสมชัยให้ความคิดเห็นถึง Do & Don’t ที่ควรทำและไม่ควรทำในปี 2563 ที่แบรนด์ต่าง ๆ สามารถนำไปปรับใช้ได้ ดังนี้

Do

– รีสกิลคนในองค์กรและส่งเสริมให้ปรับ Mindset เพื่อรับการเปลี่ยนแปลง

– ปรับกระบวนการทำงานภายในให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ทั้งระยะสั้น และระยะยาว ผ่านจำลองสถานการณ์ให้เห็นภาพได้ใกล้เคียงมากที่สุด

– ต้อง Walk The Talk สื่อสารกับทีมอย่างใกล้ชิดและลงมือทดลองทำจริง เพื่อเรียนรู้อย่างรวดเร็ว

Don’t

– อย่าทำเหมือนเดิมเช่นที่เคยทำมา

 

เพราะในปี 2563 ถือเป็นปีที่ท้าทายที่จะต้องจับมือก้าวผ่านไปด้วยกัน และสมชัยพร้อมจับมือกับพนักงานเอไอเอสยืนยันในการให้บริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าเอไอเอสทุกคน

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 

 

 

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน