ตลาดน้ำดื่ม 34,000 ล้านบาท

น้ำดื่มทั่วไป 90%
น้ำแร่ 10%

ที่มา : คริสตัล, สิงหาคม 2559

3 ปัจจัยในการตัดสินใจของ “ผู้บริโภค” ต่อ “น้ำดื่ม”

1.คุณภาพ
2.แพ็คเกจจิ้ง
3.ราคา

ที่มา : คริสตัล, สิงหาคม 2559

ตลาดนี้ใครคือขาใหญ่

1. สิงห์ 20%
2.คริสตัล 17.4%
3.เนสท์เล่ 14 %
4.อื่นๆ 48.6%

ที่มา : คริสตัล, สิงหาคม 2559

“ตลาดน้ำดื่ม” มูลค่า 34,000 ล้านบาท กำลังจะร้อนระอุขึ้น เมื่อ “คริสตัล” ผู้รั้งตำแหน่งเบอร์ 2 ประกาศจะยึดตำแหน่งผู้นำให้ได้ภายในปี 2020

การเติบโตที่ “ชะลอตัว”

ในขณะที่ภาพของการแข่งขันสูงขึ้น จากการเข้ามาทำตลาดของเฮาส์แบรนด์หลายยี่ห้อ เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งจากผู้เล่นหลักที่มีเพียง 4-5 แบรนด์ รวมไปถึงอากาศที่ไม่ร้อนมากเท่าปีก่อนเนื่องจากฝนมาเร็ว ส่งผลให้ช่วงครึ่งแรกปี 2016 ภาพรวมของตลาดน้ำดื่มเติบโตเพียง 12% ซึ่งเป็นอัตราเติบโตช้าลงกว่าช่วงที่ผ่านมาที่สามารถโตถึง 15%
คำถามคือในเมื่อภาพรวมการเติบโต “ชะลอตัว” แล้วความมั่นใจของคริสตัลมาจากไหน ?

“คริสตัล” หัวหอกของ “ไทยเบฟ”

“ไทยเบฟ” ซึ่งเป็นบริษัทแม่ได้ประกาศนโยบาย ปรับสัดส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพให้เพิ่มเป็น 70% ภายในปี 2021 จากเดิมมีเพียง 56% โดยวางแผนให้คริสตัลเป็นหัวหอกหลักในการสร้างรายได้ รวมทั้งตั้งเป้าหมายให้ขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาดน้ำดื่มจุดนี่เองได้เข้ามาสร้างความมั่นใจให้กับคริสตัลเป็นอย่างมาก

“ครึ่งปีแรกยอดขายคริสตัลเติบโต 18% สูงกว่าตลาดน้ำดื่มโดยรวม ทำให้มีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 17.4% เพิ่มขึ้นจากช่วงสิ้นปี 2015 ที่มี 17.0% ซึ่ง Key Success มาจากความแข็งเกร่งในการกระจายสินค้า รวมทั้งแคมเปญ ‘น้ำดื่มไม่ได้เหมือนกันหมด’ ที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์การเป็นแบรนด์น้ำดื่มคุณภาพ” วิเวก ชาห์บรา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงผลการดำเนินงานของคริสตัลในช่วงครึ่งแรกปี 2016
นับจากนี้เกมการตลาดของคริสตัลจะถูกขับเคลื่อน “รุนแรง” ขึ้นเรื่อยๆ โดยปีนี้ได้เตรียมงบการตลาดไว้ 200 ล้านบาท ครึ่งปีแรกใช้ไปแล้ว 100 ล้านบาท เหลืออีก 100 ล้านบาทที่จะถูกใช้ในครึ่งปีหลัง เพื่อเป้าหมาย สำคัญคือ เพิ่มปริมาณการขาย 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน และทำให้แบรนด์ถูกผู้บริโภคคิดถึงมากที่สุดเป็นอันดับแรก โดยได้วางกลยุทธ์ไว้ 2 ข้อ ได้แก่ 1.ส่งแคมเปญ “ไปไหนก็คริสตัล” (Crystal Everywhere) ดึง นาย – นภัทร เสียงสมบุญ แบรนด์แอมบาสเดอร์ มาแสดง TVC ชุด “Fountain of Luck” เพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่
2.ขยายกำลังการผลิตให้เพียงต่อต่อความต้องการ โดยเฉพาะทำเลที่มีการเติบโตของน้ำดื่มในระดับสูง เนื่องจากที่ผ่านมาเกิดปัญหาสินค้าขาดตลาด ซึ่งได้วางแผนเพิ่มโรงงานใหม่อีก 3 โรง ก่อนหน้านี้ได้เปิดไปแล้วที่ขอนแก่น เหลือสุราษธานีและอยุธยา ใช้งบลงทุนทั้งหมด 500 ล้านบาท ทำให้เมื่อรวมกับโรงงานที่มีอยู่เดิมอีก 7 โรง จะทำให้มีกำลังการผลิตมากกว่า 100 ล้านลังต่อปี หรือ 1,200 ล้านขวดต่อปี ทั้งนี้ได้วางแผนเปิดเพิ่มอีกปีละ 1 โรง ภายใน 5 ปีนับจากนี้ ใช้งบลงทุน 150 ล้านบาทต่อโรง ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีโรงงานที่ภาคเหนือตอนบนและภาคอีสานตอนบน พร้อมกันนี้คริสตัลได้เตรียมเปลี่ยนลายแพ็คเกจจิ้งภายในปีหน้าอีกด้วย
แต่ทั้งๆที่คริสตัลออกตัวว่า มีความแข็งเกร่งในการกระจายสินค้าอยู่แล้ว ทำไมถึงเลือกติด “Speed” ขยายโรงงานอย่างรวดเร็วอีก ? นั้นเป็นเพราะหากมองลึกเข้าไปในธุรกิจน้ำดื่ม จะพบว่ามีกำไรอยู่เพียง 5% เท่านั้น ต่างจากธุรกิจน้ำอัดลมที่มีกำไรมากกว่า 10% เมื่อโรงงานอยู่ไกลต้นทุนก็ยิ่งเพิ่มขึ้นไปด้วย การที่คริสตัลไปสร้างโรงงานให้ใกล้กับพื้นที่จำหน่าย จะช่วยลดต้นทุนราคาขายได้ประมาณ 10% และการเพิ่มโรงงานนี่แหละคืออาวุธสำคัญในการ “ต่อกร” กับผู้นำตลาด