ตลาดถุงมือยาง ใหญ่แค่ไหน ? วิเคราะห์ศักยภาพและการเติบโตของ ศรีตรังโกลฟส์ และความร้อนแรงของหุ้น STGT

สถานการณ์โควิด-19 ที่ระบาดไปทั่วโลก ได้เปลี่ยนพฤติกรรมผู้คนจำนวนมากหันมาใส่ใจสุขภาพและสุขอนามัยมากยิ่งขึ้น

การรักษาสุขอนามัยเพื่อห่างไกลโรคระบาด นอกจากการใส่ Mask แล้ว ‘ถุงมือยาง’ กลายเป็นสิ่งที่ถูกเลือกไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมหลายประเภท โดยเฉพาะการใช้งานทางการแพทย์ทั่วโลก ที่มีความต้องการใช้เป็นจำนวนมาก

วันนี้ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก เพื่อใช้ในทางการแพทย์และอุตสาหกรรมอื่นๆ ถือเป็นธุรกิจที่น่าจับตามอง

STGT มีการขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา มีโรงงานที่เป็นฐานการผลิต 3 แห่ง ได้แก่ โรงงานสาขาหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โรงงานสาขาสุราษฎร์ธานี และโรงงานสาขาตรัง กำลังการผลิตติดตั้งรวมประมาณ 27,153 ล้านชิ้นต่อปี (ข้อมูล ณ 31 ธันวาคม 2562)

ปัจจุบัน STGT ยังมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตติดตั้งอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในประเทศไทย โดยได้ทำการขยายกำลังผลิตติดตั้งของโรงงานสาขาหาดใหญ่ และโรงงานสาขาตรัง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการขยายกำลังการผลิตให้มากกว่า 32,000 ล้านชิ้นต่อปี

การมองการณ์ไกลของ STGT ในการวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตนั้น ได้สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาสินค้าอย่างไม่หยุดนิ่งเพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กับชีวิตประจำวันของผู้คน โดยเฉพาะเป็นสิ่งใกล้ตัวที่ใครก็มีโอกาสเข้าถึง เพื่อปกป้องสุขอนามัยที่ดี ห่างไกลเชื้อไวรัสหรือสิ่งปนเปื้อน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทั้งทางด้านทำอาหาร ทางการแพทย์ คลินิกเสริมความงาม เป็นต้น

สอดรับกับการเติบโตของ ตลาดถุงมือยาง จากปัจจัยที่คนทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญด้านดูแลสุขภาพ สังเกตได้จากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นทั่วโลก โดย OECD คาดการณ์ว่าอัตราส่วนจำนวนประชากรที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ต่อจำนวนประชากรทั่วโลก เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 8.9 ของประชากรทั้งหมดในปี 2561 เป็นร้อยละ 10.9 ในปี 2570 ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์อย่างถุงมือยางเป็นสิ่งที่หลายคนมองหา และผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะใช้บริการทางการแพทย์ ตลอดรวมถึงการมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพมากกว่าประชากรในช่วงวัยอื่น ๆ

ถุงมือยางของ STGT จึงเป็นเสมือนผลิตภัณฑ์ที่ส่งมอบความห่วงใยตลอดการสวมใส่เวลาใช้งาน  โดยกระบวนการผลิตของ STGT สามารถผลิตออกมาได้อย่างหลากหลาย ปรับเปลี่ยนคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่าง เช่น ความหนา สี พื้นผิว และขนาดของถุงมือยาง ฯลฯ สามารถผลิตออกมาได้ประมาณ 74 รูปแบบ และถุงมือยางธรรมชาติจะมีการใช้งานอย่างแพร่หลายเมื่อเทียบกับถุงมือยางสังเคราะห์ และมีราคาที่ถูกกว่า

โฟกัสด้านทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ของ STGT  พบว่า โรงงานทั้ง 3 แห่งตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งเพาะปลูกยางพาราที่สำคัญของประเทศ  รวมทั้งตั้งอยู่ใกล้กับโรงงานผลิตน้ำยางข้นของกลุ่มบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ซึ่งเป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติแบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดของโลกที่จัดหาน้ำยางข้นให้แก่ STGT และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จึงทำให้มีความได้เปรียบเชิงการแข่งขันในด้านต้นทุนค่าขนส่งวัตถุดิบและต้นทุนการจัดเก็บวัตถุดิบที่ต่ำ

นอกจากนี้ STGT ได้นำเทคโนโลยีการผลิตที่ล้ำสมัยมาใช้ในโรงงานจึงสามารถผลิตถุงมือยางได้อย่างรวดเร็ว รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมทางการแพทย์ และการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขอนามัยของผู้บริโภคทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น โดยส่งออกผลิตภัณฑ์แล้วกว่า 140 ประเทศทั่วโลก และเป็นผู้บุกเบิกถุงมือยางในตลาดที่มีอัตราเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง อาทิ กลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิก ทวีปแอฟริกาและอเมริกาใต้ เป็นต้น

STGT มีช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลาย อาทิ ผ่านทางตัวแทนจำหน่ายทั่วโลก (Distributor) ร้านค้าปลีก (Modern Trade) ร้านสะดวกซื้อ (Convenient Store) และช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ รวมถึงจำหน่ายโดยตรงไปยังโรงพยาบาล ร้านจำหน่ายยาและเครื่องมือการแพทย์ และคลินิก ทั้งที่ผลิตและจำหน่ายภายใต้เครื่องหมายการค้าของ STGT บริษัทย่อย และกลุ่มบริษัท STA เช่น ศรีตรังโกลฟส์, ซาโตรี่, I’M GLOVE เป็นต้น และการรับจ้างผลิตในลักษณะ OEM ซึ่งเป็นพอร์ตรายได้ส่วนใหญ่ของ STGT

STGT มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญดำเนินธุรกิจมากว่า 30 ปี มีสินค้าที่หลากหลาย และเน้นการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและบริการเป็นเลิศ ทำให้กลุ่มลูกค้าไว้วางใจ ทั้งในด้านแนวคิดการบริหารธุรกิจของทีมผู้บริหารระดับสูง ที่สามารถนำพา STGT ผ่านความผันผวนของเศรษฐกิจ

นอกจากนั้น STGT ยังพัฒนาธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการลงทุนสร้างโรงงานใหม่ เพื่อรองรับการผลิตสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่หยุดที่จะรุกขยายตลาดใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสขายสินค้า รวมถึงรักษาตำแหน่งผู้ผลิตและจำหน่ายถุงมือยางรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและอันดับต้น ๆ ของโลก ผ่านการวางแผน กำหนดกลยุทธ์ และการวิเคราะห์การตลาดอย่างแหลมคม

ล่าสุด ‘บมจ. ศรีตรังโกลฟส์ฯ’ ยังมีเป้าหมายขยายกำลังการผลิตถุงมือยางเป็นประมาณ 50,000 ล้านชิ้น ภายในปี 2567 และเพิ่มเป็นประมาณ 70,000 ล้านชิ้นต่อปีภายใน 2571 และก้าวสู่ 100,000 ล้านชิ้นต่อปีภายใน 2575

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.sritranggloves.com/

 

*การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน