เมื่อวานนี้ (29 เม.ย) หลังจากพนักงานทั้งหมด 5,500 คนได้อ่านเมล ขอบคุณพนักงานที่ขึ้นต้นว่า

สวัสดี Allstars ลงท้าย … ด้วยรัก ธรรศพลฐ์

เชื่อว่าหลาย ๆ คน ที่กำลังรอคอยความชัดเจนคงน้ำตาซึม

ข้อความที่ “คุณโจ” ธรรศพลฐ์  เเบเลเว็ลด์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ. เอเชีย เอวิเอชั่น และสายการบินไทยแอร์เอเชีย เขียนถึง จะประมาณว่า

จากปัญหาของสถานการณ์โควิด-19 บริษัทฯ ได้ใช้ความพยายามเต็มที่ในการบริหารจัดการต้นทุนอย่างดีที่สุด ซึ่งได้รับความเสียสละจากพี่น้อง Allstars ทุกคนอย่างดี

ความท้าทายสำคัญที่ทำให้เราจะสามารถประคองธุรกิจในสถานการณ์อันยากลำบากนี้ได้ คือเราต้องมีเงินทุนเพื่อเสริมสภาพคล่องในการดำเนินงาน ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ได้พยายามหาวิธีต่าง ๆ

ล่าสุดก็ได้รับข่าวดี หลังคณะกรรมการบริษัทไทยแอร์เอเชีย เห็นชอบเเละอนุมัติแผนการปรับโครงสร้างกิจการ ซึ่งจะทำให้เรามีเงินทุนที่เเน่นอนเเละเพียงพอในการประคองธุรกิจและเสริมสภาพคล่องไปอีกอย่างน้อย 3 ปี

ทั้งนี้ เงินทุนครั้งนี้จะมาจาก 2 ทางหลัก ๆ คือ จากนักลงทุนรายใหม่ เเละแผนการนำไทยแอร์เอเชียเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในสิ้นปีนี้ แทน บมจ. เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) ซึ่งรวมเเล้วจะมียอดเงินทุนกว่า 5,907 ล้านบาท

จากแผนปรับโครงสร้างกิจการของไทยแอร์เอเชียครั้งนี้จะไม่มีผลกระทบต่อพนักงานใด ๆ แต่จะส่งผลในภาพรวมให้สายการบินของเราเดินหน้าต่อได้โดยไม่สะดุด พร้อมสู่การเติบโตได้อย่างยั่งยืน

แม้จะถือเป็นข่าวดี ถึงอย่างไรพวกเรายังคงต้องช่วยกันเเละอดทนอย่างเต็มที่ต่อไป เพราะการฟื้นตัวต่าง ๆ ยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยอื่น ๆ ที่ควบคุมได้ยาก อาทิ แผนการกระจายวัคซีนทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ และการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวในอนาคต

เขายังขอให้พนักงานทุกคน จดจำความยากลำบากครั้งนี้ไว้เป็นประสบการณ์ว่าเราได้ข้ามผ่านมันไปพร้อมกัน

ในจดหมายยังย้ำอีกว่า

ที่สำคัญจากแผนนี้ ผมก็จะไม่ได้ทิ้งกันไปไหน จะยังอยู่สู้กับทุกคนเเละเป็นผู้บริหารของไทยแอร์เอเชียต่อไปแน่นอน

ประธานฯ ไทยแอร์เอเชียยังกล่าวเพิ่มเติมกับผู้สื่อข่าวอีกว่า  จากสถานการณ์การเเพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจมาต่อเนื่องยาวนาน ทำให้สายการบินต้องปรับตัวทั้งด้านการบริหารจัดการต้นทุนเเละรายได้ให้สอดคล้องกัน โดยล่าสุดบริษัทฯ ได้กำหนดแผนการปรับโครงสร้างกิจการขึ้นใหม่ ซึ่งจะทำให้ TAA มีทุนหมุนเวียนและสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องเพิ่มทุนเป็นเวลาอย่างน้อยอีก 3 ปี พร้อมเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ สำหรับเเผนระยะสั้น TAA จะได้รับสินเชื่อจากนักลงทุนรายใหม่ ในรูปแบบของสัญญาเงินกู้แปลงสภาพ หรือหุ้นกู้แปลงสภาพ ปลอดดอกเบี้ย มูลค่าไม่เกิน 3,150 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้นักลงทุนรายใหม่อยู่ระหว่างการตรวจสอบกิจการ และเจรจารายละเอียดของเงื่อนไขต่าง ๆ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จไม่เกินกลางเดือนพฤษภาคม 2564 นี้ และได้รับเงินลุงทุนส่วนนี้ประมาณปลายเดือนมิถุนายน

โดยหลังจากนี้นักลงทุนจะสามารถแปลงสภาพสัญญาหุ้นกู้นี้ เป็นหุ้นสามัญของ TAA ภายหลังจากที่ TAA นำเเผนเข้าหารือและได้รับอนุมัติจาก ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในการนำ TAA เข้าจดทะเบียนแทน AAV และเสนอขาย หุ้น IPO ต่อไป ซึ่งทำให้จากแผนปรับโครงสร้างกิจการทั้งหมดครั้งนี้ TAA จะได้เงินทุนรวมทั้งสิ้น 5,907 ล้านบาท (ไม่รวม ESOP ซึ่งเป็นการออกเเละเสนอขายหุ้นสามัญที่ออกใหม่ให้เเก่ผู้บริหารระดับสูงของ TAA)

ส่วนเหตุผลในการนำ TAA เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แทน AAV เพราะมองว่า TAA ซึ่งบริษัทปฏิบัติการโดยตรงจะสร้างโอกาสให้นักลงทุนได้ถือหุ้นตรง ดีกว่า AAV ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้ง โดยขอให้เชื่อมั่นว่าทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์ร่วมกันในแผนครั้งนี้ ทั้งนักลงทุนใหม่ และผู้ถือหุ้นเดิม โดยผู้ถือหุ้นเดิมของ AAV จะได้รับผลกระทบจากการเพิ่มทุน (Dilution Effect) ครั้งนี้น้อยที่สุด เมื่อเทียบกับการระดมทุนรูปแบบอื่น ๆ

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer