จากการเลื่อนดู Feed ใน Facebook เป็นกิจวัตร ต่อยอดสู่บทสัมภาษณ์ระหว่าง Marketeer กับคุณกร-ชลากรณ์ ปัญญาโฉม หรือที่ใคร ๆ ก็รู้จักกันดีในฐานะของหัวเรือใหญ่ฝ่ายคอนเทนต์ที่ทำให้ Workpoint ปังและดังในโลกออนไลน์

แต่การพูดคุยระหว่างเราและคุณกรในครั้งนี้ กลับไม่ใช่ประเด็นการทำคอนเทนต์อย่างที่สื่อหลาย ๆ สำนักเคยเขียนไป

เพราะการเลื่อนดู Feed ใน Facebook ที่ว่าของเรา คือการเลื่อนไปเจอกับ sponsered ads ของ Workpoint ที่ออกมาบอกว่า

‘Workpoint จะทำ Digital Agency’

รู้แบบนี้หลายคนก็อาจจะเกิดข้อสงสัย ว่าการออกมาทำโฆษณาให้กับแบรนด์อื่น ๆ ของ Workpoint ในครั้งนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร

แล้วจุดเด่นอย่างการมีแบรนด์ Workpoint หรือมี Production ที่พร้อม จะเพียงพอให้ Workpoint เป็นต่อกับคู่แข่งรายอื่น ๆ ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Tools หรือ Technology ที่มีมากมายในอุตสาหกรรมโฆษณาได้หรือไม่

บทสัมภาษณ์ที่ด้านล่างนี้ คือคำตอบ

เมื่อมีคนเข้ามาถามมาก ก็ตัดสินใจทำ Digital Agency เองเลย

ด้วยผลงานที่ทำให้คอนเทนต์ของ workpoint เป็นที่รู้จักทั้งบนทีวีและออนไลน์ จึงมีหลายคนเข้ามาปรึกษาคุณกรว่าจะต้องทำยังไงให้แบรนด์เป็นรู้จักของผู้คนบ้าง

จากตรงนี้กลายมาเป็นไอเดียที่ทำให้คุณกรตัดสินใจทำ Digital Agency ขึ้นมา ที่ยังไม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ มีเพียงแค่คลิปวิดีโอสั้น ๆ ซึ่งปล่อยทาง Channel ของ Workpoint

“เราไม่ได้จะแค่ทำเล่น ๆ เพียงแต่ขอทำไปดูไปว่า Feedback จะเป็นยังไง กำลังคนของเราที่มีอยู่จะรับไหวไหม

ซึ่งหลังจากปล่อยตัววิดีโอก็มีคนมาติดต่อให้เราทำโฆษณาให้ประมาณ 3-4 แบรนด์ ส่วนที่เหลือยังอยู่ใน Process ของการพูดคุยกันอยู่

ส่วนทีมของ Digital Agency เราใช้ประมาณ 20 คน ซึ่งก็เป็นคนเก่าคนคุ้นเคยที่เคยทำออนไลน์ให้ Workpoint กันอยู่แล้ว และพวกเขาก็มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของออนไลน์ รวมถึงการใช้เครื่องไม้เครื่องมือและการปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของแพลทฟอร์มต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

คือมันไม่ใช่แค่ Production House อย่างที่หลายคนติดภาพกัน แต่เราทำเป็นแบบ One Stop Service ตั้งแต่คิดคอนเทนต์ โปรดักท์ชั่น กระจายมีเดีย กำหนดกลุ่มเป้าหมายให้

ถ้าให้พูดง่าย ๆ ก็เหมือนกับเอเยนซี่โฆษณาทั่วไปนั่นแหละ”

เมื่อแบรนด์เริ่มใช้เอเยนซี่น้อยลง แล้วหันมาทำโฆษณาเองมากขึ้น

“พอออนไลน์ทำง่ายขึ้น แบรนด์ก็เริ่มจะหันมาทำโฆษณาด้วยตัวเองมากขึ้น

และใช้เอเยนซี่น้อยลง เพื่อประหยัดงบในการทำโฆษณา”

นี่คือประโยคที่คุณกรพูดออกมาที่ฟังเผิน ๆ แล้วอาจจะดูขัดแย้งกับการที่ Workpoint เพิ่งเริ่มทำ Digital Agency แต่คุณกรกลับมองว่านี่คือช่องว่างที่ Workpoint จะเข้าไปแก้ Pain Point ให้กับลูกค้าได้

“เพราะใคร ๆ ก็ทำออนไลน์ได้ แบรนด์ก็เลยเลือกที่จะเอาคนในองค์กรมาทำเพื่อให้ Save Cost มากขึ้น แต่ถ้าสังเกตองค์กรหรือแบรนด์สินค้าที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป เขาก็จะมีคนเก่าคนแก่เยอะ ซึ่งถ้าจะให้ไล่ออกก็ดูเป็นอะไรที่ใจร้ายไปหน่อย องค์กรก็เลยเลือกที่จะเอาคนกลุ่มนี้มาเทรนด์

แล้วใครละที่จะมาเทรนด์ให้? คำตอบก็คือพวกผมที่มี Know-How ในการทำออนไลน์มาก่อนหน้าไง แต่ถ้าคนที่มาให้เราเทรนด์ไปไม่สามารถทำงานได้ตามสิ่งที่องค์กรตั้งไว้

สุดท้ายแล้วองค์ก็จะหันกลับมาหาเรา มาให้เราเป็นผู้ช่วยในที่สุด

ซึ่งตรงนี้คืออินไซต์ที่ผมเจอมาบ่อยมาก”

ทำงานยากมาเยอะ ทำโฆษณาคงไม่เกินกำลัง

การทำ Digital Agency ของ Workpoint กลายมาเป็นคำถามในใจที่หลายคนต่างก็สงสัยว่า “ทำทีวีอยู่ดี ๆ แล้วนี่มาลองทำอะไร”

คุณกรจึงได้ตอบข้อสงสัยของหลาย ๆ คนกลับไปว่า

“ถ้าอยากให้แบรนด์หรือสินค้าของคุณเป็นที่พูดถึง ก็มาลองกับเราได้นะ เพราะของยาก ๆ เราก็ทำมาเยอะแล้วอย่างพวกรายการทีวีที่เป็นสปอนเซอร์ชิพ เราก็ทำมาแล้วมากมายไม่ว่าจะเป็น SME ตีแตก (Kbank), The Unicorn สตาร์ทอัพพันล้าน (Kbank), บ้านเจ้าปัญญา (SCG)

จะเห็นได้ว่ารายการเหล่านี้ แก่นของมันเป็นอะไรที่ซีเรียสมาก แต่เราก็สามารถเอามันมาย่อยจนคนดูเข้าใจได้ง่าย

มันเป็นเรื่องของศิลปะในการสื่อสาร ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับโฆษณาว่าเราก็มีศิลปะในการสื่อสารที่จะทำให้ผู้คนเข้าใจแบรนด์ของคุณด้วยเช่นกัน”

ความท้าทายของ Workpoint Digital Agency ในยุคที่มี Agency ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด

เราอยู่ในยุคที่ Digital Agency เกิดขึ้นกันแบบรายเดือน และเจ้าใหม่ที่เกิดขึ้นมาก็มักจะเป็นคนที่คร่ำหวอดในวงการที่ลาออกมาเปิดเอเยนซี่เป็นของตัวเองและมีจุดเด่นของตัวเองทั้งนั้น

เมื่อถามว่าแล้วนอกจากความเป็นแบรนด์ Workpoint ที่นี่มีจุดเด่นอะไรที่จะทำให้แบรนด์หันมาเลือกใช้มากกว่าคู่แข่งรายอื่น ๆ สิ่งที่คุณกรตอบกลับเรามาก็คือ

“คงเป็นเรื่องของการเป็น One Stop Service ที่ทำตั้งแต่ช่วยลูกค้าวางแผน ทำโปรดักท์ชั่น ดูมีเดีย รวมไปถึงการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย

แต่อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญก็คือการที่เรามี Partner เยอะที่แม้ Service บางอย่างเราจะไม่มี แต่ผมเชื่อว่าเราสามารถคุยกับ Partner ให้ช่วย Support ลูกค้าได้เหมือนกัน

ผมไม่ได้มองแค่ว่าการมีเอเยนซี่ใหม่เกิดขึ้นเยอะจะทำให้เรามีคู่แข่งเยอะอย่างเดียวเสมอไป แต่นั่นยังสะท้อนไปถึงการเกิดขึ้นใหม่ของหลาย ๆ ธุรกิจ ยังมี SME หลายกลุ่มที่เขาอยากจะใช้เอเยนซี่ และก็มีที่ว่างมากพอให้เราเข้าไปหาลูกค้าได้ด้วยเช่นกัน”

เทรนด์ของโฆษณาที่จริงใจ ยังตอบโจทย์ผู้บริโภคได้เสมอ

เหล่าเอเยนซี่ล้วนแต่มีเทรนด์การทำโฆษณาที่อยู่ในใจ เพื่อที่จะผลิตคอนเทนต์ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้เสมอ

ซึ่งเทรนด์ของคุณกร ก็อยู่ในรูปแบบของการทำโฆษณาที่จริงใจ ที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยเทรนด์นี้ก็ยังไม่เคยเก่าไปตามกาลเวลา

“ผมว่าผู้บริโภคเขาต้องการความจริงใจ ถ้าจะขายของก็มาบอกตรง ๆ เลย ผมว่าเขารับได้ จะเห็นได้จากโฆษณาสมัยนี้ที่พอเล่าเรื่องไปได้สักพัก ก็มักจะตัดมาที่ประโยคว่า

“ขอขายของเลยนะครับ”

หรือถ้าจะให้ยกตัวอย่างให้เห็นภาพอีก ก็คงต้องถามว่าทำไมทุกวันนี้คุณถึงยังจำโฆษณา กินอะไร กินอะไร กินอะไรไปกิน MK ได้ ทั้ง ๆ ที่มัน Hard Sale มากเลยนะ โอเคคุณอาจจะบอกว่าในตอนนั้นแบรนด์ซื้อสื่อเยอะ กระจายคอนเทนต์ไปในทุกมีเดีย

แต่ผมว่าที่สำคัญคือมันจริงใจ ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน คนก็ยังจำได้อยู่”

สุดท้ายแล้ว แม้ Workpoint จะยังถือเป็นน้องใหม่ในวงการเอเยนซี่โฆษณา แต่คุณกรกลับไม่ได้กลัวการแข่งขันจากทั้งผู้เล่นหน้าใหม่ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด และผู้เล่นหน้าเก่าที่พยามหาเครื่องมือต่าง ๆ มาทำให้ตัวเองเป็น Full Service

ที่ไม่กลัว ไม่ใช่แค่การมี Backup ที่ดีของบริษัท

แต่เป็นเพราะเหตุผลที่คุณกรบอกกับเราว่า

“มันไม่ใช่แค่ออนไลน์ แต่เรื่องของทีวีดิจิทัลเราก็เคยผ่านมาแล้วเหมือนกัน และการทำเอเยนซี่โฆษณาก็คงไม่ได้ยากเกินตัวของเรา”