สุรัตน์ ลีลาทวีวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า “ปัจจุบันธุรกิจค้าปลีกเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจค้าปลีกแบบ SMEs ที่จะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และ ตลาด E-Commerce รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่นิยมการชอปปิ้งออนไลน์เพิ่มมากขึ้น”

โดยที่ผู้ประกอบการ SMEs ที่ค้าขายหน้าร้านเพียงอย่างเดียวประสบปัญหายอดขายและจำนวนลูกค้าที่ลดลง จึงเริ่มหันมาใช้ช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น แต่ด้วยการขายของผ่านออนไลน์ก็มีการแข่งขันสูง SMEs ต้องมีการบริหารจัดการที่ดีกว่าเดิม

หรือที่รู้จักกันในนาม Omni Channel คือการจัดการข้อมูล การบริหารสต๊อก ช่องทางการชำระเงิน และการสื่อสารกับผู้บริโภค ซึ่งนับว่าเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของผู้ประกอบการ SMEs ก็ว่าได้

ด้าน ตลาด E-Commerce ในปี 2560 ที่ผ่านมามีมูลค่าสูงกว่า 2 ล้านล้านบาท ซึ่งเติบโตก้าวกระโดดจากปี 2559 ที่ทำได้ที่ 7 แสนล้านบาท เป็นอย่างมาก โดยที่ ปี 2561 ETDA ได้ประเมินไว้ว่าจะสูงถึง 2.8 ล้านล้านบาท โดยสินค้าอย่างสินค้าด้านเทคโนโลยี, เสื้อผ้า ยังคงเป็นอันดับ 1 และ 2 ที่ผู้บริโภคทั้งชายหญิงเลือกซื้อผ่านช่องทางออนไลน์

ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการซื้อสินค้าและบริการของคนไทยเปลี่ยนไปในทิศทางที่พึ่งพาดิจิทัลแพลตฟอร์มเป็นอย่างมาก ตั้งแต่การค้นหาข้อมูล ไปจนถึงการซื้อสินค้า ผู้ประกอบการ SMEs จะต้องรับมือกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปนี้ โดยการขยายการเข้าหาลูกค้าบนโลกออนไลน์และหาโอกาสทางธุรกิจผ่านช่องทางดิจิทัลให้มากขึ้น

ให้มากกว่าการทำธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมซึ่งมีข้อจำกัดในการรับรู้ถึงวิธีการซื้อสินค้า

นอกจากนี้สำหรับยุค 4.0 และ ทักษะในการทำการตลาดดิจิทัล เช่น การทำเว็บไซต์ ซึ่งเปรียบได้กับการสร้างหน้าร้านของตัวเองบนออนไลน์ หรือการวัดผลทางธุรกิจผ่านช่องทางดิจิทัล

นับว่าเป็นพื้นฐานพื้นฐานความเข้าใจ และทักษะเชิงดิจิทัลที่ผู้ประกอบการ SMEs ต้องทำความรู้ความเข้าใจลึกซึ้ง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อธุรกิจที่จะปรับตัวเข้าสู่ยุค 4.0

K SME Good to Great ปรับอย่างไรให้อยู่รอด

ด้วยเหตุนี้ธนาคารกสิกรไทย จึงร่วมกับ ETDA, Google (ประเทศไทย) จำกัด และ LINE ประเทศไทย จัดโครงการ K SME Good to Great ธุรกิจค้าปลีก เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีธุรกิจค้าปลีกสามารถบริหารจัดการธุรกิจ ทั้งการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ หรือ Omni Channel ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อก้าวไปสู่การเป็นธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง สำหรับรายละเอียดโครงการจะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ

1.งานสัมมนา “ค้าปลีกยุคใหม่ ปรับอย่างไรให้อยู่รอด” ให้ความรู้เรื่องเทรนด์ธุรกิจค้าปลีกและกลยุทธ์การปรับตัว รวมถึงการใช้เครื่องมือดิจิทัลในการจัดการธุรกิจ

2.การอบรมเชิงลึก5 วัน กับผู้เชี่ยวชาญตัวจริง โดยคัดเลือกผู้สมัครเพียง 50 รายเท่านั้นเพื่อเข้าร่วมการอบรม และ

3.การให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัวในการทำตลาดออนไลน์ สำหรับ 5 ธุรกิจที่ได้รับการคัดเลือก ซึ่งจะได้รับเงินรางวัลรายละ100,000 บาท เพื่อเป็นเงินสนับสนุนการทำตลาดออนไลน์

ต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง

ด้านผู้บริโภคในปัจจุบันเริ่มเข้าใจและกำลังปรับตัวเพื่อเข้าสู่โลกออนไลน์แบบเต็มตัว ผู้บริโภคในปัจจุบันกล้าสั่งซื้อสินค้าและบริการผ่านออนไลน์แบบไม่กังวลเหมือนอย่างแต่ก่อน ซึ่งผู้ประกอบการต้องสามารถเข้าถึงผู้บริโภคเพื่อตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างถูกต้อง และต้องรู้ว่าลูกค้าของมีไลฟ์สไตล์แบบไหน ควรสื่อสารอย่างไร ใช้ภาษาแบบไหน หรือช่วงเวลาใดถึงจะเข้าถึงได้ง่ายที่สุด

โดยปัญหาหลักของผู้ประกอบการ SMEs ที่ไม่กล้าทำทิดิทัลมี 5 อย่างด้วยกัน คือ 

1.การปิดรับสิ่งใหม่ ผู้ประกอบการยังมีบางส่วนที่ยังคุ้นเคยกับสิ่งเดิมๆ ที่ทำอยู่ ไม่เปิดรับหรือไม่กล้าที่จะเริ่มสิ่งใหม่

2.ปรับตัวได้ช้า เนื่องจากขาดความรู้ ความเข้าใจ ว่าต้องทำอย่างไร

3.มีต้นทุนที่ค่อนข้างจำกัด ส่งผลให้กิจการไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ หรือต้องหยุดกิจการลง

4.การจัดการแบบเดิมๆ ผู้ประกอบการยังยึดติดกับการบริหารแบบเดิมๆ ไม่มีการจัดการข้อมูล, การบริหารสต๊อก, การบริหารช่องทางการชำระเงิน หรือที่เรียกว่า Omni Channel

5.หาจุดเริ่มต้นไม่ได้ ผู้ประกอบการบางกลุ่มยังคงกลัวที่จะเริ่มต้นสู่การทำ Online และบางกลุ่มยังคงหาจุดเริ่มต้นของการทำ Online ของตัวเองไม่เจอ

และสำหรับโครงการ K SME Good to Great สามารถดูรายละเอียดโครงการและสมัครได้ที่ www.ksmegoodtogreat.com


อ่านคอนเทนต์การตลาดอ่าน MarketeerOnline

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline