นอกจากกลุ่มไมเนอร์กรุ๊ป, CENTEL, ดุสิตธานี, AWC, ดิ เอราวัณ กรุ๊ป คือเครือโรงแรมชื่อดังอีกแบรนด์หนึ่งของเมืองไทย

ถ้าพลิกไปดูจะมีชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 อันดับแรก คือ

1. บริษัท ทุนมิตรสยาม จำกัด ถือหุ้นอยู่ 13.83% เป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยตระกูลว่องกุศลกิจ

2. สุขกาญจน์ วัธนเวคิน ถืออยู่ 13.77% และ 3. คือ วรรณสมร วรรณเมธี 5.95% ซึ่งทั้ง 2 คนเป็นลูกของเกียรติและจรรย์สมร วัธนเวคิน

ตระกูลว่องกุศลกิจ คือเจ้าของกลุ่มน้ำตาลมิตรผล  ผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ที่สุดของไทย  ตระกูล วัธนเวคิน คือผู้ก่อตั้งธนาคารเกียรตินาคิน หรือกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ในปัจจุบัน

ปี 2525 กลุ่มว่องกุศลกิจต้องการกระจายความเสี่ยงของการทำธูรกิจน้ำตาลซึ่งมีความผันผวนสูง ไปจับมือกลุ่ม วัธนเวคิน ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นครั้งแรก ด้วยการเช่าที่ดินย่านราชประสงค์ต่อจากตระกูล ศรีวิกรม์ และเปิดตัวโครงการอาคารอัมรินทร์ พลาซ่า เมื่อปี 2528 

อัมรินทร์ พลาซ่า ดังมากในยุคนั้นเพราะสามารถดึงห้าง “โซโก้” ห้างสรรพสินค้าชื่อดังจากญี่ปุ่นที่ไม่เคยตั้งสาขานอกประเทศมาก่อน เช่นเดียวกับการเปิด “แมคโดนัลด์” สาขาแรกของแมคไทย 

ส่วนโรงแรมเอราวัณเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงการคลัง ที่แบกภาระขาดทุนมานานได้เปิดให้เอกชนมาประมูลไปทำ

กลุ่มนี้เลยเข้าไปประมูลเพื่อขยายอาณาจักรในย่านนั้น ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยทำธุรกิจโรงแรมมาก่อน เลยเป็นที่มาของการเซ็นสัญญากับเชน “ไฮแอท” พร้อมกับชื่อ “แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ” เปิดตัวเมื่อปี 2534

และหลังจากเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อปี 2537 ก็มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องกลายเป็นเจ้าของเครือโรงแรมที่ใหญ่แห่งหนึ่งของเมืองไทย

ณ สิ้นไตรมาส 1/2564 บริษัทฯ มีจำนวนโรงแรมรวมทั้งสิ้น 74 แห่ง 9,863 ห้อง

ปัจจุบันนอกจากบริหารด้วยแบรนด์ตัวเองภายใต้ชื่อ ฮ็อป อินน์ แล้ว ยังบริหารโดยบริษัทฯ ภายใต้แบรนด์โรงแรมของบุคคลภายนอกในรูปแบบแฟรนไชส์ อีก 19 แห่ง เช่น โนโวเทล เมอร์เคียว ไอบิส

และบริหารโดยบุคคลภายนอกซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์โรงแรม ได้แก่ Hyatt International, Marriott International และ IHG เพื่อบริหารโรงแรมทั้งหมด 6 แห่ง (ข้อมูลเมื่อสิ้นปี 2563) 

ผ่านวิกฤตมาหลายระลอกทั้งเรื่องการเงินและการเมืองในประเทศ แต่ก็ยังโชคดีที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

จนกระทั่งปี 2563 ที่ผ่านมาวิกฤตโควิดทำให้รายได้ปี 2562 จำนวน 6,439 ล้านบาท กำไร 446 ล้านบาท ลดลงเหลือเพียงรายได้ 2,348 ล้านบาท ขาดทุนพุ่งสูงถึง -1,715.26  

Q1/2564 รายได้เหลือเพียง 390 ล้าน ขาดทุนไปแล้ว 492 ล้านบาท

ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำเป็นต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่ โดย เพชร ไกรนุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ประกาศว่าจะกลับไปโฟกัส แบรนด์ ฮ็อปอิน ซึ่งเป็นเครือข่ายโรงแรมประหยัด เน้นนักท่องเที่ยว และนักธุรกิจในประเทศ เป็นหลัก

ในเมื่อวิกฤตโควิดที่ผ่านมาบริษัทพบว่าเซกเมนต์ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด และกลับมาได้ช้าที่สุด คือกลุ่มโรงแรมลักชัวรีและโรงแรมระดับกลาง เพราะพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติมากถึงกว่า 80%

 ส่วนแบรนด์  ฮ็อปอิน เป็นโรงแรมกลุ่มแรกที่กลับมาเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนพ.ค.63  โดยอัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรมกลุ่มนี้เท่ากับร้อยละ57 ซึ่งเป็นอัตราการเข้าพักที่สูงกว่าทุกกลุ่ม

บริษัทได้พัฒนาแบรนด์ฮ็อปอินมาตั้งแต่ปี 2557 ปัจจุบันมีมากกว่า 40 สาขาทั่วประเทศ  รวมทั้งได้เปิดดำเนินการโรงแรมฮ็อป อินน์ ในประเทศฟิลิปปินส์ นับแต่ปี 2559 ปัจจุบันมีทั้งหมด 5 สาขา

ในแผน 5 ปี (2564-2568) ได้มีแผนขยายการลงทุนในประเทศไทยให้ได้ครบ 100 แห่งทั่วประเทศ หรือมีจำนวนห้องพักรวมกว่า 7,000 ห้อง จากปัจจุบันที่มี 46 แห่ง รวมกว่า 3,600 ห้อง

และมีการลงทุนเพิ่มในประเทศฟิลิปปินส์ให้ได้ 15 แห่ง กระจายไปตามเมืองท่องเที่ยวหลัก ๆ

สำหรับรูปแบบนั้นมีทั้งลงทุนและพัฒนาโดยบริษัทเอง และการเข้าซื้อกิจการ ภายใต้งบลงทุน 8,000-10,000 ล้านบาท ซึ่งจะมาจากการเพิ่มทุนจดทะเบียนประมาณ 4.9 พันล้านบาท ที่คาดว่าจะเริ่มซื้อขาย 24 มิ.ย. 64  นี้

ยุทธศาสตร์ใหม่จะได้ผลหรือกอบกู้สถานการณ์ ดิ เอราวัณ กรุ๊ป ได้แค่ไหน

เป็นความท้าทายครั้งสำคัญของ 2 ตระกูลนี้จริง ๆ

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน