“ต้องหาใครสักคนมาดูการเงินให้” – แม้ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าชีวิตคุณแทบจะขับเคลื่อนได้ยากถ้าไร้เงิน ดังนั้นอย่าผลักความรับผิดชอบในการดูแลเรื่องนี้ให้กับผู้อื่น และใช้เงินอย่างไม่รอบคอบ ไม่คิดเผื่ออนาคต โดยอย่ามองว่าเรื่องนี้เป็นภาระ เพราะการคุณจัดการเรื่องเงินได้เอง นอกจากทำให้ได้รับกำไรอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและลดค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองต่างๆ แล้ว ยังช่วยเพิ่มทักษะด้านการบริหารจัดการที่สามารถนำไปใช้กับเรื่องอื่นได้ด้วย
“ก็เราไม่ใช่คนเก่งเรื่องเงินๆทองๆ” – หลายคนถอดใจทุกครั้งเมื่อเห็นตัวเลข และการบวกลบคูณหาร จนพาลหลบเลี่ยงเรื่องที่เกี่ยวกับเงินๆทองๆ ไปด้วย ความคิดแบบนี้จะทำให้คุณต้องเผชิญปัญหาทางการเงินโดยที่ไม่สามารถโทษใครได้ เพราะเกิดจากความไม่เข้าใจของตัวเอง เพื่อตัดไฟแต่ต้นล้มควรปรับทัศนคติแล้วหันมาจัดการเรื่องตัวเลขที่สำคัญต่อชีวิต เริ่มจากเรื่องง่ายๆอย่าง จัดการค่าใช้จ่ายประจำวันแล้วจึงขยับไปเรื่องเงินที่ต้องจ่ายทุกเดือน อย่างค่าน้ำ ค่าไฟ บัตรเครคิต หลังชำนาญการจัดการรายจ่ายแล้วให้ลองหาช่องทางสร้างรายได้เพิ่ม เชื่อเถอะว่าไม่มีเรื่องไหนยากเกินความพยายามและถ้าทำบ่อยๆ ทักษะก็จะเกิดขึ้น เหมือนคนเราที่ต้องหัดคลาน หัดเดินทั้งนั้นก็จะวิ่งได้
“มองว่าเงินเป็นเรื่องของนักธุรกิจ” – ทุกอย่างจะมีคุณค่า ถ้าตัวคุณให้ค่ากับมัน โดยสำหรับเงินแล้วไม่ใช่อะไรที่ไกลตัว หรือมีเฉพาะนักธุรกิจหรือคนเล่นหุ้นเท่านั้นที่สนใจ เพราะคนทุกสาขาอาชีพ ทุกตำแหน่งหน้าที่ก็ต้องใช้เงินทั้งนั้น โดยถ้าคิดว่าเงินเป็นเรื่องใกล้ตัวแล้ว สภาพคล่องในการใช้จ่ายก็จะดีขึ้นและเป็นได้สูงว่ารายได้ก็จะเพิ่มขึ้นด้วย
“ประสบการณ์ด้านนี้ยังไม่พอ ต้องขอเวลาอีกหน่อย” – ตามที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ว่าไม่มีที่ใครเกิดมาว่าแล้ววิ่งหรือกระโดดได้เลย ต้องล้มลุกคลุกคลาน ยืนให้ตรงและเดินให้ได้ก่อนทั้งนั้น โดยสำหรับเรื่องการเงิน ความไม่ถนัด ผัดผ่อนออกไปก่อน หรือบอกว่าขาดประสบการณ์ ล้วนเป็นข้ออ้างเพื่อปัดความรับผิดชอบ และถ้ายิ่งไม่เข้ามาจัดการด้วยตัวเองเสียทีก็อย่าหวังถึงความมั่งคั่งในภายภาคหน้า โดยถ้าไม่รู้ก็ให้ศึกษา ถ้าไร้ประสบการณ์ก็เริ่มทยอยเก็บเกี่ยวสะสมไป เชื่อเถอะว่าวันหนึ่งถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาแล้วแก้ไขได้เองและการสร้างฐานะขึ้นมาได้จากความรู้ความสามารถของตัวเอง น่าภูมิใจกว่าการพึ่งพาคนอื่นเป็นไหนๆ
“อยู่ห่างไว้ก่อนดีกว่า กลัวขาดทุนถ้าทำพลาด” – เรื่องใดก็ตามที่มีความกลัวเข้ามาเกี่ยวข้อง แทบไม่เคยส่งผลดี โดยกับบริบททางการเงินแล้ว ความกลัวไม่ได้แค่ทำให้คุณหลีกห่างจากการดูแลรายรับรายจ่าย แต่ยังฉุดคุณไม่ให้เดินหน้า ไปหารายได้เพิ่มเติมอีกด้วย หรือถ้าลงทุนก็ลงทุนแบบกลัวความเสี่ยง หวั่นว่าจะขาดทุน เช่นกลัวว่าจะขาดทุนหลัก 10 จนลืมไปว่าโอกาสได้กำไรคืนมาหลัก 100 ก็มีเช่นกัน ดังนั้นกับเรื่องการเงินถ้าโอกาสมาถึงต้องกล้ามากกว่ากลัว จำไว้ว่าคนจะมั่งคั่งและบริษัทจะพัฒนาได้ ถ้าก้าวไปโดยมีเจริญและผลกำไรเป็นเป้าหมาย ไม่ใช่ถูกผลักดันด้วยความกลัวเพียงเพื่อแค่อยู่รอด / entrepreneur
