คอนโดเกลื่อนเมือง,หมู่บ้านจัดสรรผุดขึ้นอย่างกับดอกเห็ด ทำให้มีหลายคนตั้งข้อสังเกตคิดว่าธุรกิจรับสร้างบ้านจะต้องมีเส้นกราฟยอดขายลดลงอย่างต่อเนื่อง
แต่ในภาพความจริงตลาดธุรกิจรับสร้างบ้านยังทะยานเติบโตอยู่ที่ 10% โดยมีมูลค่าในปีที่ผ่านมา 14,000 ล้านบาทนับเฉพาะกลุ่มบริษัทที่จดทะเบียน
เหตุผลเพราะฐานลูกค้าหลักของธุรกิจนี้คือกลุ่มที่มีที่ดินอยู่ในมือตัวเอง 90% ในขณะ 10% ที่เหลือคือกลุ่มลูกค้าที่ซื้อที่ดินเพื่อปลูกบ้านหลังแรกในชีวิต
ข้อมูลจากบริษัท แลนดี้ โฮม จำกัด เปิดเผยรายได้ว่าช่วง 5 เดือนแรกปิดยอดขายได้ 500 ล้านบาท โดยแบ่งสัดส่วนตาม Segment ได้ประมาณนี้ และที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือถือเป็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับความจริง ที่สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านเมืองไทยเคยประมาณการณ์เอาไว้

Turning Point ของธุรกิจรับสร้างบ้านในปีนี้นั้นคือ กระทรวงแรงงานได้พิจารณาขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจาก 300 เป็น 304-360 บาท โดยได้เริ่มต้นเมื่อต้นปี 60 ในขณะที่ 62 จังหวัดที่เหลือต้องรอลุ้นโดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ถือเป็นหัวใจหลักของกลุ่มแรงงาน
รวมไปถึงอีกหนึ่ง Effect สำคัญคือวัสดุก่อสร้างที่มีแนวโน้มราคาขึ้นในทุกๆปี ตรงนี้เองที่ทำให้กลุ่มบริษัทรับสร้างบ้านต้องเตรียมรับมือเพราะจากแต่เดิมนั้นเทรนด์ราคาก็อัพขึ้นทุกปีเฉลี่ยอยู่ที่เกือบๆ 3% ยิ่งมีข่าวลือแนวโน้มการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำย่อมต้องคิดวิธีประหยัดต้นทุนให้ราคาขายบ้านสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเพื่อมาสู่การตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
วิธีควบคุมต้นทุนของกลุ่มบริษัทรับสร้างบ้านคือกำหนดเวลาการก่อสร้างให้เสร็จตามกำหนด ด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพราะต้องบอกว่าที่ผ่านมาเกือบๆ 90 % การก่อสร้างแล้วเสร็จล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้


