แทบจะไม่มีใครหนีพ้นธุรกิจติดลบ

ในปีปฏิทินเอปสัน (เมษายน 2563-มีนาคม 2564) ยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด คาดการณ์ว่าธุรกิจเอปสัน ประเทศไทย จะติดลบ 15% จากเศรษฐกิจเพราะพิษโควิด-19

แม้เอปสันจะปรับกลยุทธ์ เข้าสู่ตลาดใหม่ ๆ ที่สามารถสร้างรายได้ที่น่าสนใจกลับมาก็ตาม

การปรับตัวเอปสันเข้าสู่ตลาดใหม่ ๆ ในปี 2563 อย่างเช่น

การนำโปรเจกเตอร์ความสว่างสูงเข้าสู่ตลาดหนังกลางแปลง แก้เกมโปรเจกเตอร์ในตลาดการศึกษา ซึ่งเป็นตลาดหลักของโปรเจกเตอร์เอปสันมีการหดตัวลงอย่างต่อเนื่องจากการปิดโรงเรียน มุ่งสู่เรียนออนไลน์เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19

การนำพรินเตอร์หน้ากว้างราคาประหยัด สร้างการเติบโตในตลาด In House จากการมองเห็นโอกาสที่บริษัทต่าง ๆ นำไปใช้เพื่อพิมพ์ป้ายติดตามสถานที่ต่าง ๆ ให้ผู้ใช้บริการเว้นระยะห่างทางสังคม

การนำเครื่องพิมพ์ฉลาก Label เข้าไปเปิดตลาดในธุรกิจโรงพยาบาลเพื่อพิมพ์ฉลากยาในรูปแบบสีในรูปแบบฉลากยาพร้อมรูปยา เพื่อให้คนไข้รับประทานยาไม่ผิดพลาด หรือการนำเครื่องพิมพ์ฉลาก Label ไปแนะนำในอุตสาหกรรมรองเท้า เพื่อทำป้ายปิดไซส์-สี ของรองเท้าที่หน้ากล่อง แทนการติดป้ายในรูปแบบเดิม ๆ

การเดินหน้าในธุรกิจโฟโต้พรินเตอร์ผ่านมินิแล็บ ที่ร้านโฟโต้รับพิมพ์ภาพลูกค้าที่ส่งจากช่องทางออนไลน์ และส่งให้ลูกค้าถึงบ้าน

การแก้ปัญหาในตลาดพรินเตอร์กลุ่ม SME ด้วยการเปิดทดลองโปรแกรม ‘Epson EasyCare 360’ บริการเช่าเครื่องพรินเตอร์แบบรายแพ็กเกจ เป็นต้น

รวมถึงการเติบโตในธุรกิจแขนกลที่เติบโตถึง 3 เท่าตัว จากการเป็นสินค้าแห่งอนาคตที่จะเข้ามาแทนที่คนในโรงงาน จากความสามารถในการทำงานได้ 24 ชั่วโมงและไม่สามารถติดโควิด-19 ได้

แม้ปี 2563 จะผ่านไปอย่างยากลำบาก แต่ในปี 2564 ยรรยงเชื่อมั่นว่า เอปสันจะเติบโต 10% ได้อย่างแน่นอน

“ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อธุรกิจของเอปสันยังคงเป็นสถานการณ์ทางการเมืองและการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งหากมีแนวโน้มที่ดี คนไทยสามารถเข้าถึงวัคซีนต้านโควิด-19 ได้อย่างทั่วถึง จีดีพีของประเทศก็น่าจะกลับมาบวก และได้เห็นการลงทุนของภาครัฐกลับมาในช่วงครึ่งปีหลัง รวมถึงภาคการท่องเที่ยวก็จะเริ่มฟื้นตัวได้ดี สถาบันศึกษากลับมาเปิดทำการ” ยรรยงกล่าว

 

Marketeer มองว่าการเติบโตของเอปสันในปี 2564 ส่วนหนึ่งยังมาจากโควิด-19 เปลี่ยนแปลงการมองธุรกิจจากเดิมที่บริษัทต่าง ๆ มุ่งเน้นสร้างการเติบโตและรายได้ให้กับธุรกิจผ่านกลยุทธ์ Globalization เพื่อให้ Economy of Scale ต่ำจากการผลิต หรือการทำงานทีละจำนวนมาก ๆ เป็น Localization มากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากการหยุดชะงักของธุรกิจเมื่อประเทศต้นทางผลิตประสบกับปัญหาแรงงานติดเชื้อโควิด-19 หรือการปิดประเทศเพราะสถานการณ์ต่าง ๆ

 

ซึ่งการปรับสู่ธุรกิจในรูปแบบ Localization เกิดการสร้างโอกาสของเอปสันประเทศไทย ที่จะเข้าไปสร้างการเติบโตในตลาด SME และ Corporate ผ่านสินค้าต่าง ๆ โดยเฉพาะเครื่องพิมพ์ขนาดกลางและเล็ก ซึ่งถือเป็นรายได้หลักของเอปสัน

 

ในปัจจุบันเอปสันมีรายได้จากกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ตามสัดส่วนมาจาก

พรินเตอร์ขนาดกลางและเล็ก 60%

พรินเตอร์ขนาดใหญ่ 14%

โปรเจกเตอร์14%

หุ่นยนต์แขนกล 2%

 

การมองเห็นโอกาสผ่าน Localization ในปี 2564 ยรรยงมีความต้องการเพิ่มสัดส่วนรายได้ในธุรกิจกลุ่ม B2B (Business to Business) ให้เติบโตเป็น 35% จากปี 2563 ที่มีสัดส่วน 30% และปี 2562 มีสัดส่วน 25%

การเพิ่มสัดส่วนธุรกิจในตลาด B2B เป็นกลยุทธ์ที่เอปสันลองทำมาต่อเนื่องหลายปี จากการมองเห็นสัญญาณตลาดไอทีโดยเฉพาะตลาดพรินเตอร์ โปรเจกเตอร์ ในกลุ่ม Consumer หดตัวลง จากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มมองว่าสินค้าเหล่านี้ยังไม่มีความจำเป็นที่จะซื้อมาใช้ที่บ้าน

ส่วนตลาด B2B เป็นตลาดที่เติบโตจากองค์กรต่าง ๆ มองเห็นความสำคัญของการปรับเปลี่ยนเครื่องพรินเตอร์ใหม่ให้มีประสิทธิภาพและราคาประหยัด เพื่อลดต้นทุนในการดำเนินงาน รวมถึงการเกิดขึ้นของธุรกิจ SME หน้าใหม่ ๆ ที่จำเป็นต้องใช้พรินเตอร์เป็นส่วนหนึ่งในการพรินต์เอกสารต่าง ๆ

และการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยิ่งทำให้กำลังซื้อในกลุ่มผู้บริโภคยิ่งหดตัวลงมากยิ่งขึ้น และ Localization ทำให้เกิดโอกาสในการขยายตัวในบริษัท SME และ Corporate เช่นกัน

 

กลยุทธ์ของเอปสันในการบุกตลาด B2B ในปี 2564 ประกอบด้วย

ปรับเปลี่ยนโครงสร้างและกระบวนการทำงานภายในองค์กร

ในปีนี้เอปสันมีการขยายทีมขาย B2B ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และขยายทีมบริการลูกค้า B2B เพิ่มขึ้น

มีการจัดตั้งทีมพิเศษที่เน้นเจาะตลาดและดูแลลูกค้าองค์กรญี่ปุ่นโดยเฉพาะ จากก่อนหน้านั้นการดูแลลูกค้าองค์กรญี่ปุ่นเป็นหน้าที่ของผู้บริหารชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาเป็น MD ในประเทศไทย และเมื่อเอปสันมีความแข็งแกร่ง จนเอปสันบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่นไว้วางใจ และให้ยรรยงเป็นผู้บริหารสูงสุดในเอปสัน ประเทศไทยแทน ยรรยงจึงตั้งทีมงานใหม่เพื่อเข้าถึงการดูแลลูกค้าองค์กรญี่ปุ่นโดยเฉพาะ เพื่อเติมเต็มช่องว่างที่ขาดหายไป

 

ให้ความสำคัญกับคู่ค้า

เอปสันมีการเพิ่มจำนวนตัวแทนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะตลาด B2B และได้ฝึกอบรมตัวแทนเดิมให้สามารถขยายธุรกิจไปยังตลาด B2B ได้

 

เพิ่มคุณค่าของสินค้าและคุณค่าให้กับลูกค้า B2B

เน้นการเพิ่มสินค้าใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องมากกว่า 20 รุ่น เพื่อให้องค์กรทุกขนาดในทุกวงการธุรกิจได้เลือกโซลูชั่นที่เหมาะที่สุดกับตัวเอง พร้อมกับจัดกิจกรรมทางการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์เพื่อเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าใหม่และตลาดใหม่

และพัฒนาศักยภาพของเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย และเพิ่มคุณค่า​ในส่วนต่าง ๆ ซึ่งช่วยยกระดับความพึงพอใจและประสบการณ์ที่ดีของลูกค้า

พร้อมปรับโมเดลธุรกิจในกลุ่มอิงค์เจ็ตพรินเตอร์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าองค์กรในปัจจุบันได้แม่นยำ เช่น การสร้าง Epson Virtual Solutions Center 4 ภาษา เพื่อเข้าถึงลูกค้า B2B ไทย กัมพูชา ลาว เมียนมา และปากีสถาน ที่อยู่ภายใต้การดูแลของเอปสัน ประเทศไทย

Epson Virtual Solutions Center เปิดให้บริการเฟสแรกในเดือนเมษายน 2564  เพื่อเป็นช่องทางที่เอปสันจะสร้างประสบการณ์เสมือนจริงให้กับลูกค้า B2B ที่เข้ามาเรียนรู้เทคโนโลยีและ B2B โซลูชั่นของเอปสัน ซึ่งจะแบ่งออกตามประเภทธุรกิจหรืออุตสาหกรรม เช่น เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน การพิมพ์ดิจิทัล ร้านค้าปลีก อุตสาหกรรมการผลิต การศึกษา สาธารณสุข และองค์กรธุรกิจ

และในเฟสถัดไปจะมีการเพิ่มเติมโซนพิเศษสำหรับลูกค้าโฮมยูสทั่วไปให้สามารถมาชมสินค้าและพูดคุยกับพนักงานขายทางออนไลน์ได้ทันทีเหมือนใช้บริการที่ร้านค้าโดยไม่ต้องเดินทางมาหน้าร้านอีกด้วย

 

 

Marketeer FYI

รายได้ของเอปสันประเทศไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ที่รายงานกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีรายได้หลักและกำไร ดังนี้

2561          4,153.00 ล้านบาท       กำไร 47.83 ล้านบาท

2562          3,855.02 ล้านบาท       กำไร 41.20 ล้านบาท

2563          3,525.59 ล้านบาท       กำไร 26.93 ล้านบาท



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer