ใครจะเชื่อว่า “ฟิตเนส” ที่บูมขึ้นมาจากเทรนด์พฤติกรรมของคนไทยที่หันมาดูแลสุขภาพร่างกาย และรูปร่างของตนเองมากยิ่งขึ้น จะเพิ่งเข้ามาในเมืองไทยได้เพียง 10 ปีเท่านั้น
“ฟิตเนสขนาดกลาง” ที่ยังวางอยู่
ด้วยการเติบโตเฉลี่ยปีละ 9-10% รวมไปถึงรายงานของ International Health Racquet & Sports Club Association ปี 2015 ที่ระบุสัดส่วนประชากรไทยใช้บริการฟิตเนสเพียง 0.6% ของประชากร ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับตัวเลขค่าเฉลี่ยของชาติในทวีปเอเชียที่ 8% รวมไปถึงแบบสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่พบสัดส่วนของประชากรไทยในช่วงอายุ 15-59 ปี ออกกำลังกายเพิ่มขึ้นจาก 2% ในปี 2007 เป็น16% ในปี 2011 และปัจจุบันน่าจะมีประมาณ 20%
ที่สำคัญหากมองลึกเข้าไปในตลาดมูลค่า 9,000 ล้านบาท จะพบว่า ส่วนแบ่งตลาดมูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท ถูกครอบครองด้วย “เชนฟิตเนสขนาดใหญ่” ทั้ง ฟิตเนสเฟิรส์ท วีฟิตเนส และเวอร์จิ้น แอ็คทีฟ ที่มีสาขารวมกันราวๆ 40 แห่ง จากจำนวนฟิตเนสที่ขึ้นทะเบียนไว้กว่า 1,000 แห่ง ในขณะที่เหลือมักจะเป็น “ฟิตเนสขนาดเล็ก” ที่ส่วนใหญ่มีสาขาเดียว และเลือกที่จะไม่มี “Movement” ในการขยายสาขาเพิ่มเติม
ทำให้ “ฟิตเนสขนาดกลาง” ยังมีจำนวนผู้เล่นไม่มากนัก “เอ็ม ฟิตเนส” จึงเกิดขึ้นมาเพื่อเจาะช่องวางในกลุ่มนี้โดยเฉพาะ
ขอเป็นแบรนด์ที่ “ไม่แข่ง” กับเชนขนาดใหญ่
เอ็ม ฟิตเนส ถือเป็น “New Player” ที่เพิ่งกระโดดเข้าสู่สงครามฟิตเนส เมื่อปลายปี 2014 โดยเปิดสาขามหาชัยเป็นแห่งแรก ตามด้วยสาขาพระราม 2 เป็นแห่งที่ 2 ตอนต้นปี 2015 ล่าสุดได้ทุ่มเม็ดเงิน 25 ล้านบาท เปิดสาขาตากสิน ซึ่งเป็นโมเดลที่ครบวงจรบนพื้นที่ขนาด 1,200 ตาราเมตร
และด้วยความที่เป็นน้องใหม่ วิสุทธิ์ สุระเฉลิมกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็ม ฟิตเนส จำกัด จึงได้เลือกสร้างความแตกต่างด้วยกลยุทธ์ “Tailor-made” ดีไซน์ในรูปแบบสแตนอะโลน (Standalone) โดยดีไซน์และฟังก์ชั่นการใช้งานจะถูกออกแบบให้แตกต่างกันในแต่ละสาขา เพื่อเน้นสร้างความจดจำให้แก่ลูกค้า ในกลุ่มเป้าหมายระดับ C+ ขึ้นไป พร้อมกับวาง Positioning ให้เป็นแบรนด์ระดับกลาง โดยไม่ขอแข่งกับเชนฟิตเนสขนาดใหญ่
“เกมตลาด” ที่เข้มข้นขึ้น
ซึ่งนับจากนี้ต่อไปเกมการตลาดของ เอ็ม ฟิตเนส จะเข้มข้นขึ้น ด้วยการขยายสาขาเป็น 10 สาขาภายในปี 2018 โดยใช้งบลงทุนสาขาละ 10 ล้านบาท เริ่มต้นด้วยการเปิดสาขาที่ 4 ภายในสิ้นปีนี้ที่บางบอน การเติบโตของสาขาจะเข้ามาช่วยผลักดันให้มีรายได้ 20 ล้านภายในปีนี้ ปีถัดไปเพิ่มเป็น 65 ล้านบาท และ 100 ล้านบาทภายในปี 2018
การขยายสาขาในแต่ละครั้งจะพิจารณาถึงคอมมูนิตี้ และโลเกชั่นเป็นเรื่องหลัก ซึ่งจะต้องเป็นคอมมูนิตี้ที่มีการขยายตัวเติบโตดี เช่น ในย่านชานเมืองที่มีการเติบโตของโครงการที่พักอาศัยจำนวนมาก ใกล้กับมหาวิทยาลัย ติดถนนใหญ่ เป็นต้น แต่จะไม่เข้าไปในศูนย์การค้าอย่างแน่นอน มีพื้นที่ขนาด 400 – 1,200 ตารางเมตรโดยตั้งเป้าเพิ่มฐานสมาชิกให้ได้ 5,000 รายภายใน 5 ปี จากปัจจุบันที่มี 1,300 ราย พร้อมกันนี้ได้เตรียมใช้ “กลยุทธ์ราคา” เป็นแม่เหล็กดึงดูดเนื่องจากถูกกว่าเชนทั่วไปถึง 50%
“ตลาดฟิตเนส” มีอะไรบ้าง ?
ปี 2015มูลค่า 9,000 ล้านบาท
ปี 2016 มูลค่า 9,900 ล้านบาท (คาดการณ์)
แบ่งเป็น
เชนฟิตเนส 8,000 ล้านบาท
ฟิตเนสทั่วไป 1,000 ล้านบาท
ที่มา : เอ็ม ฟิตเนส
3 ปัจจัยในการเลือกสถานที่ “ฟิตแอนด์เฟิร์ม”
1.ทำเล
2.อุปกรณ์เครื่องเล่น
3.ราคา
ที่มา : เอ็ม ฟิตเนส
