เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา คณะกรรมการบริษัท บมจ. บางกอกแลนด์ (BLAND) มีมติอนุมัติการแต่งตั้ง “ซุยฮัง กาญจนพาสน์” รองประธานกรรมการบริษัทคนที่ 1 ให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท

และแต่งตั้ง “ซุยพาง กาญจนพาสน์” รองประธานกรรมการคนที่ 2 ให้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท

ซุยฮัง และ ซุยพาง หรือ “ปีเตอร์” กับ “พอลล์”  คือลูกชายทั้ง 2 คนของอนันต์ กาญจนพาสน์ อดีตผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริษัท ที่เสียชีวิตไปเมื่อเดือนเมษายน 2563 ที่ผ่านมาในวัย 80 ปี

เมืองทองธานีคือตัวอย่างการสร้าง “เมือง” โดยภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ในพื้นที่เกือบ 4,000 ไร่

อนันต์ทุ่มเทเวลากว่า 30 ปี ในการพัฒนาโครงการแห่งนี้ ตั้งแต่ประมาณปี 2533 แต่วันนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยมีลูกชายทั้ง 2 คนของเขากำลังสานต่อโครงการนี้ต่อไป ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19

ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์หลายราย เช่น อนันต์ อัศวโภคิน แห่ง บมจ. แลนด์แอนด์เฮ้าส์  เศรษฐา ทวีสิน แห่ง บมจ. แสนสิริ หรือประทีป ตั้งมติธรรม แห่ง บมจ. ศุภาลัย บอกว่าวิกฤตโควิด-19 นั้นหนักหนาสาหัสกว่าวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 มากนัก

แต่สำหรับ บมจ. บางกอกแลนด์ อาจจะไม่ใช่

วิกฤตต้มยำกุ้ง บางกอกแลนด์มีหนี้ถึง 65,000 ล้านบาท ยังผ่านมาได้

ถ้าย้อนกลับไปเมื่อปี 2533 ภาพการปูพรมตอกเสาเข็มโครงการคอนโดที่อยู่อาศัย และออฟฟิศสำนักงานที่เรียงรายกันประมาณ 150 แท่ง ในโครงการเมืองทองธานี บนถนนแจ้งวัฒนะนั้นคือความมั่นใจในกำลังซื้อ แต่เมื่อการคาดการณ์ผิดพลาด ยอดขาย ยอดโอนไม่เข้าเป้า โครงการเริ่มมีปัญหาทางด้านการเงิน

 ปี 2539 บางกอกแลนด์หยุดเปิดตัวโครงการใหม่ และชะลอการก่อสร้างลงเกือบทุกโครงการ   

ก่อนถูกวิกฤตต้มยำกุ้งกระหน่ำซัดเมื่อปี 2540 ทำให้หนี้สินของบริษัทสูงถึง 65,000 ล้านบาท

จำนวนหนี้มหาศาลขนาดนั้นทำให้หลายคนคาดว่า  อนันต์ และโครงการเมืองใหม่แห่งนี้ ต้อง “สิ้นชื่อ” แน่นอน

แต่อนันต์ ปีเตอร์ และพอลล์ ก็ยังสามารถจับมือร่วมกัน “สู้” จนฝ่าพ้นพงหนามที่แหลมคม ครั้งนั้นมาได้

อนันต์หายหน้าไปจากวงสังคมนานถึง 12 ปี ก่อนออกมาสู่วงการอีกครั้งในปี 2533 และประกาศความพร้อม “เราจะกลับมาทวงความยิ่งใหญ่อีกครั้ง” ด้วยการลุยงานสร้างเมืองทองธานีต่อไป

ในช่วงที่หายหน้าไปนั้น อนันต์และลูกชายต้องทำงานกันอย่างหนักทั้งในเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างหนี้สิน การขายที่ดินแปลงต่าง ๆ เพื่อเอาเงินสดออกมา 

รวมทั้งเดินสายเคาะประตูกระทรวงต่าง ๆ เองจนเกือบครบทุกกระทรวงเพื่อเสนอเงื่อนไขขายโครงการที่อยู่อาศัยในเมืองทองธานีรวมทั้งพยายามดึงหน่วยงานราชการต่าง ๆ ให้มาสร้างกิจกรรมในอิมแพค และชาเลนเจอร์ 

ปีเตอร์และพอลล์จึงไม่ใช่ผู้บริหารที่ลอยมานั่งตำแหน่งนี้เมื่อผู้เป็นพ่อเสียชีวิต แต่ทั้ง 2 เคยผ่านร้อนผ่านหนาวกับโครงการนี้มานาน

ปีเตอร์ผู้พี่ในวัย 48 ปี จบปริญญาตรีวิทยาศาสตร์บริหาร จากประเทศอังกฤษ เข้ามารับตำแหน่งช่วยดูแลอิมแพคตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น และเข้าไปเป็นกรรมการของบริษัทในปี 2544

ส่วนพอลล์น้องชาย วัย 46 ปี ได้เข้ามาช่วยงานพ่อไล่เลี่ยกับพี่ชาย เขาจบปริญญาตรี บริหารธุรกิจ จากประเทศอังกฤษ และเข้าไปเป็นกรรมการของบริษัทในปี 2546

ปัจจุบันรายได้หลักจะมาจาก 4 กลุ่มหลัก คือ 1. อสังหาริมทรัพย์  2. ศูนย์แสดงสินค้า ศูนย์การประชุมและโรงแรม 3. ค้าปลีก 4. บริหารอาคารอื่น ๆ โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจาก 2 กลุ่มแรกเกือบ 90%

หลายปีมานี้บางกอกแลนด์มีรายได้และเม็ดเงินกำไรที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตัวเลขจากตลาดหลักทรัพย์ระบุว่า เมื่อปี 61 (31/3/61) มี รายได้ 10,136 ล้านบาท กำไร 1,230 ล้านบาท ปี 62 (31/3/62) 8,967 ล้านบาท กำไร 1,815 ล้านบาท

จนกระทั่งเกิดวิกฤตโควิด-19

ตัวเลขปี 63 (31/3/63) รายได้ 9,238 ล้าน กำไร 1,216  ล้าน ส่วนไตรมาส 3/64 (31/12/63) รายได้ลดเหลือเพียง 2,176 ล้านบาท พลิกกลับไปขาดทุนที่ 1,293 ล้านบาท 

รอวันรถไฟฟ้าสายสีชมพูพลิกโครงการ 

ตัวเลขการขาดทุนหลัก ๆ มาจากยอดรายได้ที่ลดลงของศูนย์ประชุม โรงแรม ร้านค้า และรีเทลต่าง ๆ ที่ต้องปิดตัวลง 3 เดือนเต็ม ๆ

พอลล์เคยให้สัมภาษณ์ว่ายอดการจัดงานในปี 2563 หายไป 41% หรือมีจำนวน 608 งานลดลงจากปี 2562 ที่มีทั้งหมด 1,025 งาน

แต่อย่างไรก็ตาม ถึงจะมีโควิดรอบที่ 2 แต่ยอดจองการจัดงานที่อิมแพค และชาเลนเจอร์ก็ทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อไหร่ที่วัคซีนเข้ามาก็อาจจะยิ่งทำให้รายได้ของบริษัทฟื้นได้เร็วขึ้น

ความหวังของปีเตอร์และพอลล์ยังอยู่ที่การพัฒนาที่ดินในโครงการที่ยังเหลืออยู่ประมาณ 600 ไร่  

การเข้ามาของโครงการรถไฟฟ้าสีชมพู ที่จะมี 2 สถานีพาดผ่าน คือ สถานีอิมแพค ชาเลนเจอร์ ตั้งอยู่วงเวียนเมืองทองธานี มีทางเดินเชื่อมเข้าสู่อาคารอิมแพค ชาเลนเจอร์ 

และสถานีทะเลสาบ ตั้งอยู่บริเวณทะเลสาบใกล้กับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และเอสซีจี สเตเดี้ยม  ซึ่งคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการได้เดือน ก.ย. 2567 จึงมีความหมายอย่างมาก

แผนการที่วางไว้แล้วคือ การพัฒนาที่ดินริมทะเลสาบอีก 300 กว่าไร่ ซึ่งน่าจะเป็นทำเลที่สวยงามและดีที่สุดในเมืองทองธานี เดิมเคยวางแผนเป็นสวนน้ำขนาดใหญ่ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว และคนที่เข้ามาชมงานอีเวนต์ต่างๆ แต่  ตอนนี้กำลังเตรียมทบทวนแผนใหม่อีกครั้ง แต่จะยังคงคอนเซ็ปต์การพัฒนาธุรกิจในลักษณะไมซ์ ทัวริส แอทแทรกชั่น

 พร้อม ๆ กับการขยายล็อบบี้บริเวณฮอลล์ 1 อาคารชาเลนเจอร์ เพื่อรองรับสถานีรถไฟฟ้า (ลักษณะเดียวกับสถานีสยาม)

ความสะดวกในการเดินทางที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อการจัดงานต่าง ๆ ในเมืองทองธานี และเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มในที่ดินที่เหลือในโซนต่าง ๆ ด้วย

 อนาคตในการทำให้เมืองทองธานี เป็น “เมือง” ที่สมบูรณ์แบบที่สุดจะเป็นการพิสูจน์ฝีมือของตระกูลกาญจนพาสน์ ในรุ่นลูกอีกครั้ง

——————————

ในโครงการเมืองทองธานี นอกจากมีศูนย์แสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียยังมีคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรรวมกันกว่า 50,000 หน่วย มีอาคารสำนักงานรวมกันกว่า 500,000 ตารางเมตร ธุรกิจค้าปลีก คอสโม บาซาร์, เอาต์เล็ต สแควร์, บีไฮฟ ไลฟ์สไตล์มอลล์ ฯลฯ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ อิมแพค และโรงแรมมาตรฐาน 3 ดาว ไอบิส กรุงเทพ รวมกันกว่า 1,000 ห้อง

มีคนอาศัยแล้วประมาณ 3-4 หมื่นครอบครัว มีคนอาศัยประจำไม่ต่ำกว่า 2 แสนคน

 ยังไม่รวมถึงอีกหลายโครงการ เช่น มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มหาวิทยาลัยศิลปากร โรงเรียนอีกหลายโรงเรียน การกีฬาแห่งประเทศไทย สำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ฯลฯ 

I-

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer