ธนชาตDRIVE ทำไมจึงเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดสินเชื่อรถยนต์ (สัมภาษณ์พิเศษ)

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2540 ประเทศไทยเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่ชื่อว่า “ต้มยำกุ้ง” ฟองสบู่ที่แตกทำให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจประสบปัญหาหนี้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ นำไปสู่การปิดตัวของ 58 ไฟแนนซ์ และธนาคารพาณิชย์หลายแห่งล้มละลาย ฉุดให้เศรษฐกิจตกตํ่าอย่างรุนแรง

“ธนชาต” คือหนึ่งในกลุ่มธุรกิจไฟแนนซ์ไม่กี่รายที่ยืนหยัดผ่านวิกฤตมาถึงศักราชนี้

ไม่เพียงแค่อยู่รอด แต่ “ธนชาตDRIVE” ยังสยายปีกบินสูง เติบโตอย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่ง ซึ่งรางวัล “อันดับหนึ่งในใจผู้บริโภค” จาก Marketeer No.1 Brand 2019-2020 ในหมวด “สินเชื่อรถยนต์” คือเครื่องการันตีได้เป็นอย่างดี

พร้อมสู้ เคียงคู่ ทุกวิกฤต

เมื่อถามว่า อะไรคือกุญแจความสำเร็จที่ทำให้ ธนชาตDRIVE” ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดสินเชื่อรถยนต์ของประเทศไทย ป้อมเพชร รสานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านสินเชื่อรถยนต์ ทีเอ็มบี หรือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) และรองกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวฟันฝ่ากับองค์กรนี้มากว่า 3 ทศวรรษ ได้เล่าย้อนหลังให้ Marketeer ฟังว่า

“เราเริ่มต้นธุรกิจสินเชื่อรายย่อยหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง โดยเจาะลึกที่ธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ ที่ในสมัยนั้นธนาคารแห่งประเทศไทยยังจำกัดไว้ให้แค่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เท่านั้นที่ทำได้ เราก็เริ่มทำธุรกิจสินเชื่อรถยนต์จริงจังตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา”

20 กว่าปีบนเส้นทางธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ ธนชาตDRIVE เติบโตแบบก้าวกระโดด จากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เข้ามาทำธุรกิจธนาคาร และก้าวสู่ “ธนาคารที่มีพอร์ตสินเชื่อรถยนต์ใหญ่ที่สุด”

“การดำเนินธุรกิจของธนาคาร นอกจากที่ธนชาตมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อรถยนต์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างครอบคลุมแล้ว ยังได้พัฒนาด้านดิจิทัลแพลตฟอร์ม โดยมุ่งไปตามแผนธุรกิจที่วางไว้บนพื้นฐานของการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ซึ่งลูกค้าของธนชาตมีทั้งลูกค้ารายย่อย และคู่ค้าหรือดีลเลอร์ สำหรับลูกค้ารายย่อยที่ต้องการรถหรือต้องการเงินหมุนเวียน ธนชาตDRIVE ก็มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์

อาทิ สินเชื่อรถยนต์ใหม่/รถยนต์ใช้แล้ว เพื่อเพิ่มความคล่องตัว ความสะดวกสบายในชีวิต และสินเชื่อรถแลกเงิน/เล่มแลกเงิน เพื่อเสริมความก้าวหน้าทางธุรกิจ เพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน สำหรับดีลเลอร์ ธนชาตDRIVE จะเป็นส่วนสนับสนุนและกำลังเสริมให้ดีลเลอร์ปิดการขายได้จากกระบวนการและทีมเซลส์ที่ชำนาญการ นอกจากนี้ ธนชาตDRIVE ไม่เคยหยุดนิ่ง ได้พัฒนาระบบ Scoring Model ที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้า คู่ค้า และการบริหารความเสี่ยงของธนาคาร ทำให้เข้าใจลูกค้าแต่ละกลุ่มว่ามีความสามารถในการชำระหนี้แค่ไหน นำมาสู่กระบวนการสินเชื่อที่ดี มี Scoring ที่จะดูลูกค้าและรู้ว่าควรจะต้องมี LTV (Loan to Value) เท่าไร เงินดาวน์เท่าไร ยอดจัดเท่าไร

เราเติบโตมาเรื่อย ๆ สิ่งหนึ่งจากที่เรียนรู้เป็นเรื่องการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า เราจึงสร้างฐานลูกค้าได้อย่างแข็งแรง เรามีการศึกษาพฤติกรรมของลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจลูกค้าให้มากที่สุด ลูกค้าของธนชาตDRIVE จึงสามารถใช้บริการสินเชื่อรถยนต์ได้ง่าย รวดเร็ว ไม่ยุ่งยาก ในขณะเดียวกันเราก็สร้างทีมงานและพัฒนาขึ้นมาให้ใกล้ชิดกับคู่ค้าของเรา ไม่ว่าจะเป็น OEM เต็นท์รถ หรือดีลเลอร์ ซึ่งขั้นตอนการทำงานทั้งหมดตอบโจทย์ในการส่งเสริมให้คู่ค้าสามารถขายรถได้จากการทำสินเชื่อของเรา”

คุณป้อมเพชรบอกกับเราว่า ได้ใช้สิ่งที่ทำสะสมมาผลักดันในสิ่งต่าง ๆ ซึ่งทุกวันนี้ได้เห็นเป็น ‘ความก้าวหน้าของลูกค้าและคู่ค้า’ ลูกค้ามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น คู่ค้าเติบโตขึ้น โดยการสนับสนุนจากสินเชื่อรถยนต์ของธนชาตDRIVE

สิ่งที่ผ่านมาเราเชื่อว่าความไว้วางใจที่ลูกค้ามีต่อธนชาตDRIVE เกิดขึ้นเพราะเรามุ่งมั่นให้บริการอย่างจริงจัง จนมีส่วนช่วยให้ลูกค้ามีคุณภาพชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น ลูกค้าไม่ได้แค่มีรถกลับไปใช้ แต่รถที่คุณขับนั่นหมายถึงคุณอาจนำไปเป็นเงินหมุนเวียนทั้งการดำเนินชีวิตประจำวันและประกอบธุรกิจ ซึ่งผมว่า การที่เราเคียงคู่เขามาตลอดนี้ คือกุญแจสำคัญของความสำเร็จ และยิ่งไปกว่านั้นที่สำคัญมาก ๆ คือพนักงานทุกคน ที่พัฒนาศักยภาพขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ลูกค้าสามารถมั่นใจในผลิตภัณฑ์และบริการของธนชาตDRIVE ได้”

“TMB x ธนชาตDRIVE” ความสมบูรณ์แบบครบวงจร

การรวมกิจการของ “ทีเอ็มบี” และ “ธนชาต” เป็นการยกระดับการให้บริการทางการเงินครั้งสำคัญ โดยผสานจุดแข็งที่แตกต่างของสองธนาคาร ด้วยผลิตภัณฑ์เงินฝากและนวัตกรรมทางการเงินครบวงจรของ “ทีเอ็มบี” และความเป็นผู้นำด้านสินเชื่อลูกค้ารายย่อยของ “ธนชาต” โดยเฉพาะธุรกิจเช่าซื้อที่ถือเป็นผู้นำในตลาด ซึ่งผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดก็คือ “ลูกค้า” นั่นเอง

“ตั้งแต่มีการโอนกิจการทั้งหมดของธนาคารนครหลวงไทยมายังธนาคารธนชาตก็ได้เห็นฐานลูกค้าที่ใหญ่ขึ้นอย่างมากจากที่เคยมี 2 ล้าน ก็เพิ่มมาเป็น 4 ล้าน เป็นฐานลูกค้าที่ทำให้เราแข็งแรงขึ้น จะเห็นว่าตั้งแต่ปี 2554 เราเติบโตแบบก้าวกระโดด วันนี้การรวมกิจการกับทีเอ็มบีเราขยายฐานลูกค้าไปได้ถึง 10 กว่าล้าน ซึ่งเป็น Synergy ที่แข็งแกร่งมาก

เรามีฐานลูกค้าและข้อมูลที่มากพอที่จะทำให้เราสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมและคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย เหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะยิ่งทำให้เรานำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการหรือเรียกว่าเป็นโซลูชั่นให้กับลูกค้าได้อย่างตรงจุดที่สุด ในขณะเดียวกันข้อมูลหรือ Data ถือเป็นพื้นฐานในการพัฒนาระบบ Credit Scoring ที่น่าเชื่อถือในการกำหนดวงเงินสินเชื่อ กำหนดการอนุมัติ เราสามารถที่จะมองเห็นภาพของลูกค้าได้ชัดขึ้น ทำให้สามารถอนุมัติปล่อยสินเชี่อได้หลากหลายมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีกับลูกค้าอย่างมาก”

อีกหนึ่งจุดที่คุณป้อมเพชรบอกว่า สำคัญมาก ๆ ในการรวมกิจการครั้งนี้คือการยกระดับการให้บริการที่จะตอบโจทย์ลูกค้าได้มากขึ้น

“การรวมกิจการระหว่างทีเอ็มบีและธนชาตจะช่วยเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพของธนาคารใหม่ ซึ่งจะเป็นธนาคารที่มีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นแตะระดับ 10 ล้านคน มีช่องทางการให้บริการที่ครอบคลุมมากขึ้นด้วยจำนวนที่เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ซึ่งถือเป็นโอกาสทางการตลาดที่ใหญ่ขึ้น ส่งผลให้เราสามารถบริการลูกค้าได้อย่างทั่วถึง สร้างหรือส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าได้ในทุก ๆ ช่วงที่มีผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ ออกมา”

พร้อมช่วยให้ “ลูกค้ามีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น” ท่ามกลางความผันผวนของตลาด

“ปี 2020 การดำเนินธุรกิจของเรายังไปได้ตามที่กำหนดไว้ แต่ต้องยอมรับว่าสถานการณ์โควิด-19 กระทบไปทั้งโลก เราได้มีการชะลอในการทำสินเชื่อใหม่ พร้อมออกมาตรการ ตั้งหลัก” เพื่อช่วยลูกค้าที่ได้รับผลกระทบอย่างจริงจัง”

คุณป้อมเพชรกล่าวถึงภาพรวมตลาดซึ่งเกิดความผันผวนจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างไรก็ดี สิ่งที่ ธนชาตDRIVE ให้ความสำคัญ คือการช่วยเหลือลูกค้าให้ได้มากที่สุด

“ธุรกิจรถยนต์ในประเทศสามารถวิเคราะห์ตลาดได้จากแนวโน้มการขายรถยนต์ใหม่ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ของตลาดรถมือสอง เพราะเวลามียอดขายก็จะมีการซื้อขายแลกเปลี่ยน และตลาดรถยนต์มี Ecosystem ที่ใหญ่มาก เป็นปัจจัยที่มีส่วนสำคัญมากในการผลักดันเศรษฐกิจ และปีนี้ด้วยมาตรการที่แบงก์ชาติเป็นห่วงลูกค้าที่เปราะบาง อยากให้มีความรู้ในการบริหารจัดการเงิน ไม่ควรมีภาระหนี้สูงเกินไป ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับแนวคิดของทีเอ็มบีและธนชาตคือ Financial Well-being ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ลูกค้ามีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น เราจึงพยายามให้ความรู้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ตั้งแต่เริ่มต้น และในทุก ๆ จุด ตั้งแต่เริ่มสมัครสินเชื่อ วิเคราะห์วงเงินสินเชื่อ โดยเฉพาะรายได้ต่อภาระหนี้ ที่ได้เห็นว่ามากน้อยแค่ไหน ควรมีหนี้ต่อรายได้แค่ไหน เพราะถ้ามีหนี้ท่วมรายได้ ก็จะเกิดหนี้เสีย แล้วลูกค้าก็จะมีปัญหาต่อเนื่องในอนาคตอีก”

ทั้งนี้ มาตรการ “ตั้งหลัก” ที่ ธนชาตDRIVE ให้ความช่วยเหลือลูกค้าในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา จะมีทั้งการพักเงินต้นและดอกเบี้ย พร้อมทั้งเพิ่มการบริการในส่วนต่าง ๆ เพื่อเสริมให้ผู้บริโภคทั้งลูกค้ารายย่อย และคู่ค้าได้เข้าถึงสินเชื่อให้ได้มากที่สุด

“ช่วงล็อกดาวน์ลูกค้าได้รับผลกระทบอย่างมาก เราต้องเร่งทำแผนเร่งด่วนเพื่อช่วยแก้ปัญหา ธนาคารได้ออกมาตรการตั้งหลักเพื่อบรรเทาปัญหาให้แก่ลูกค้า โดยได้ให้ความช่วยเหลือทุกภาคส่วนของ Ecosystem ของตลาดรถยนต์ ทั้งลูกค้ารายย่อย พันธมิตร ดีลเลอร์ และลูกค้ารายใหญ่ เพื่อช่วยเยียวยาให้สามารถประคับประคองธุรกิจ และดำเนินชีวิตต่อไป

มาตรการช่วยเหลือสำหรับกลุ่มลูกค้าสินเชื่อรถยนต์รายย่อย ธนชาตDRIVE ได้ให้ความช่วยเหลือลูกค้าสินเชื่อรถยนต์ใหม่ สินเชื่อรถยนต์ใช้แล้ว และสินเชื่อรถแลกเงิน พักชำระหนี้สูงสุดไม่เกิน 6 เดือน และ/หรือขยายระยะเวลาผ่อนชำระไม่เกิน 96 งวด ส่วนลูกค้าสินเชื่อเล่มแลกเงิน ให้พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน

โดยในช่วงที่ผ่านมาได้ให้ความช่วยเหลือลูกค้าไปแล้วกว่าครึ่งของลูกค้าทั้งหมด และเพื่อเร่งอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า ธนชาตDRIVE ได้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาเสริมในการดูแลลูกค้าจำนวนมากให้รวดเร็วและทั่วถึง มีการใช้ช่องทางดิจิทัล หรือ QR CODE เพื่อให้ลูกค้าลงทะเบียนได้ด้วยตัวเอง (100% self-service) และมีระบบซอฟต์แวร์อัตโนมัติ (Robotic Process) ที่ช่วยตรวจสอบข้อมูลลูกค้าและจัดการพิจารณาให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นเพื่อย่นระยะเวลาบริการลูกค้า

ซึ่งสามารถบริการได้ถึง 30,000 รายต่อวัน และในส่วนของลูกค้าใหม่ที่ยังมีความจำเป็นที่ต้องการเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจ หรือต้องการเงินก้อนเพื่อสนับสนุนการดำรงชีวิตของครอบครัว สามารถสมัครสินเชื่อธนชาตDRIVE รถแลกเงิน โดยรับเงินไปก่อน แล้วค่อยชำระงวดแรกได้ในอีก 60 วันจากวันเริ่มสัญญา

ซึ่งมาตรการทั้งหมดธนาคารมุ่งมั่นทำอย่างเต็มที่ และประสบความสำเร็จได้จากการร่วมมือกันของพนักงานทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พนักงานทุกคนทุกหน่วยงานก็มาช่วยกัน ซึ่งจากลูกค้าที่ลงทะเบียนร่วมมาตรการจำนวนเป็นแสน เราสามารถดำเนินการช่วยเหลือให้แล้วเสร็จได้ภายใน 1 เดือน ซึ่งทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี”

เข้าใจทุกเทรนด์ความต้องการใหม่ ๆ ของลูกค้าและคู่ค้า

เมื่อเรายิงคำถามไปว่า “ในฐานะของผู้นำตลาด คิดว่าอะไรคือความต้องการของลูกค้าในปัจจุบัน และจะมีเทรนด์การแข่งขันอะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้นบ้าง” ซึ่งคำตอบที่ได้นั้น ทำให้เราเข้าใจได้เลยว่าทำไม “ธนชาตDRIVE” ถึงครองความเป็นผู้นำในตลาดสินเชื่อรถยนต์ได้อย่างยั่งยืน

“2-3 ปีเทรนด์ที่มาแรง ๆ และเรื่องที่จะตอบโจทย์การแข่งขันคือเรื่องของ ความเร็ว ซึ่งก็สืบเนื่องมาจากการทำตลาดในยุคดิจิทัล นี่เป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับและปรับตัว ถ้าต้องการเป็นผู้นำในธุรกิจ เราต้องก้าวนำคู่แข่งสักหนึ่งก้าว สำหรับผมไม่จำเป็นต้องก้าวนำเยอะ เอาแค่ทีละก้าวและเป็นก้าวที่เรามั่นใจก็พอ

วันนี้ธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ของธนชาตDRIVE ได้พัฒนาเรื่องขั้นตอน End-to-End ให้กับลูกค้า เรามีระบบ ALDX (Automotive Lending Digital Experience) กระบวนการให้บริการบนออนไลน์แพลตฟอร์มที่ช่วยให้ลูกค้าสินเชื่อรถยนต์ได้รับความสะดวกสบายตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การสมัครขอสินเชื่อ ติดตามขั้นตอนการอนุมัติ และนำเสนอเอกสารประกอบการขาย โดยลูกค้าสามารถดูการให้บริการ หรือนำเอกสารต่าง ๆ ไปใช้ได้อย่างสะดวกสบาย เพราะระบบ ALDX นี้ ยังพ่วงไปกับ Thanachart Connect โมบายแอป ด้วย ซึ่งในอนาคตหาก Convert ไปใช้ TMB TOUCH ก็จะยิ่งยกระดับความสะดวกได้มากยิ่งขึ้น

สิ่งที่ลูกค้าจะสามารถเห็นได้ตลอดคือกระบวนการและขั้นตอนต่าง ๆ ผ่านหน้าจอแอปพลิเคชัน ตั้งแต่การมาสมัครสินเชื่อ สามารถดูได้เลยว่าการขออนุมัติสินเชื่ออยู่ในขั้นตอนไหน เมื่ออนุมัติเรียบร้อยแล้ว และลูกค้ามีบัญชีเงินฝากที่ผูกกับ Thanachart Connect ก็สามารถรับบริการหักเงินจากบัญชีโดยอัตโนมัติเพื่อชำระเงินได้ง่าย ๆ ใส่เงินแล้วตัดได้เลย สามารถดูประวัติการชำระได้ ดู Statement การชำระได้ มีสำเนาทะเบียนรถ สัญญาให้หมด ต่อทะเบียนหรือปิดบัญชีก็อยู่ในแอปพลิเคชันนี้หมด ระหว่างทางลูกค้าสามารถตรวจสอบสถานะของตนเองได้ตลอด และนี่คือความโดดเด่นและเป็นจุดแข็งของธนชาตDRIVE ที่มีกระบวนการการให้บริการผ่านระบบดิจิทัลที่ครบถ้วนทุกกระบวนการ”

ไม่เพียงแต่ลูกค้ารายย่อย แต่ยังให้ความสำคัญกับคู่ค้าเช่นกัน

“ในแง่ของลูกค้ากับคู่ค้าเอง ตัวอย่างเช่น เมื่อลูกค้าต้องการรถหนึ่งคัน เนื่องด้วยปัจจุบันมีการขายออนไลน์มากขึ้น ลูกค้าบางคนอยู่เชียงใหม่แต่ต้องการซื้อรถที่อยู่หาดใหญ่ เรามีแอปพลิเคชัน Cross Area Booking ที่เกิดจากการศึกษาพฤติกรรมการขายผ่านช่องทางดิจิทัล ที่ช่วยให้ธนาคารสามารถสนับสนุนการขายของคู่ค้าที่มีช่องทางการขายแบบออนไลน์และที่มีการให้บริการข้ามพื้นที่ ทำให้จากเดิมที่การให้บริการข้ามเขตต้องใช้เวลามากกว่า 10 วัน สามารถลดลงเหลือเพียง 5 วัน แอปพลิเคชันนี้จะช่วยให้ RM หรือดีลเลอร์ สามารถส่งงานได้แบบเรียลไทม์ เจ้าหน้าที่ในพื้นที่สามารถให้บริการได้อย่างรวดเร็ว และสามารถตรวจสอบสถานะการให้บริการต่าง ๆ ตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงเซ็นสัญญาปิดการขาย จนกระทั่งการอนุมัติ ลูกค้าและทุกฝ่ายก็จะเห็นขั้นตอนทั้งหมด

การพัฒนารูปแบบการให้บริการสู่ดิจิทัลแพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นสิ่งที่ช่วยให้ธนชาตDRIVE มีความแข็งแกร่งในเรื่องการทำการตลาด แต่ทั้งนี้เรายังเชื่อว่า ลูกค้ายังมีความต้องการที่จะพบเจ้าหน้าที่เพราะการซื้อรถมีมูลค่าสูง การที่เรามีเซลส์ที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ และสามารถเข้าไปให้บริการได้อย่างรวดเร็ว ทั้งหมดคือ Online to Offline ซึ่งธนชาตDRIVE ถือว่าตอบโจทย์ทั้งในยุคปัจจุบันและเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตไว้หมดแล้ว ดังนั้น ความเร็วเป็นสิ่งสำคัญ แต่ต้องเร็ว แม่นยำ ทำได้จริง และมาคู่กับยุคดิจิทัล

ที่สำคัญเจ้าหน้าที่ของธนชาตDRIVE ก็ต้องปรับตัวให้รวดเร็วด้วย โชคดีที่ว่าด้วยกระบวนการเหล่านี้ สร้างพฤติกรรมในการทำงานของทีมงานให้มีความรับผิดชอบมากขึ้นตามไปด้วย ผมพูดเสมอว่า การขายบนออนไลน์สิ่งที่สำคัญที่สุด คือเรื่องของ Trust ทั้งกระบวนการ เราทำให้ลูกค้าเกิดการความเชื่อใจ ทุก Touch Point ได้ นี่คือ Key Success ที่สำคัญ”

เปิดกลยุทธ์รุกตลาด เป้าหมายคือเป็นที่ 1 เสมอ

“สิ่งที่ ธนชาตDRIVE สามารถตอบโจทย์ได้ต่างจากคู่แข่ง คือ นอกจากก้าวนำคู่แข่ง ยังต้องก้าวนำความต้องการของลูกค้าด้วย นั่นแหละสำคัญที่สุด เพราะว่าเมื่อไรเราสามารถตอบโจทย์และเข้าถึงทุกความต้องการของลูกค้าได้ เราก็จะเข้มแข็งในการทำการตลาดอย่างมาก และผมเชื่อว่าตอนนี้สิ่งที่เราทำมาตั้งแต่อดีต สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด”

คุณป้อมเพชรกล่าวถึงหนึ่งในปัจจัยหลัก ที่ส่งให้วันนี้ ธนชาตDRIVEยังคงเป็นผู้นำได้เสมอ นอกจากนี้ ยังได้เผยถึงกลยุทธ์ที่เตรียมไว้ลุยตลาดในปีนี้ ซึ่งยังคงให้ความสำคัญกับลูกค้าเช่นเดิม

“ตอนนี้ต้องช่วยลูกค้าก่อน ให้เขาผ่านวิกฤตไปได้ สำหรับลูกค้าที่พักชำระหนี้ สำคัญที่สุดคือ ส่วนที่ไปต่อได้โดยการผ่อนชำระค่างวดเดิม เคยผ่อน 100 ก็ผ่อนเท่าเดิม บางท่านได้รับผลกระทบเราก็เตรียมโปรแกรมไว้รองรับ เช่น การขยายระยะเวลาชำระหนี้ออกไป เพื่อให้ค่างวดผ่อนชำระลดลง ประมาณ 30% ซึ่งจะทำให้ลูกค้ามีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น ใช้ชีวิตประจำได้อย่างเป็นปกติสุข

ถ้าหนักจริง ๆ เราก็จะมียาอีกขนานหนึ่ง คือ ให้ผ่อนเบา ๆ ในช่วงแรก สัก 6 เดือนแล้วค่อยขยับขึ้น สุดท้ายแล้วเราก็ต้องพยายามให้ลูกค้าเดินไปกับเราให้ได้ เพราะเราเชื่อว่านี่คือส่วนหนึ่งในการที่จะทำให้เขามีคุณภาพชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น”

หากมองในแง่ความต้องการในการใช้รถ จะเห็นว่า ณ วันนี้ยังคงมีสูงอยู่ ทั้งรถกระบะในเชิงพาณิชย์ และรถยนต์ประเภทอื่นที่สามารถผันตัวมาสู่งานรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน Driver ต่าง ๆ

เราต้องดูแลลูกค้าในทุกกลุ่มและทุกมิติ ลูกค้าบุคคลที่ใช้รถเพื่อการพาณิชย์ก็ต้องช่วยให้เขามีรถที่สามารถไปประกอบธุรกิจหรือไปทำอะไรที่เกิดประโยชน์กับธุรกิจของเขา หรืออย่างรถยนต์ บางคนอาจจะตกงานหรือหารายได้เสริมจากการขับรถเพื่อส่งอาหาร ส่งของหรือใช้รถเพื่อให้เขามีรายได้ต่อไปได้ นี่เป็นสิ่งที่ธนาคารให้ความสำคัญ ทำให้ลูกค้าผ่านพ้นไปกับเราได้ ผมสร้างแฮชแทค เพื่อเป็นกำลังใจ ให้กับทุกคนว่า #เราต้องรอดไปด้วยกัน”

ผู้บริหารธนชาตDRIVE ทิ้งท้ายกับเรา ถึงเป้าหมายสูงสุดว่า

“สำคัญที่สุด คือเราต้องพยายามรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ นี่คือธงของธนชาตDRIVE เป็นเป้าหมายที่วางไว้มาโดยตลอด ภายใต้กระบวนการทำงานที่ทันสมัยบนแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อยกระดับบริการและสร้างประโยชน์สูงสุด สร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า และในไตรมาส 4 นี้จะมีผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ บนแพลตฟอร์มใหม่ ที่ธนชาตDRIVE กำลังพัฒนาออกมาให้เห็นอย่างแน่นอน”

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer